ทิศทางดนตรีในประเทศไทย
เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ.2567 ผศ.ดร.จักรกฤษ เจริญสุข ได้กรุณาทำช่องสื่อสารใหม่กับมิตรรักแฟนเพลงที่ติดตามและคุ้นเคยกัน เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ทำให้มีโอกาสเปิดช่องทางในการสื่อสารได้มากขึ้น จึงได้ทดลองทำตามคำแนะนำดู ทำเป็นรายการ “สุกรีมีเรื่องเล่า” เป็นการสื่อสารแบบใหม่ในช่องทางยูทูบ เฟซบุ๊ก ซึ่งมีมิตรรักแฟนเพลงส่งคำถามเข้ามา ขอตอบเฉพาะที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ การขอความเห็นเรื่องในอดีตและการค้นหาความหวัง “ทิศทางดนตรีในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร”
ทุกสังคมความเจริญเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นเรื่องของความรู้ การนำความรู้มาพัฒนาให้เป็นปัญญา ดนตรีนั้นเป็นทั้งความรู้และเป็นความบันเทิง ก็ต้องทำความบันเทิงให้เป็นปัญญา แล้วค่อยนำปัญญาไปสร้างให้เป็นภูมิปัญญาเพื่อจะนำมาพัฒนาให้เกิดความเจริญในสังคม ก่อนที่จะพูดถึงทิศทางดนตรีในอนาคต ขอย้อนไปถึงสภาพดนตรีในอดีตและที่เป็นมาต่อเนื่องกระทั่งปัจจุบันสักหน่อยหนึ่ง
ย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน สังคมไทยมีความหวังและมองเห็นอนาคตที่สดใสทางดนตรีพอสมควร เป็นความหวังที่จับต้องได้ มีความเจริญด้านการศึกษาดนตรีและสร้างอาชีพดนตรีดูดีมีคุณภาพ เห็นอนาคตดนตรีดุจต้นไม้ใหญ่ที่เจริญงอกงามอย่างต่อเนื่อง จนดนตรีในเมืองไทยทำท่าจะเป็นผู้นำในภูมิภาคด้วยซ้ำไป
เมื่อปี พ.ศ.2561 ต้นของความหวังดนตรีหมดอนาคต ปลายยอดความหวังหักลง โดนโควิดเล่นงานจนยอดความหวังเน่า ลำต้นปลวกกิน เปลือกติดเชื้อรา มดแมงเจาะ กาฝากเกาะต้น การทาบกิ่งก็ล้มเหลว ต้นของความหวังค่อยๆ ถูกตัดทอนให้ลำต้นเตี้ยลงไปเรื่อยๆ กระทั่งติดดิน ขณะที่ความตื่นตัวด้านการศึกษาดนตรีในภูมิภาคเริ่มพัฒนาสูงขึ้น สิงคโปร์นั้นเริ่มตื่นตัว พ.ศ.2546 เกิดวิทยาลัยดนตรี (Yong Siew Toh Conservatory of Music) วันนี้ได้ก้าวไปไกลกว่าไทยหลายเท่าตัวมาก
ปีที่แล้ว (พ.ศ.2566) ต้นความหวังหมดอนาคตไปอีกต้น ถูกโค่นลงอย่างน่าอนาถ ซึ่งทำให้การศึกษาดนตรีหมดหวัง อาชีพดนตรีหมดราคา หมดความน่าเชื่อถือ เด็กเยาวชนคนเก่งดนตรี คนดีคนฉลาด และคนที่มีฐานะไม่เลือกเรียนดนตรีอีก แม้จะเล่นดนตรีเก่งก็ได้ตัดสินใจหันไปเรียนวิชาชีพอื่นที่สามารถหารายได้ดีกว่า มีโอกาสก้าวหน้าในชีวิตมากกว่า หากคิดจะเรียนดนตรีจริงๆ ก็เลือกที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เมื่อเรียนจบก็ไม่กลับเมืองไทย เลือกที่จะทำงานในต่างประเทศ มีรายได้ที่ดีกว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า สถาบันการศึกษาดนตรีในเมืองไทยก็เหลือศาสตราจารย์กระดาษกับศิลปินน้ำลาย
มีหน่อใหม่เกิดขึ้น “วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต” ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อยู่อย่างเงียบๆ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้า โดยนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาพัฒนาอุปกรณ์ดนตรี ระบบเสียง การสร้างงานดนตรี สร้างวิศวกรด้านเทคโนโลยีดนตรี ที่สำคัญคือการเอาคนเก่งที่มีประสบการณ์มาสอน ซึ่งเป็นความก้าวหน้าอย่างเงียบๆ เรื่องนี้กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ต้องเข้าไปอุ้มชูด่วน เพราะเป็นก้าวใหม่ มีโอกาสสดใส และเป็นอนาคต

