บ้าก็บ้า One Flew Over the Cuckoo’s Nest กรณีทวงคืนโบราณวัตถุ

16.01.24 | 12:30 น.

บ้าก็บ้า One Flew Over the Cuckoo’s Nest  กรณีทวงคืนโบราณวัตถุ

ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว กรณี อาจารย์ดำรง ลีนานุรักษ์ นักสัตวบาล ที่หลุดเข้าไปอยู่ในวงการโบราณคดี ต้องรบกับระบบของกรมศิลปากร บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะโปรโมตหนังเรื่อง ‘บ้าก็บ้าวะ’ ที่แสดงนำโดยแจ็ค นิโคลสัน และได้รับรางวัลตุ๊กตาทองด้วย แต่เป็นที่ชื่นชอบและสะท้อนชีวิตคนในมุมหนึ่งได้ดี และยังพอจำเค้าเรื่องได้อยู่บ้างทั้งๆ ที่ดูมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่มอยู่

พล็อตหนังเรื่องนี้ง่ายๆ ครับว่า ตัวเอกที่แสดงโดยนายแจ็คนิโคลสัน นี้ เป็นคนดีๆ ที่หลงหลุดเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลบ้า อย่างถูกเข้าใจผิดอะไรทำนองนั้น ผนวกกับแกมีบุคลิกภาพกวนๆ ยวนๆ เลยถูกกลุ่มพยาบาลและหมอที่มีระบบจัดการกับคนบ้าที่แสดงอาการรุนแรงด้วยการชอร์ตไฟฟ้า เมื่อโดนเข้าบ่อยๆ ก็จะไปกดระบบประสาทจนสุดท้ายเบลอๆ กลายเป็นคนบ้าจริงๆ ไปเสียเลย

ชอบฉากสุดท้ายที่นายแจ็คได้ถูกจัดการจนกลายเป็นคนเสียสติไปโดยสมบูรณ์แบบ แล้วในการเดินเรื่องของหนัง มีผู้แสดงประกอบเป็นชาวอินเดียแดงตัวโตๆ แต่ถ้าจำไม่ผิดในท้องเรื่อง เขาจะแสดงเป็นคนที่มีอาการเบลอๆ ไม่สุงสิงกับใครไม่พูดกับใครและแกล้งเป็นใบ้และปัญญาอ่อน คล้ายๆ กับจมปลักอยู่กับความคิดและโลกภายในของตัวเอง อีกทั้งว่านอนสอนง่ายไม่รุงรัง ที่ต้องให้ต้องกำราบด้วยยาแรงๆ เลย นายอินเดียนคนนี้ในฉากสุดท้ายนี้ หลังจากมองดูนายแจ็คที่นอนหมดสติเพราะถูกชอร์ตด้วยไฟฟ้าจนหมดสภาพแล้ว เขาเดินไปที่ห้องน้ำ อุ้มดึงและยกแท่งปูนหนักๆ ออกมา แล้วทุ่มไปที่หน้าต่างลูกกรงเหล็ก แล้วเขาหนีออกไป

4 ม.ค. ประชุมเงียบเชียบ

Advertisement

ปัดตกตั้งกรรมการ ‘แนวรุก’

สำหรับผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว ผมกลับยกให้นายอินเดียนนี้เป็นพระเอก ที่มีสติจัดการกับภัยที่จะรุกเข้ามาทำลายตัวเขาเหมือนที่นายแจ็คเจอ แต่เขาจัดการมันได้ดีกว่าและมากกว่าการไปเถียงหาเหตุผลเหมือนที่นายแจ็คทำ เขาจึงรอดพ้นภัย และมีความอดกลั้นรอเวลาที่จะรุกฆาตอย่างชาญฉลาด เมื่อถึงเวลาที่จะหนีให้พ้นจากสถานการณ์นั้นๆ ไป คือเรื่องโรงพยาบาลบ้ากับระบบจัดการกับคนบ้าที่เป็นอยู่ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของมันไป เราเอาตัวหลุดออกมาได้ ไม่เป็นเหยื่อของระบบ (เหมือนนายแจ็ค) ก็เอาแล้ว

