เปิดชีวิต นักสิทธิฯ นักข่าว นักการเมือง ‘การต่อสู้ของผู้หญิง’ จากเวที 112 ปีชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์
นับเป็นนามของสตรีที่ผู้คนในสังคมไทยไม่อาจลืม
‘ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์’
ไม่เพียงเพราะการเป็นภริยาของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ หากแต่ด้วยการยืนหยัดด้วยความกล้าหาญ ยึดมั่นในสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงในห้วงเวลาและสังคมที่ชายยังคงเป็นใหญ่
112 ปีชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่เวียนมาบรรจบในปี 2567 มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และ สถาบันปรีดี พนมยงค์
จัดเสวนา ‘การต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อสิทธิและสันติภาพ’ ณ สมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซอยงามดูพลี กรุงเทพฯ เมื่อ 14 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีผู้หญิงที่มีบทบาทในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์แลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้นชวนขบคิด
ดำเนินรายการโดย ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ นักกิจกรรมหญิงผู้ยืนหยัดในประชาธิปไตย

มิติ (ความรุนแรง) ในสังคมชายเป็นใหญ่
‘ให้อำนาจผู้ชนะ’
เปิดเวทีด้วยมุมมองของ ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เอ่ยถึงการต่อสู้เรื่องของผู้หญิงในมิติความรุนแรงในเชิงสังคม วันนี้ประเทศไทยมีบทบาทของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาเป็นแนวหน้ามากขึ้น แต่ยังมีอุปสรรคอีกเยอะ ประเทศไทยมี ส.ส.ผู้หญิงในสภา ถึงแม้ว่าเทียบสัดส่วนแล้วจะน้อยมากก็ตาม เรามีผู้สื่อข่าวหญิงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของสตรี เรื่องความเป็นธรรมในสังคม
สำหรับประเด็นเรื่องความรุนแรงทางเพศ ในปี 2565 จากทั่วโลก ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อความรุนแรงโดยการข่มขืนในสงครามมากขึ้น หลังเกิดสงครามยูเครน-รัสเซีย, พม่า, แอฟริกา และแถบพื้นที่ในตะวันออกกลาง
“ผู้หญิงเป็นเหยื่อของสงครามด้วยการถูกข่มขืนในกองทัพแม้กระทั่งแพทย์หญิงในกองทัพเดียวกันก็ถูกทหารใช้ระบายอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเรายังศึกษาประเด็นนี้กันน้อยมาก
ในปี 2563 ดิฉันทำงานช่วยเยาวชนที่ถูกรุมโทรมข่มขืนในพื้นที่ชายแดนใต้ ปัจจุบันผู้หญิงที่ถูกกระทำเช่นนี้และถูกปิดปากมีอีกเยอะมาก ในองค์กรต่างๆ ก็ยังมีเรื่องแบบนี้เยอะมาก แต่สังคมไม่กล้าพูด เพราะถ้าใครออกมาพูดจะถูกประณามทันที เพราะสังคมไทยเป็นสังคมปิตาธิปไตย สังคมที่ให้อำนาจกับผู้ชนะ สังคมที่ให้อำนาจกับผู้กระทำความผิดที่ตัวใหญ่กว่า เงินมากกว่า เกียรติยศสูงกว่า อำนาจวาสนามากกว่า
เพราะฉะนั้นคนตัวเล็กที่ถูกเรียกร้อง เวลาที่เราลุกขึ้นมาพูด หรือเปิดเผยความจริง มันไม่มีพื้นที่พูด ในเวลาที่จะพูดขึ้นมาลำดับแรกเลย ต้องสู้กับตัวเองว่า พูดไปอะไรจะสะท้อนกลับมาที่ตัวเราเอง คนในสังคมก็จะพูดกับเราว่า ไปทำอีท่าไหนถึงถูกข่มขืนได้ แต่งตัวแบบไหนถึงถูกข่มขืนได้ มีประเด็นแบบนี้เต็มไปหมด เพราะสังคมเรายังไม่เห็นคุณค่าของผู้หญิงอย่างมนุษย์ที่เสมอเหมือนกัน และยังไม่เห็นค่าของคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต่อสู้อย่างความเป็นธรรมสำหรับตัวเองและสังคม” ผศ.ดร.พัทธ์ธีรากล่าว
นักวิชาการท่านนี้ยังย้ำว่า สังคมควรทำความเข้าใจและทำงานเรื่องวัฒนธรรมสันติภาพ เราต้องการเสียงของคนที่อยู่ในอำนาจหรือตำแหน่งที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ
นักข่าวสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
‘มันเป็นอะไรที่ยากมาก’
จากนั้นถึงคิว ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หรือ ‘แยม’ ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters เล่าประสบการณ์ 20 ปีในวงการสื่อสารมวลชน โดยยอมรับว่านอกจากเป็น ‘ผู้หญิง’ แล้ว การเป็นนักข่าวที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ‘มันเป็นเรื่องที่ยากมาก’
