‘เด็กเอ๋ย เด็กเลว’ รีแอ๊กของรุ่นใหม่ เด็กพูดได้ไหม? ถ้าไทยยังไม่เสรีความคิด
เด็ก’ เป็นช่วงวัยที่สามารถทำอะไรได้บ้าง?
เชื่อฟังคำสอน ศึกษาเล่าเรียน พากเพียรทำหน้าที่ของตัวเองให้สุดความสามารถ ตามคำปฏิญาณตนและค่านิยมที่คมในสังคม ยกให้เป็น ‘เด็กดี’
ในมุมกลับ หากพวกเขาลุกขึ้นมาตั้งคำถามในสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้ขุดขึ้นมาเถียง จะถูกนับรวมอยู่ในกลุ่มผู้ต้องหาการเมือง เหมือนที่เฉียด 40 ชีวิตยังถูกขังหลังลูกกรง ซึ่งหลายจำนวนนับในนั้นเป็นเยาวชน ใช่หรือไม่
หลังผ่านพ้นวันเด็กไปได้เพียงแค่ 1 วัน ‘ประชาบาร์’ ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์สามัญชน เปิดตัวนิทรรศการ ‘เด็กเอ๋ย เด็กเลว : ประวัติศาสตร์ขบวนการนักเรียน นักศึกษาปี 2563’
ภาพถ่ายการเคลื่อนไหว สิ่งของเครื่องใช้ในม็อบ นักเรียน นักศึกษา หลักฐานการต่อสู้ เสื้อ ป้ายผ้า สารพัดข้อความรายล้อม ‘ประชาบาร์’ (Pracha Bar) ย่านสี่พระยา บางรัก จัดแสดงให้ประจักษ์ต่อสายตา สาธารณชน ยาวไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้
หนังสือพิมพ์เรียงรายเป็นกิมมิค เรียงไทม์ไลน์ย้อนหลัง พร้อมพาทุกคนย้อนไปยังปี พ.ศ.2563 อีกครั้ง เพื่อสัมผัสช่วงเวลาที่ม็อบพีคขั้นสุด

คลังวัตถุพยาน
หลักฐาน ‘คนรุ่นใหม่’ จุดไฟฝัน
เพราะเกือบ 10 ปีที่ทำงานในนามไอลอว์ อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) มองเห็นมิติต่างๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะอาหารการกิน หรือเกิด แก่ เจ็บ ตาย
แต่ที่ขาดหายไปคือ ‘มิติการเมือง’ จึงเป็นเหตุผลให้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชนในปี 2561
“เรารู้สึกว่าประชาชนคนธรรมดาก็อยู่แทบทุกหน้าประวัติศาสตร์ของสังคม จึงเริ่มจากการเก็บของต่างๆ จากทั้งม็อบบ้าง เริ่มทำจากสิ่งเล็กๆ จากมีเสื้อไม่กี่ตัว ก็เริ่มจริงจังมากขึ้น มีคนเสื้อแดงนำคอลเล็กชั่นต่างๆ มาให้บ้าง เก็บรักษาสิ่งของเครื่องใช้ในกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เราอยากจะเป็น ‘คลังวัตถุสิ่งของ’”
อานนท์เล่าความตั้งใจ พร้อมเปิดทางให้ผู้ที่สนใจ ยืมไปใช้ในการวิจัย ทำกิจกรรมต่างๆ
‘ม็อบ 2563’ คือโจทย์จากผู้จัด ที่ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน ยอมรับตรงๆ ว่าค่อนข้างยาก เพราะแม้จะมีสิ่งของเครื่องใช้ใน พ.ศ.2563 มากมาย แต่โฟกัสไปที่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา แต่จุดนี้เองที่ทำให้เห็นบทบาทและศักยภาพของคนรุ่นใหม่มากกว่าที่คาดคิด
“เมื่อเริ่มมีการชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน โดยเยาวชนปลดแอก เส้นเริ่มเบลอว่าเป็นการชุมนุมของเยาวชนหรือของประชาชน เราจึงต้องเริ่มไปคุ้ยหาของสะสมของเราที่มันมี Movement และ Represent การผูกพันกับสถาบันการศึกษา เราก็เลือกมาโดยมีค่อนข้างจำกัด สิ่งของที่เราเก็บช่วงนั้นที่มีแน่ๆ คือ ป้ายโปสเตอร์ผ้า”
อานนท์บอกว่า ความท้าทายคือพื้นที่จัดเก็บ เพราะนักศึกษาเน้นทำป้ายใหญ่เพื่อใช้เดินขบวน และแต่ละชิ้นก็มีเรื่องเล่าในตัวของมันเอง
แม้กระทั่งวัตถุ ยังมีความหลากหลาย อย่างเสื้อที่นักศึกษาขายเพื่อระดมทุนทำม็อบ แต่ที่เห็นบ่อยคือ ‘สติ๊กเกอร์’ ที่เห็นชัดถึงความหลากหลายของการวาดและออกแบบ รวมถึงมีทั้งศิลปินที่ต้องการเปิดตัวทางการเมืองมากขึ้น จึงพบงานศิลปะทางการเมืองผุดขึ้นมากมาย

ยังพร้อมแอ๊กชั่น
การเคลื่อนไหวที่มองไม่เห็น