เรื่องนี้ อยู่เฉยๆ ผมมาสะดุดคิดขึ้นเมื่อเช้านี้เอง หลังจาก นายโชติวัฒน์ รุญเจริญ เพื่อนผู้น้อง admin ในกลุ่มสำนึก ๓๐๐ องค์ ที่ติดตามประชาสัมพันธ์ และเกาะติดเรื่องการทวงคืนโบราณวัตถุของชาติมาตลอด โดยเฉพาะพระประติมากรรมสำริดจากปราสาทปลายบัด 2 หรือที่ฝรั่งให้ชื่อว่าพระกรุประโคนชัย ได้ส่งข้อความมาถามผมว่า ตกลงเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการประชุมกรรมการติดตามโบราณวัตถุ (ที่ตั้งโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และตอนนี้ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกรรมการ) หรือไม่ คงเห็นว่าเงียบเชียบไม่มีการแถลงข่าว หลังจากตอบไปว่า มีการประชุม แต่แทบไม่มีอะไรใหม่หรือคืบหน้า มีแต่คำหวานลอยๆ ที่ทำให้ รมต.เคลิบเคลิ้ม

อีกทั้งในที่ประชุม อะไรที่ผมกับนายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ พยายามเสนอเพื่อเปิดขยายการทำงานในแนวรุก และสร้างความร่วมมือกับทางทีมงานทวงคืนโบราณวัตถุกับกัมพูชา (ที่ทางรัฐบาลกัมพูชา โดย รมว.วัฒนธรรมได้แต่งตั้ง นายแบรดลีย์ กอร์ดอน (Bradley Gordon) นักกฎหมายชาวอเมริกันที่อยู่ในกัมพูชาเป็นหัวหน้าทีมทวงคืนฯ โดยมีกลุ่มนักวิชาการโบราณคดีกัมพูชาทีมเล็กๆ (หลายคนจบจากเมืองไทย) ร่วมทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับความต้องการของรัฐมนตรีเสริมศักดิ์เองที่เคยเคยระบุว่า ‘ต้องการให้ทวงคืนกลับมาให้ได้มากๆ’)

แต่ปรากฏว่า เสียงจากฝ่ายกรรมการจากกรมศิลปากร อย่างน้อย 3 ท่าน ไม่เห็นด้วย ทำให้การเสนอประธานเพื่อขอตั้งคณะทำงานเล็กๆ ที่จะได้เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลไม่เกิดขึ้น ความจริงคือเราอยากจะทราบและขอใช้ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของ นายดักลาส แลตช์ฟอร์ด (Douglas A.J. Latchford) นักค้าโบราณวัตถุผิดกฎหมายที่เป็นตัวการใหญ่ลักลอบส่งโบราณวัตถุผิดกฎหมายจากกัมพูชาและไทยไปขายในยุโรปและอเมริกามาร่วม 60 กว่าปีแล้ว รวมทั้งเป็นตัวผู้ซื้อและส่งออกพระปลายบัดหรือประติมากรรมสำริดประโคนชัยแทบทั้งหมด ซึ่งข้อมูลนี้นายแบรดลีย์ได้รับจากลูกสาวนายแลตช์ฟอร์ด แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่หลายคนในกรมศิลปากร ไม่อยากให้ได้มาซึ่งข้อมูลจากไฟล์คอมพิวเตอร์ของนายแลตช์ฟอร์ดนี้ ทั้งๆ ที่มันคือฐานข้อมูลการซื้อขาย การติดต่อ ที่เกี่ยวข้องกับการประสานงานเจรจา ฯลฯ ทั้งหมดที่เขาติดต่อทางอีเมล์ หรือแฟ้มลับอื่นๆ (ถ้ามี) ในเครือข่าย หรือลูกค้า ที่ทางทีมทวงคืนของกัมพูชาได้ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าชิ้นไหนที่เขาทวงคืนที่เกี่ยวข้องกับนายแลตช์ฟอร์ด ซึ่งส่งผลให้กัมพูชาได้ของคืนมาหลายร้อยชิ้นที่สำคัญๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่ทางกัมพูชาเปิดเกมทวงคืนเชิงรุกตรงนี้ไม่เหมือนผู้บริหารกรมศิลปากรหลายท่านที่ปากก็ว่าจะทวงหรืออยากทวงคืน แต่อีกปากย้ำต้องละมุนละม่อม ต้องทำช้าๆ ต้องรอบคอบให้ไม่กระทบความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลอเมริกาทำ คือเขาตั้งทีมจากโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้และอัยการกลาง รุกหนักจับพ่อค้าโบราณวัตถุหลายเจ้าในอเมริกา เอาเรื่องขึ้นศาลเองยึดคืนหรือได้คืนของจากมิวเซียมหลายแห่งคืนประเทศต่างไปหลายๆ พันชิ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ถ้าเข้าไปดูในเว็บของโฮมแลนด์ซิเคียวริตี้อินเวสติเกชั่น อย่างในบทความเก่าของผมในมติชนเรื่อง ‘เมื่ออเมริกาเอาจริงไล่ล่าโบราณวัตถุของโจร แต่ไทยเจ้าทุกข์กลับเงียบเชียบ’ เมื่อมีนาคม 2560 ก่อนการตั้งกรรมการติดตามโบราณวัตถุ 3 เดือน

