ขูดรหัส ‘หวย’ สู้ใต้ดิน-แข่งเพื่อนบ้าน สลากกินแบ่งฯ ‘เกมที่รัฐรับประกัน’ มอมเมาหรือไม่? ข้อถกเถียงสำคัญ

22.01.24 | 13:23 น.

ขูดรหัส ‘หวย’ สู้ใต้ดิน-แข่งเพื่อนบ้าน
สลากกินแบ่งฯ ‘เกมที่รัฐรับประกัน’
มอมเมาหรือไม่? ข้อถกเถียงสำคัญ

ประกาศลุยเดินหน้าเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการ (ทดลอง) ออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเลข 3 หลัก (Numbers 3) หรือสลากเอ็น3 ตามที่ พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เผยว่า ที่ประชุมบอร์ดเห็นชอบทำ ‘แซนด์บ็อกซ์’ ภายในปีนี้ เพื่อทดลองว่าจะมีผลกระทบต่อสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งแบบใบและแบบดิจิทัลในลักษณะใดบ้าง

ทั้งยัง ‘หาจุดบกพร่องของระบบ’ ว่าคนเล่นหวยใต้ดิน จะสนใจซื้อเอ็น3 มากน้อยแค่ไหน โดยทดสอบการซื้อขาย อย่างน้อยจำนวน 1 ล้านสิทธิต่องวด ดำเนินการขายโดยสำนักงานสลากฯเองก่อน

เล่นจริง จ่ายจริง หวังสู้หวยใต้ดิน หนึ่งเลขลุ้นรางวัลได้ 4 ยึดแอล6 เลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง

“โดยเบื้องต้นนั้น สลากเอ็น3 จะขายในราคา 20-50 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาหวยใต้ดินในตลาด และซื้อสลาก 1 เลข มีโอกาสลุ้นได้ถึง 4 รางวัล ส่วนการออกรางวัลนั้น จะเป็นการอ้างอิงจากรางวัลสลาก 6 หลัก (Lottery 6) สลากแอล6 ที่ออกทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน สำหรับรางวัล 3 ตัวตรง หรือเต็ง และรางวัล 3 ตัวสลับ หรือโต๊ด จากใช้เลขสามตัวท้ายของรางวัลที่ 1 และรางวัล 2 ตัวท้าย คือเลขเดียวกับรางวัล 2 ตัวท้ายของสลาก L6 และรางวัลพิเศษ หรือแจ๊กพ็อต คือสุ่มจากผู้ที่ถูกรางวัล 3 ตัวตรง โดยแจ๊กพ็อตจะสามารถเก็บทบไปได้หนึ่งงวดด้วย หากไม่มีผู้ถูกรางวัล

Advertisement

อย่างไรก็ดี สำนักงานสลากฯก็ได้พิจารณาเรื่องการออกรางวัลสลากเอ็น3 แยกจากสลากแอล6 เช่นกัน แต่ก็กังวลว่าจะทำให้เกิดการเล่นหวยใต้ดินเพิ่ม ดังนั้น อาจจะยึดรางวัลจากงวดของสลากแอล6 เช่นเดียวกับหวยใต้ดิน” ผอ.กองสลากอธิบาย

สำหรับระบบการจำหน่าย อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยมี 3 แนวทาง ได้แก่ การขายผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง การขายผ่านระบบตู้คีออส หรือการให้ผู้ค้าเดินขาย ทุกระบบจะต้องมีการขายและจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น เพื่อให้ขายได้ในราคาที่กำหนด

นอกจากนี้ สำนักงานสลากฯ ได้ปรับรูปแบบการขายสลากดิจิทัล โดยผู้ขายสามารถเดินขายสลากแบบแผงสลากบนไอแพด และโทรศัพท์มือถือได้ นับเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสลากดิจิทัลให้มากขึ้น เพราะมีลักษณะคล้ายกับการจำหน่ายสลากแบบมีแผงจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเลขให้กับลูกค้าประจำ หรือการลดราคาสลาก เป็นต้น โดยการปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายจะแล้วเสร็จและเริ่มใช้ได้ใน เดือนกุมภาพันธ์ 2567

ถือเป็นประเด็นที่คอหวยทั้งเก่า-ใหม่ รวมถึงผู้ค้าพากันจับตา!