ในช่วงที่ทำพิพิธภัณฑ์สามัญชน ประชาชนอยู่ในช่วงตื่นตัวทาง การเมืองพอดี มีการแห่ลงชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ และเมื่อ ‘ไอลอว์’ บอกว่ากระดาษหมด ก็ได้รับกระดาษจากประชาชนเพียบ
สุดท้ายประชาชนทำสำเร็จและไปยื่นที่รัฐสภา ร่างนั้นก็ถูกนำไปดีเบตในสภา สุดท้ายมันตกเพราะว่า ส.ว.ไม่รับหลักการ แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์แล้วว่าประชาชนร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ถูกบรรจุวาระ นั่นคือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่ผมเก็บไว้ คือสคริปต์ที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw ในขณะนั้น เข้าไปอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในสภา
“ผมหวังว่าถ้าวันหนึ่ง รัฐธรรมนูญผ่าน และใช้ได้จริงเราจะสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า การเสนอร่างในปี พ.ศ.2563 เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่ามันจะไม่สำเร็จในครั้งนั้น แต่ในอนาคตมันจะสำเร็จ และทุกครั้งที่เรามองความสำเร็จในอนาคต เราจะหันมามองว่ามันเริ่มจากจุดเล็กๆ นี่คือความสำคัญ” อานนท์กล่าว
นอกเหนือจากการลงถนน อานนท์ชวนมองการลงชื่อเพื่อเสนอคำถามประชามติ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ว่าเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่คึกคักไม่ต่างจากม็อบ เพราะมีกว่าสองแสนคน ที่ร่วมลงชื่อภายใน 1 สัปดาห์ ผ่านหน้ากระดาษ
“ผมเชื่อว่าประชาชนยังพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่างอยู่ เพียงแค่เราหาโจทย์การแอ๊กชั่นแบบไหนที่สามารถเข้ากับไลฟ์สไตล์เขาได้”
จากเท่าที่มองไกลๆ การเคลื่อนไหวไม่ได้มีแค่ม็อบ วงเสวนาก็เป็นรูปแบบของการเคลื่อนไหว ให้ได้ถก
“ผมเชื่อว่าคนที่ตื่นออกมาจากการเคลื่อนไหวในปี พ.ศ.2563 พอตื่นแล้วเขาคงไม่กลับไปหลับ เพียงแต่ว่าสถานการณ์ไม่จำเป็นที่ต้องไปลงถนน หรืออาจจะยังไม่มีความพร้อม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหยุดนิ่ง อาจจะเป็นความเคลื่อนไหวที่มองไม่เห็น” อานนท์มองอีกมุม
หยิบยกป้ายข้อความ ‘ถ้าการเมืองดี บ้านกูมีเครื่องล้างจานไปนานแล้ว’ ที่เก็บจากม็อบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อ พ.ศ.2563 เดาว่า ต้องเป็นคนรุ่นใหม่ที่เขียนแน่ๆ
“สิ่งที่ผมจะสื่อคือว่า คนที่คิดว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ มันน่าจะหมดความหมายไปแล้ว เพราะว่า นโยบายที่เด็ก และเยาวชนมีผล
กระทบเขาก็มีสิทธิที่จะออกมาพูด ว่าเขาต้องการอะไร มีมุมมองแบบไหน”
“ผมไม่มีอะไรฝากถึงรัฐ แต่อยากจะฝากถึงคนที่อายุมากกว่า หรือน้อยกว่าผม คนที่มีอำนาจบังคับบัญชาอะไรบางอย่างให้เปลี่ยนวิธีคิด ที่ว่าเป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าไปยุ่งการเมือง มันน่าจะหมดความหมายไปแล้ว อยากให้มีการเปิดพื้นที่ให้เขาสะท้อนความไม่พอใจ ความคิดเห็น ขอให้มองเขาเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่อยู่ในสังคม เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาหลายๆ เรื่อง อย่างน้อยเด็กต้องพูดได้” อานนท์ฝากถึงผู้ใหญ่

ต้องทำอะไรสักอย่าง
ไม่คาดคิด ประเทศยังไม่มีเสรีภาพ
บุศรินทร์ แปแนะ จากไอลอว์ และ Mob Data Thailand หันมาทำงานด้านนี้ตั้งแต่ พ.ศ.2559 เพราะสนใจการเมือง รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า พ.ร.บ.การชุมชุมในที่สาธารณะ ที่ออกในปี พ.ศ.2558 มีปัญหาอย่างไร ต่อมาช่วงปี 2562 มีม็อบที่ฮ่องกง ก็เกิดเป็นแรงบันดาลใจให้ศึกษา