เพราะฉะนั้นการอ้างเรื่องกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นเรื่องเหลวไหล ที่ยกมาอ้างตลอด หวังว่ารัฐมนตรีคนปัจจุบันจะไม่ตกหลุมพรางอันนี้ อันนี้คงต้องรอให้ท่านรัฐมนตรีวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลและพิจารณาจากท่าทีของบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ท่านได้รับรู้เป็นครั้งแรกจากที่ประชุมกรรมการทวงคืนที่ผ่านมานี้

เบื่อรบศึกใน แนะใช้กรณีศึกษา SFAAM

ผมเคยบอกหลายๆ คนรวมทั้งเพื่อนร่วมงานที่ใกล้ชิด คือ นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ ว่าถ้าได้พระประติมากรรมสำริดปลายบัดกลับมาเมื่อไหร่ ผมจะวางมือจากงานทวงคืน เพราะขี้เกียจรบกับทางกรมศิลปากรต่อไป การทวงคืนนั้น การรบกับข้างนอกเราต้องหาข้อมูลไปสู้เขา เราใช้เวลาใช้ทรัพย์ส่วนตัวมาทำงานเราเสียสละได้เพื่อชาติ จึงเป็นเรื่องเล็ก แต่ต้องมารบกับคนที่ พ.ร.บ.โบราณสถานและโบราณวัตถุฯ กำหนดให้รับผิดชอบงานปกป้องรักษา ห้ามส่งออกซึ่งโบราณวัตถุฯ แต่พอถึงขั้นตอนทวงคืนโบราณวัตถุที่ถูกโจรกรรมหรือลักลอบขุด ที่หลุดออกไปขายในยุโรปและอเมริกา และโผล่ไปโชว์อยู่ในมิวเซียมดังๆ กลับทำตัวเป็นตะเข้ขวางคลอง มันเสียเวลา และเสียประโยชน์ชาติครับ

ต่อมาเมื่อมีหลักฐานการล็อบบี้จากมิวเซียมในอเมริกาต่อไทย เกิดขึ้นชัดเจนในกรณีทับหลังหนองหงส์และเขาโล้นจากทางซานฟรานซิสโกมิวเซียม (SFAAM) ซึ่งตอนนั้นท่านอธิบดี ประทีป เพ็งตะโก ที่ค่อนข้างเข้มแข็งต่อการทวงคืน (ขอค้อมหัวปรบมือให้ท่านอธิบดีประทีปครับ) ด้วยก่อนหน้านั้นท่านได้รับการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการจากนักสืบของโฮมแลนด์ที่รับผิดชอบการทวงคืนของไทย ว่าอย่ารับการติดต่อขอประนีประนอมจากทาง SFAAM เพราะผิดธรรมเนียมและจริยธรรมทางศาล ท่านอธิบดีประทีปเมื่อรับรู้เกมนี้ของทางมิวเซียม จึงปฏิเสธรับการติดต่อที่ทาง SFAAM ติดต่อมา ส่วนทางโฮมแลนด์เมื่อทราบและมีหลักฐานว่าทาง SFAAM มีพฤติกรรมไม่ซื่อ ผิดจริยธรรมทางศาล (ที่ผู้ถูกฟ้องร้อง ข้ามหัวอัยการและโฮมแลนด์ ไปขอเกี้ยเซี้ยกับเจ้าทุกข์) จึงขอหมายศาลไปยึดทับหลังทั้งสองชิ้นมาคืนไทย