ชิงมง ‘หวยใต้ดิน’
ในวันที่ ‘หวยเพื่อนบ้าน’ โผล่ท้าทาย

แน่นอนว่า ในส่วนของสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลข 3 หลัก หรือ N3 นั้น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาหวยใต้ดิน การกำหนดราคาขาย รวมถึงเงินรางวัลที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อให้มากที่สุด คาดว่าจะพร้อมเริ่มดำเนินการ Sandbox ของสลากตัวเลข 3 หลัก หรือ N3 ได้ในช่วงกลางปี 2567

ส่วนอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายคือ หวยจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเว็บขายสลากออนไลน์ที่อ้างอิงผลรางวัลจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเว็บขายสลากออนไลน์อื่นๆ ที่ใช้ผลรางวัลของสำนักงานสลากฯ รวมถึงการนำสลากใบไปโหลดขาย เจอช็อตนี้เข้าไป คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงมอบหมายให้สำนักงานสลากฯไปศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อรองรับความท้าทายรูปแบบใหม่ตอบโจทย์ผู้ซื้อ

การบ้านที่สำนักงานสลากฯได้รับมาคือต้องไปศึกษาการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจาก L6 และ N3 โดยมีเป้าหมายให้การแข่งขัน และดึงลูกค้าพนันออนไลน์ และหวยเพื่อนบ้าน อาทิ หวยฮานอย และหวยลาว ที่มีการออกรางวัลทุกวัน หรือทุก 3 วัน เขย่าวงการ (คอ) หวยไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวสารดังกล่าวได้รับการเปิดเผยออกไป มุมมองของ ประสาน น้อมจันทึก ตัวแทนกลุ่มสลาก 5 ภาค ยังไม่แน่ใจว่าเวิร์ก-ไม่เวิร์ก เพราะดูทรงอาจแข่งขันหวยเพื่อนบ้านยาก เพราะสุดท้ายแล้วอัตรารางวัลอาจ ‘ไม่จูงใจ’ แต่การออกถี่ทุก 3 วัน ภาคส่วนที่แฮปปี้ คือ ผู้ค้า เพราะยอดขายย่อมพุ่ง แต่ต้องรอบคอบ อย่าให้ออกมา ‘ฆ่ากันเอง’

“สำหรับการจะออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้สามารถแข่งกับหวยใต้ดิน หรือหวยต่างประเทศไทย เป็นเรื่องยาก ส่วนที่จะทำได้ ก็คือ หวยบนดิน แบบรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร คือมีการจ่ายรางวัลอัตราตายตัว ก็ดึงดูดลูกค้าได้ แต่เมื่อคนเปลี่ยนไปหาหวยบนดินเยอะ ก็จะส่งผลกระทบต่อสลากใบ

ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของสำนักงานสลากฯ ก็จะขายแบบหวยบนดินที่มีปัญหาเรื่องการกินรวบไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ.กำหนดว่าต้องมีจัดสรรเงินรางวัลตามกำหนดและแบ่งเข้ารัฐ ซึ่งอัตรารางวัลก็อาจจะมีการแปรผัน และสัดส่วนลดลง ทำให้ไปแข่งขันกับหวยใต้ดินและหวยต่างประเทศได้ยาก ซึ่งถ้าผลิตภัณฑ์ใหม่แข่งขันไม่ได้ ก็จะไม่กระทบกับการขายสลากกินแบ่งแบบเดิม

คือถ้าออกหวยหรือสลากแบบใหม่มาแล้ว สู้กับหวยใต้ดินและหวยต่างประเทศได้ สลากใบแบบเดิมก็กระทบ แต่ถ้าสู้ไม่ได้ สลากใบก็อยู่ได้ ทั้งนี้ ก็จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ถ้าออกมาแล้ว มันฆ่ากันเอง ฆ่าสินค้าเดิมของตัวเอง ก็จะไม่เป็นผลดี ควรจะพิจารณาให้รอบคอบ” ตัวแทนกลุ่มสลาก 5 ภาคเผยต่อ ‘มติชน’