“เรารู้สึกมันว้าวดี เข้าไปตามการเคลื่อนไหวต่างๆ ก็สนุก คิดว่าถ้าเราอยากให้มีพื้นที่สาธารณะในการชุมนุม ขยายตัวมากขึ้น เราก็ต้องประกันก่อนว่า กฎหมายจะไม่กดปราบประชาชน ซึ่งในตอนนั้น พ.ร.บ.ชุมนุมมีปัญหาจริงๆ เลยคิดกับเพื่อนที่แอมเนสตี้ฯ ไทยแลนด์ เริ่มทำฐานข้อมูลการชุมนุมของไทยขึ้นมาชื่อ Mob Data Thailand ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอการชุมนุมในประเทศเป็นร้อยครั้งขนาดนี้ ก็เก็บข้อมูลสำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.ชุมนุมในอนาคต” บุศรินทร์เผย
หลังเดินสำรวจภายในนิทรรศการ เจอสติ๊กเกอร์ ‘เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ’ ของกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และอีกชิ้น Spring Movement ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2563 ทำให้หวนคิดถึงการชุมนุมในช่วงเวลานั้น ซึ่งเกิดขึ้นจากคนตัวเล็กที่รู้สึกอึดอัดอะไรสักอย่าง
“เท่าที่จำได้ Spring Movement จะมาพร้อมกับ ต้าร์ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางสังคม ที่หายตัวไป ตอนนั้นก็มีทั้ง เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์, รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล กลายเป็นปรากฏการณ์ป๊อปอัพ การหายตัวไปของ ต้าร์ วันเฉลิม เขารู้สึกว่าต้องมีรีแอ๊กอะไรบางอย่างเกิดขึ้น พอรู้สึกเจอคนประเภทเดียวกันที่เจอความไม่เป็นธรรม จึงรวมตัวกันลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างที่เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สุดท้ายความพยายามเล็กๆ น้อยๆ เสมือนเป็นแรงกระเพื่อมที่ก่อให้เกิดคลื่นใหญ่ในช่วงหลังการชุมนุมเยาวชนปลดแอก อย่างน้อยเรามี 2 มือ แต่เรากล้าหาญที่จะมายืนข้างหน้ามันคือแรงบันดาลใจที่เราต้องทำอะไรบ้างอย่างให้ประเทศเรามีเสรีภาพมากกว่านี้ มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมากกว่านี้” บุศรินทร์เล่าถึงเหตุผล

เดินหน้าไม่ไหว ถ้าอดีตไม่ชำระ
จี้รัฐโฟกัส ‘นิรโทษกรรม’
บุศรินทร์ เคยทำงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ในเรื่องความรุนแรงทางการเมือง เมื่อปี 2549 เธอเล่าว่า พอกลับไปย้อนอ่าน ดูด้านมิติความรุนแรง และชุมนุมทางการเมือง ในวิธีการที่ปิดปากปิดเสียงของประชาชนที่เห็นต่าง เริ่มมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาใช้ถนนในการชุมนุม มีการค้นว่าจะเอากฎหมายใดปราบปรามผู้ชุมนุมได้บ้าง
ไล่เรียงมาถึงปี 2553 มีทั้ง พ.ร.บ.ฉุกเฉิน มีทั้งการได้รับบาดเจ็บจากการชุมนุม โดยยังไม่ได้รับการเยียวยา เมื่อมาถึงปี 2557 มีการทำรัฐประหาร ผู้คนออกมาคัดค้าน ยิ่งปล่อยให้ออกมามากเท่าไหร่ ยิ่งมีคนใช้กำลังมากขึ้น เกิดคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 นักศึกษาจึงเริ่มออกมาคัดค้าน ผู้คนหวาดกลัว มีการออกกฎหมายมาฉบับหนึ่งเพื่อไม่ให้ประชาชนมาต่อต้านรัฐในประเด็นการเมือง ซึ่งมันส่งผลทางอ้อมถึงประชาชนที่เรียกร้องเรื่องปากท้อง และทางทรัพยากร
“พ.ศ.2563 คนที่โดนใช้กฎหมายก็เริ่มจะเป็นเด็ก หรือเยาวชน ยิ่งเป็นเด็กที่อยู่ในวัยมัธยม จะรับมืออย่างไร เราก็ติดตามดูว่าเขาจะทำอย่างไร จะหนักไปเลยหรือจะเบามือ ก็พบว่ามีกระบวนท่าในการรับมือใหม่ๆ” บุศรินทร์ย้อนพัฒนาการด้านการปราบปราม