กรณีของ SFAAM นี้ ควรเป็นกรณีศึกษาให้คนไทยเราตระหนักมากขึ้นว่า

1 การล็อบบี้ของมิวเซียมที่เราทวงคืนฯจากเมริกา ที่เมื่อเขาจนแต้ม ไม่มีหลักฐานมาอ้างกับศาลได้ว่าทรัพย์สินที่เขาครอบครองอยู่นั้นไม่ใช่ของโจร เขาก็จะหาทางติดต่อกับทางประเทศเจ้าของโดยตรง มีจริง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

2 นี่จะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ไม่ว่าอธิบดีกรมศิลปากรคนไหน ถ้าแสดงเจตนารมณ์เห็นใจแก่ทางมิวเซียมที่เราทวงคืนอยู่ (7 มิวเซียม) แล้วทำเรื่องเสนอรัฐมนตรีหรือออกหนังสือรับการประนีประนอมกับทางมิวเซียมโดยไม่ผ่าน หรือไม่ได้แจ้งแก่ทางโฮมแลนด์ที่กำลังทำหน้าที่ในศาลแทนรัฐบาลไทยอยู่ ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้จริง นอกจากจะกระเทือนความสัมพันธ์ที่ดีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับไทยอย่างมากแล้ว (เพราะไทยกำลังขอทวงคืนด้วย การดำเนินการอย่างเป็นทางการแบบรัฐต่อรัฐอยู่) ทางโฮมแลนด์ฯเอง ถ้าทราบว่าทางเรารับการเกี้ยเซี้ยจากทางมิวเซียม เขาก็จะขอออกหมายศาลไปยึดคืนมาให้ไทยอยู่ดีเหมือนกรณีทับหลังสองชิ้นที่เขาใช้หมายศาลยึดมาคืนเรา แล้วทีนี้คนไทยก็คงจะหน้าแตกกันถ้วนหน้า รวมทั้งท่าน รมต.เจ้ากระทรวงด้วย

ด้วยเหตุผลในข้อที่สองข้างบน ที่หวังว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นไม่ว่ากับอธิบดีคนใดสมัยไหน ซึ่งส่วนตัวดูแล้วเชื่อว่าพระปลายบัดนั้นเซฟแล้ว ผมจึงเคยมีปณิธานไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2566 ว่าถ้าเป็นไปได้ผมก็จะยุติบทบาทการทำหน้าที่ทวงคืนโบราณวัตถุของประเทศเมื่อถึงวันครบรอบวันเกิดของผม 70 ปี ในเดือนธันวาคม 2566 ที่เพิ่งผ่านมานี้ แต่ด้วยทราบมาว่าท่าน รมต.เสริมศักดิ์ที่กำลังรับตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรมใหม่ตอนต้นกันยายนที่ผ่านมา ว่าท่านเป็นเพื่อนสนิทที่ดีกับเพื่อนอายุรุ่นพี่ที่ผมรักนับถือคนหนึ่ง จึงเขียนบทความเตือนสติ ให้ข้อมูลท่านมา 2-3 ครั้ง และให้ข่าวหนังสือพิมพ์เป็นข้อเสนอแนะท่านรัฐมนตรีให้ปรับรื้อโครงสร้างคณะกรรมการติดตามฯนี้ โดยเสนอให้ลดบทบาทของอธิบดีกรมศิลปากร แล้วสร้างทีมทวงคืนฯเล็กๆ ที่ท่านรัฐมนตรีโฟกัสงานเอง อธิบดีกรมศิลปากรที่แม้จะมีเจตนาบริสุทธิ์ แต่ในแวดวงนักวิชาการโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ที่เกี่ยวข้องกับงานมิวเซียมทั้งในไทยและต่างประเทศต่างรู้จักกันดี
มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันในลักษณะเครือข่ายวิชาการ ให้ความสนับสนุนกัน นับถือกัน จึงทำให้เกรงใจกัน จนบางครั้งก็เกิดสภาพเป็นหนังหน้าไฟ เมื่อทางมิวเซียมส่งภัณฑารักษ์ระดับโลกมาประสานงานเรื่องนี้ ความจริงก็น่าจะเป็นที่น่าอึดอัด และน่าจะดีกว่าที่ทางอธิบดีกรมศิลปากรจะไม่ต้องรับผิดชอบงานทวงคืนโบราณวัตถุ เชื่อว่าท่านน่าจะไปทำงานประจำให้ดีได้มากกว่า แต่คำสั่งนายกฯที่ให้เป็นฝ่ายเลขาฯคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุฯค้ำคออยู่ จึงเกิดสภาพ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก

ลาก่อน CUCKOO’S NEST

ขอถอนตัวจากกรรมการทวงคืน

มาบัดนี้ ด้วยเหตุที่พระประติมากรรมปลายบัด 2 หรือพระกรุประโคนชัย จะได้รับการจับตาดูแลจากคนไทยทั้งชาติแล้ว และท่านรัฐมนตรีเสริมศักดิ์รับทราบรายละเอียดแล้ว ผมนายดำรงลีนานุรักษ์ นักสัตวบาล อดีตอาจารย์สอนวิชาวัวนม ที่เป็นคนดีๆ ที่หลงหลุดเข้าไปอยู่ในแวดวงโบราณคดีฯ ทวงคืนโบราณวัตถุของชาติ จะขอเลียนแบบนายอินเดียนในหนังเรื่อง บ้าก็บ้าวะ ตอนจบ ถอนเอาแท่นปูนหนักๆ โยนใส่หน้าต่างลูกกรงเหล็กหนีออกไป นั่นคือ ผมจะขอยุติภารกิจการทวงคืนโบราณวัตถุตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาตินะครับ ให้กรมศิลปากรไปทำหน้าที่งานใน พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินให้สมบูรณ์ ให้รีบทำโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติศรีเทพ และบุรีรัมย์ เสนอรัฐมนตรีเพื่อเอาเข้า ครม.โดยด่วน ตามนโยบายที่ท่านรัฐมนตรีให้ไว้

อนึ่ง หลังจากผ่านการประชุมคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุฯเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมานี้ ผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีเสริมศักดิ์คงอ่านเกมขาด และคงพิจารณาให้มาตรการอะไรใหม่เพื่อให้การทวงคืนมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเร็วขึ้น จากที่ไม่ได้ของกลับคืนมาเลยจากการทวงอย่างเป็นทางการสักชิ้น ในช่วงสองปีครึ่งที่ผ่านมาหลังจากได้ทับหลังสองชิ้นหลักคืน ในขณะที่
ห้วงเวลาเดียวกันทางกัมพูชาได้ของชิ้นสำคัญคืนมากว่าสองร้อยชิ้น เพราะเขามีทีมงานเล็กๆ ที่ทำงานเชิงรุกภายใต้การให้อำนาจการทำงานจากรัฐมนตรีและมีข้อมูลลับของนายแลตช์ฟอร์ดเป็นหลักฐานที่ทางมิวเซียมในอเมริกาและออสเตรเลีย ‘ปฏิเสธไม่ได้’

สำหรับผม ลาก่อน CUCKOO’S NEST ขอคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของงานทวงคืนสมบัติชาติครับ อย่าปล่อยให้ CUCKOO นำแล้วพายเรือวนอยู่แต่ในอ่างมายาวนาน อย่างเชี่ยวชาญและช่ำชอง