มอมเมาหรือไม่?
ต้องให้เป็น ‘ข้อถกเถียงสำคัญ’ ของสังคม

จากประเด็นข้างต้น มาเช็กมุมมองเชิงวิชาการ จาก ผศ.ดร.ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งขบคิดประเด็นการออก ‘ถี่’ ที่มีเสียงห่วงใยว่า ‘มอมเมา’ หรือไม่นั้นว่า ต้องเป็นข้อถกเถียงสำคัญระหว่างคนในสังคม หากพิจารณาผลการสำรวจทัศนคติของคนไทยเกี่ยวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยข้อมูลรายงานจากศูนย์การศึกษาพัฒนาประจำปี 2565 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า คนมากกว่า 52.6 เปอร์เซ็นต์ มองว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ถือเป็นการพนัน และ 35.2 เปอร์เซ็นต์ มองว่าเข้าข่ายเป็นการพนัน ส่วนอีก 12.2 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่มั่นใจ แสดงให้เห็นว่าการที่รัฐเป็นผู้ออกสลาก มีความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือ มองว่าเป็นนโยบายรัฐ

“ดังนั้นข้อถกเถียง คือ ถ้ารัฐดำเนินการผ่านกองสลากมากขึ้น มีคนจำนวนมากในสังคมมองว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นการมอมเมา แต่สำหรับคนอีกกลุ่มก็จะมองว่าเป็นการมอมเมา เพราะสลากที่จะออกมามีระยะเวลาที่สั้นมากกว่าเดิม รูปแบบการกระจายตัว การซื้อการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ประกีรติชี้

เมื่อถามถึงประเด็นเทียบเคียงกับยุค รัฐบาลไทยรักไทย ที่ทำเรื่องสลากขึ้นมา โดยมีราคาตั้งต้นที่ไม่สูง เช่น 10 บาท หรือ 20 บาท ก็สามารถเล่นได้แล้วนั้น ทำให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลถึงกลุ่มที่สุ่มเสี่ยงต่อประเด็นศีลธรรม เช่น เยาวชน นักเรียน นักศึกษาต่างๆ เพราะเข้าถึงได้ง่าย

“มีงานวิจัยอยู่ว่า ถ้าเด็กและเยาวชนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยอมรับการพนันรูปแบบต่างๆ บางทีจะมีแนวโน้มในการผลักดันให้เรื่องการพนันเป็นเรื่องปกติ และทำให้เขามีส่วนร่วมกับการพนันได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมของคนที่จะไปเล่น อาจจะเกิดการแนะนำกันในเรื่องของการซื้อสลาก ซื้อหวยอย่างอื่นได้เหมือนกัน ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการประเด็นหนึ่ง อาจจะไม่ได้เกิดแบบนี้ขึ้นจริง แต่ต้องอยู่ที่ตัวชี้วัดของคำว่ามอมเมาว่าเป็นอย่างไร” ผศ.ดร.ประกีรติกล่าว

สลากกินแบ่งรัฐบาล ‘เกมที่รัฐดูแล’
แนะ ‘กรองกลุ่มเสี่ยง’

ส่วนกรณีการแข่งขันระหว่างสลากกินแบ่งรัฐบาล กับหวยใต้ดินนั้น ผศ.ดร.ประกีรติวิเคราะห์ว่า คนมักจะเชื่อใจสลากกินแบ่งรัฐบาลมากกว่า และมองว่าเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับกรณีที่เราไปงานกาชาด สอยดาว ก็จะกลายเป็นเหมือนเล่นเกมที่มีรัฐดูแล เพราะมันไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญของการแข่งขันกันระหว่างสลากกินแบ่งรัฐบาลกับหวยใต้ดิน

“ไม่ว่าอย่างไรคนก็จะหาทางมาเล่นแบบนี้อยู่แล้ว คนจำนวนมากมองว่าเรื่องนี้ดี คือกลุ่มคนที่ไม่ได้มองว่าเป็นการมอมเมา ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องการพนัน แถมมองว่าคนเล่นกันอยู่แล้ว แค่เปลี่ยนจากการเล่นหวยมาเล่นสลากรัฐบาลดีกว่า เอาขึ้นมาบนดิน แล้วเงินก็จะเข้ารัฐบาล เพราะหวยใต้ดินมีในเรื่องของเลขอั้น หรือบางทีเจ้ามือสู้ไม่ไหว เบี้ยวไปก็มี พอมีรัฐเข้ามารับประกัน ก็จะมีความเป็นทางการมากกว่า” ผศ.ดร.ประกีรติระบุ

สำหรับประเด็นการแข่งกับหวยเพื่อนบ้านนั้น นักวิชาการท่านนี้มองว่า ภาครัฐไม่ได้คิดแค่จะ ‘แข่งขัน’ หากแต่มองลึกไปถึงการสร้างรายได้ให้รัฐเป็นสำคัญ