ถามถึงสิ่งที่อยากจะสื่อสารกับรัฐ? เยาวชนหญิง เปิดด้วยปมเด็กถูกดำเนินคดีทางการเมือง ซึ่งมากกว่า 200 คน พร้อมย้ำว่าเด็กเหล่านี้มีอนาคตข้างหน้า รัฐควรนิรโทษกรรมให้กับพวกเขา ไม่ว่าจะทำอะไรก็ควรนึกถึงหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กไว้ก่อน
“ไอลอว์ พยายามที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเราถอยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 การนิรโทษกรรมประชาชนทุกฝ่ายโดยไม่รวมกับเจ้าหน้าที่รัฐ และรวมคดีมาตรา 112 คิดว่ารัฐควรรับในประเด็นนี้ สังคมจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร ถ้ายังไม่ชำระสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนในอดีต”
บุศรินทร์คาดหวังรัฐบาลใหม่ ให้มองเรื่องประเด็นการเยียวยา การนิรโทษกรรมเป็นหลัก
‘เด็กเอ๋ย เด็กเลว’
ปล่อยให้พูด หยุดผูกขาด
ด้านผู้จัดการร้านประชาบาร์ วสิษฐ์พล ตั้งสถาพรพันธ์ เปิดพื้นที่ประชาชนมาพูดคุย เพราะมองเห็นความสำคัญของการประท้วงของเด็กๆ จึงได้ติดต่อกับพิพิธภัณฑ์สามัญชนให้นำสิ่งของมาจัดแสดงภายในร้าน และเล่าเรื่องราวในปี พ.ศ.2563 ในธีม ‘เด็กเอ๋ย เด็กเลว’
อยากทำเรื่องของเด็กรับวันเด็ก นอกเหนือจากนั้นคือ มองว่าเยาวชน มีความสำคัญทางกระบวนการทางการเมืองอย่างสูง เป็นจุดเริ่มต้นอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งการเคลื่อนไหวภายในโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนเป็นจุดที่มีการควบคุมสูง ทั้งเรื่องหลักสูตรการสอน ส่วนใหญ่จะไปทางอนุรักษนิยม
“เราอยากรู้ว่าทำไมเด็กหลายคนจึงออกมาพูดเรื่องเช่นนี้ ทั้งที่สังคมพยายามสร้างกรอบ ทำให้เกิดนิทรรศการนี้ขึ้น เพื่อให้ทุกคนย้อนเหตุการณ์อดีตต่างๆ ที่เกิดขึ้น ให้เรียนรู้ความเป็นมาของเยาวชน ตั้งแต่รั้วโรงเรียน จนถึงรั้วมหาวิทยาลัย” เจ้าของประชาบาร์ขอให้ค่าการเคลื่อนไหวของเยาวชนไทย
จัดแสดงในฐานะศิลปะให้คนทั่วไปได้เห็น ทั้งยังเชื่ออย่างแรงกล้าว่า เรื่องเล่าที่รวบรวมไว้ที่นี่ ต่างออกไปจากที่รัฐคัดสรรอย่างแน่นอน
“ผมให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ อย่างเสื้อม็อบ การออกแบบ ไม่จำเป็นต้องดีไซน์เป็นมืออาชีพ แต่มันมีคุณค่า มันจับต้องได้ เราจึงเห็นคุณค่าในสิ่งนี้”
วสิษฐ์พลมองว่า ช่วงหลังโควิด คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ มุ่งมั่นทำงาน ชนชั้นกลางทำงานหาเงินเพื่อให้มีกิน มีใช้ ม็อบก็อาจจะแผ่วลงบ้าง การจุดติดอาจจะเป็นไปได้ยาก ไม่ได้เหมือนปี 2563 รวมถึงการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นแล้ว คนอาจจะคิดว่าอีก 4 ปีเดี๋ยวก็เลือกใหม่ จึงอาจจะจุดติดได้ยากในช่วงนี้
“แต่ที่อยากเห็น คือการที่ภาครัฐเปิดพื้นที่ให้เด็กออกมาเคลื่อนไหว พูดในประเด็นที่ตนเองอยากพูดและสนใจ อยากให้รัฐไม่ผูกการศึกษา กับทุนมากเกินไป ขณะนี้รัฐมองการศึกษาว่าเราสอนเด็กเพื่อให้เรียนและไปทำงานเท่านั้น สุดท้ายพอเรียนจบไปก็มีแนวคิดว่า ทำงาน หาเงินซื้อของใช้
“การที่เรามองความคิดทางสังคม บริบททางชนชั้น ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กออกไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ออกมาพูดเรื่องปัญหาที่เกิดกับเด็กมากขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับชนชั้นแรงงาน” ผู้จัดการร้านประชาบาร์แนะทางสร้างศีลธรรมที่แท้
ชญานินทร์ ภูษาทอง