ส่วนนักดนตรีไทย นักดนตรีพื้นบ้าน ทิ้งเครื่องดนตรี ทิ้งวงดนตรีไปทำอาชีพอื่นหมดแล้ว ไม่มีพื้นที่ของอาชีพ โรงเรียนและสถาบันการศึกษาของรัฐไม่มีครูดนตรี ไม่มีวิชาดนตรี เด็กไทยไม่ได้เรียนดนตรีในโรงเรียน
โอกาสที่เกิดขึ้นคู่ขนาน มีหน่อดนตรีใหม่ๆ เกิดขึ้นรุ่งเรืองเช่นกัน พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้และเห็นว่าดนตรีเป็นวิชาที่สำคัญต่อชีวิตลูก “ดนตรีเป็นหุ้นส่วนของชีวิต” เกิดโรงเรียนดนตรีตามมาตรา 15 (2) ดำเนินการโดยเอกชน สอนดนตรีในฐานะโรงเรียนพิเศษตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เกิดโรงเรียนดนตรีในศูนย์การค้า พ.ศ.2538 พ่อแม่มีโอกาสให้ลูกได้เรียนดนตรีง่ายขึ้น เพิ่มจำนวนเด็กที่เรียนดนตรีอีกหลายหมื่นคน ครูดนตรีที่เก่งออกไปสอนดนตรีที่บ้าน ครูที่มีความสามารถสูงเปิดสอนดนตรีเป็นสตูดิโอ การร้องเพลง เล่นเปียโน เรียนกีตาร์ เป็นต้น
ในเมืองไทยมีโรงเรียนนานาชาติเกิดขึ้นกว่า 200 แห่ง โรงเรียนนานาชาติมีวิชาดนตรีเข้มแข็ง ส่วนใหญ่ใช้ครูดนตรีชาวต่างชาติ เด็กๆ ได้เรียนดนตรีที่โรงเรียน เมื่อจะเรียนดนตรีต่อในระดับสูงก็ไปต่างประเทศ เด็กที่มีฝีมือดี มีความสามารถสูง พ่อแม่มีฐานะ เด็กรู้ภาษาอังกฤษดี เด็กเก่งและฉลาด ก็ได้เรียนดนตรีกระทั่งดนตรีกลายเป็นหุ้นส่วนของชีวิต

เดิมดนตรีเคยเป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกิน เป็นอุปกรณ์ของขอทาน วันนี้ภาพลักษณ์ของอาชีพดนตรีเปลี่ยนไป ดนตรีกลายเป็นวิชาของนักปราชญ์ ดนตรีเป็นอาชีพที่มีเกียรติและเชื่อถือได้ พ่อแม่นิยมให้ลูกได้เรียนดนตรีกับครูที่มีคุณภาพ เรียนดนตรีแล้วเล่นดนตรีเก่งและเป็นที่ยอมรับ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ดนตรีทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดนตรีทำให้เด็กเป็นทั้งคนดีและคนเก่งในคนเดียวกัน เกิดอาชีพดนตรี “เสียงดังตังมา”
ก้าวที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ ซึ่งเปิดโครงการสอนดนตรีเด็กอายุ 0-3 ขวบ เริ่ม พ.ศ.2562 ปัจจุบันมีเด็กๆ ตัวน้อยอยู่ 700-800 คน เป็นก้าวที่สำคัญของการศึกษาดนตรีในภูมิภาค รัศมี 200 กิโลเมตร พ่อแม่ได้ส่งลูกมาเรียนดนตรี หากว่าเด็กจะเรียนดนตรีในระดับที่สูงขึ้น พ่อแม่ตัดสินใจส่งลูกให้เรียนดนตรีต่างประเทศ ซึ่งพ่อแม่รุ่นใหม่ยอมรับที่จะให้ลูกเรียนดนตรี แม้การลงทุนสูงก็ตาม จุดคุ้มทุนเมื่อได้เห็นฝีมือของลูกแล้ว เมื่อเห็นเด็กที่เก่งดนตรี ทำให้รู้สึกมีความหวังและมองเห็นอนาคต
การก้าวข้ามเงื่อนไขที่สำคัญ โดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราได้นำวงดนตรีไปแสดงเพื่อมอบให้ผู้ฟังถึงบ้านในต่างจังหวัด ได้เริ่มเมื่อ พ.ศ.2562 ที่วังพระนารายณ์ ลพบุรี วัดพระราม พระนครศรีอยุธยา ที่ร้านเรือนไม้ กระบี่ ที่ปราสาทพนมรุ้ง บุรีรัมย์ ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ลำปาง ที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ วัดป่าสัก เชียงแสน เชียงราย อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล สกลนคร วัดพระธาตุนครศรีธรรมราช วัดใหญ่สุวรรณาราม เพชรบุรี พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง อุดรธานี วัดพระธาตุลำปางหลวง ที่เทศบาลนครตรัง และแสดงที่โรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ เป็นโฉมหน้าใหม่ที่วงดนตรีไปหาผู้ฟังถึงชุมชน

การแสดงของวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราเป็นการแหกคอกออกจากประเพณีนิยม แสดงดนตรีคลาสสิกกลางแปลงและเปิดให้ชมฟรี ได้เปลี่ยนความเชื่อและความหมายคลาสสิกเสียใหม่ การนำเพลงพื้นบ้าน เพลงของท้องถิ่น เพลงสำคัญๆ ของชาติ อาทิ ลาวคำหอม ลาวดวงเดือน ลาวดาวอังคาร ลาวดวงอาทิตย์ ลาวดาวเทียม เพลงพระสวด ก็สามารถเกิดขึ้นเป็นเพลงคลาสสิกได้เช่นกัน ทั้งนี้มีงานวิจัยดนตรีรองรับ ทำให้ผู้ฟังในชุมชนภูมิใจ ได้เล่าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตของท้องถิ่นผ่านเสียงดนตรี ดนตรีได้กระจายออกไปอย่างไร้ขอบเขต ติดตามดูย้อนหลังได้จากสื่อออนไลน์ เป็นโฉมหน้าใหม่ของดนตรีนอกกระแส คลาสสิก หมายถึงละเอียด ประณีต ไพเราะ และสวยงาม
ความบังเอิญที่ล้ำลึกโดยไม่คาดคิด เกิดวงขับร้องประสานเสียงปล่อยแก่ พ.ศ.2562 โดยคนแก่เพื่อคนแก่ และเป็นวงขับร้องของคนแก่ ได้ขยายกิจการไปอย่างรวดเร็ว มีอยู่ 13 วง ได้แก่ วงปล่อยแก่บ้านคา เกาะลอย ราชบุรี เชียงใหม่ ลำปาง ยะลา อุดรธานี นครสวรรค์ ภูเก็ต บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี เชียงราย โคราช ชมรมสายใย กรุงเทพฯ วงปล่อยแก่ทำให้คนแก่มีความสุข โดยใช้เสียงร้องของตนเอง มีหลักการ มีวิธีการ มีรูปแบบ และมีครูสอนร้องเพลง นักร้องคนแก่ทุกคนมีความสุข มีคนแก่ร้องเพลง 1,300 คน จากคนแก่ที่มี 13 ล้านคน

ดนตรีกลายเป็นวิชาที่มีราคาแพง เสียงดนตรีเป็นพลังสร้างสรรค์ที่เข้มแข็งของชาติ เป็นประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต ดนตรีช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำ ดนตรีได้เสนอความเท่าเทียม การนำเสนอปี่จุมคอนแชร์โตที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2566 การนำเสียงอดีตมารับใช้ปัจจุบัน การสร้างเสียงดนตรีพื้นบ้านให้เท่าเทียมและเป็นสากล การนำเพลงอมตะสยามมานำเสนอในรูปแบบใหม่ ทุกคนสามารถเข้าถึงความไพเราะของดนตรีได้
วันนี้คนเก่งดนตรีของไทยที่ไปเรียนต่อในต่างประเทศยังไม่อยากกลับบ้าน คงทำมาหากินในต่างประเทศ รอคอยโอกาส รอคอยความหวังกับอนาคตที่จะเปลี่ยนไปในประเทศไทย วันนี้มีวงดนตรีแบบใหม่ที่ได้ก้าวข้ามเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ และชนิดของเครื่องดนตรี เอาเสียงและความไพเราะมาใช้อย่างสากล และยังพบว่า เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม (น้องวุฒิ) ใช้ดนตรีบำบัดชีวิต สร้างชีวิต ตีกลองเป็นอาชีพ เลี้ยงดูพ่อแม่ได้อย่างอัศจรรย์
ในด้อยมีโอกาส ในแย่มีดี ในชั่วมีคุณธรรมซ่อนอยู่ ซึ่งต้องหาให้เจอ เมื่อพบแล้วแม้จะมีโอกาสแค่ 1% ก็ให้ย้ายชีวิตไปอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาส ซึ่งสามารถจะสร้างงานได้อย่างมีความสุขและงอกงาม สวัสดีปีใหม่ครับ
สุกรี เจริญสุข