“ผมมองว่ารัฐบาลไม่ได้จะแข่งขันกับหวยประเทศเพื่อนบ้านอย่างเดียว แต่กองสลากยังมองไปถึงหวยใต้ดินในประเทศด้วย ซึ่งมีมูลค่าเงินหมุนเวียนมากกว่าสลากรัฐบาลอีก สิ่งที่ตนเข้าใจว่ารัฐกำลังทำอีกอย่าง คือการสร้างรายได้ให้รัฐ เก็บภาษีได้อย่างโปร่งใส ทำให้เงินอยู่ในระบบ ไม่ให้เงินออกไปนอกระบบมากเกินไป แน่นอนว่าเมื่อเงินเข้าไปอยู่ในธุรกิจสีเทา ย่อมจะผ่านกระบวนการฟอกต่างๆ มีการสูญเสียเงินออกไปตามช่องทางต่างๆ ทำให้รัฐไม่สามารถเก็บภาษีเข้ารัฐได้โดยตรง จึงมองว่าไม่ได้มุ่งแข่งขันแค่เพียงหวยประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น” ผศ.ดร.ประกีรติกล่าว ทั้งยังแนะว่า รัฐควรทำระบบการกรอง เพื่อไม่ให้กลุ่มเสี่ยงต่างๆ เข้ามามีส่วนเล่นได้มากขึ้น ต้องมีการทำแคมเปญ กำกับควบคุม ควบคู่กับการให้ความรู้

“นอกจากมิติกฎหมายที่กันไม่ให้เด็กซื้อ ยังต้องทำงานด้านการให้ความรู้ ลงไปทำงานเชิงภาคสนามกับโรงเรียน สถาบันการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการสอนเกี่ยวกับการพนัน รวมถึงเรื่องการรู้เรื่องการเงิน (financial literacy) สมควรใส่ไว้ในหลักสูตรการศึกษา ที่ไม่ใช่แค่การหาอย่างเดียว แต่สอนว่าต้องวางแผนจัดการอย่างไรด้วย” ผศ.ดร.ประกีรติกล่าว

สำหรับผลดีผลเสีย จุดแข็งจุดอ่อน นักวิชาการท่านนี้เผยว่า หากมองผลในเชิงบวก เงินจำนวนมากจะเข้าสู่ระบบ ถ้าจัดการได้ดีจะเกิดประโยชน์ต่อสังคมได้มาก เช่น เอามาสร้างหลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการพนัน ที่จะเข้ามาสู่ชีวิตเราจนสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่อยากให้รัฐเปิดพื้นที่พูดคุยให้มาก ไม่ใช่แค่ในหมู่รัฐบาล แต่รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านเข้ามาร่วมพูดคุยได้

“ท้ายที่สุด ถ้าเรื่องนี้กลายเป็นวาระแห่งชาติ ควรจะหาทางออกร่วมกันเพื่อลดภาระสำหรับรัฐบาลต่อไปด้วย เพราะต้องบอกว่าฝ่ายค้านในวันนี้ อาจจะไปเป็นรัฐบาลในวันหน้า อย่าลืมว่าคุณต้องเจอปัญหานี้เช่นเดียวกัน คุณจะโดนด่าด้วยเหมือนกัน ฉะนั้น วาระนี้เป็นเรื่องที่ควรทำกันทุกภาคส่วนและมีประโยชน์กับทุกคน แล้วไปสู้กันเรื่องอื่น

ถ้าเราไม่มีมาตรการกำกับควบคุมที่ดี อาจจะเหมือนกัญชาเสรีก็ได้ คือกัญชา กัญชง เป็นเรื่องที่ดี ถ้าใช้ในทางการแพทย์ ถ้าอายุถึงและมีความเข้าใจ หรือเหล้า เบียร์ ถ้ากินมากเกินไป ใช้โดยไม่รู้ abuse ใช้มากไปก็ไม่ดี ต้องมีอะไรบางอย่างมารองรับเช่นกัน” ผศ.ดร.ประกีรติกล่าว พร้อมย้ำว่า

รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงคนอื่นในสังคม เช่น หน่วยงานทางวิชาการ สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยทั้งหลาย เพื่อที่จะได้ไตร่ตรองเรื่องนี้ให้ละเอียด

ภูษิต ภูมีคำ