“ต้องใช้พลังอย่างมาก หลายครั้งตกเป็นข่าวเสียเอง ซึ่งข่าวนั้นก็มาจากการทำงานที่เราไปพูดถึงเรื่องของการละเมิดสิทธิ การทำข่าวเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มเป็นนักข่าวเมื่อปี 2543 สภาพสังคมในยุคนั้นเริ่มมีความหวังในประชาธิปไตย แต่หลังปี 2549 ก็มีความวุ่นวายทางการเมือง สังคมไทยย้อนสู่ความขัดแย้ง การเป็นนักข่าวคนหนึ่งในเส้นทางอาชีพมันทำอะไรให้เราได้หลายอย่างมาก เป็นนักข่าวไม่ได้รวย แต่สิ่งที่ทำให้ยังยืนอยู่ได้นั่นคือความสุข ความภาคภูมิใจที่ได้ทำงาน โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับคนตัวเล็กตัวน้อย คนที่ถูกกดทับทางสังคม เราได้ไปนั่งคุยกับเขา สิ่งสำคัญคือเราต้องมีพื้นที่กลางในการสื่อสารเรื่องของเขา” แยม ฐปณีย์ กล่าว ทั้งยังย้อนเล่าถึงการต่อสู้กับโครงสร้างหลากหลายประการ
“ในสมัยก่อนเราทำงานเป็นลูกจ้างเขา การนำเสนอข่าวเรื่องสิทธิมนุษยชน การต่อสู้กับทุนเป็นสิ่งที่ยากมาก ถึงแม้จะขอเวลาแค่ 3 นาที เราต้องต่อสู้กับโครงสร้างปัญหาภายในองค์กร และการต่อสู้กับภายในตัวของเราเองด้วย เราเป็นผู้หญิงที่เดินทางไปในสงครามอิสราเอลคนเดียว แม้กระทั่งการเดินทางไปยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนก็ถามว่าไปทำงานข่าวไม่กลัวหรือ กลายเป็นคำนิยามที่รู้สึกว่า 1.ผู้หญิงจะไปทำข่าวในพื้นที่สงคราม ในความอันตรายรุนแรง ไปได้หรือ 2.การทำข่าวในประเด็นเช่นนี้คุณไม่กลัวหรือ ถ้าก้าวข้ามความกลัวได้ เราจะมีความกล้าที่จะทำมัน เราจะมีภูมิคุ้มกัน” นักข่าวภาคสนามชื่อดังเอ่ยอย่างมุ่งมั่น
ฐปณีย์เผยว่า เป้าหมายใหญ่ที่อยากทำคือ ‘Peace Media’ สื่อเพื่อสันติภาพ เพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย และการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังอยากผลักดันให้สังคมมีความเข้าใจในประเด็น ‘ผู้ลี้ภัย’
“นอกจากข่าวสิทธิมนุษยชน มีอีกคำหนึ่งที่ยังนึกถึงเสมอคือ การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิความเป็นคน ในอดีตเห็นได้น้อยมากถ้าเปรียบเทียบตั้งแต่ปี 2563 ณ เวลานั้นเห็นเยาวชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเรื่องความเป็นคนที่เท่ากัน ทำให้นึกมาตลอดว่าการเรียกร้องในระยะเวลากว่า 10 ปี ไม่สูญเปล่า ทำให้เรียนรู้ว่าถ้าต้องการบอกสิ่งไหนกับใคร ก็ต้องเข้าใจถึงสิ่งนั้น เช่นเดียวกับปัญหาสันติภาพ ในช่วงหลังจากการทำข่าวที่มีการเรียกร้องมานานถือว่าสำเร็จไปไม่น้อย แต่ต่อจากนี้ก็คือ สื่อเพื่อสันติภาพ เพราะเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงประเด็นนี้ เราจึงต้องทำให้สังคมได้เห็นว่า พวกเราอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งจึงไม่เข้าใจว่าสันติภาพคืออะไร ยกตัวอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต่อสู้กันมายาวนาน มองไม่เห็นถึงสันติภาพ มีเพียงสันติสุข ทุกวันนี้ยังแทบจะพูดคำว่าสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เลย เพราะว่ามีแต่คำว่าสันติสุข ไม่มีคำว่าสันติภาพ คำว่าสันติภาพยังไม่เคยถูกยอมรับในพื้นที่” ฐปณีย์กล่าว พร้อมเน้นย้ำถ้อยคำสำคัญนั่นคือ
“เราต้องกล้าหาญพอที่จะพูดในสิ่งที่กำลังเผชิญ”
‘ตัวเล็กแค่นี้จะสู้เขาไหวเหรอ’ จากทนาย
สู่นักการเมืองหญิงไทย กับนโยบายรัฐอัน ‘แข็งทื่อ’
ปิดท้ายด้วยปากคำของ ‘ทนายแจม’ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ซึ่งปัจจุบันนั่งเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล กว่าจะถึงวันนี้ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ แม้แต่ในวันที่ตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์
“ในวันที่แจมเลือกที่จะเรียนกฎหมายมักมีชุดความคิดจากทางครอบครัวอย่างคุณพ่อว่า เป็นผู้หญิงจะไปเรียนกฎหมายทำไม ไปเป็นทนายความสู้เขาไม่ได้ แต่เรากลับคิดว่าฉันต้องเป็นให้ได้ ถ้าฉันเป็นได้ ฉันจะลบคําสบประมาทนั้นได้ ในวันที่ก้าวเข้าสู่การเป็นทนายที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการรัฐประหาร 2557 เวลาที่ใครถูกจับไปค่ายทหาร แจมก็คือคนหนึ่งที่เดินไปตามค่ายทหารต่างๆ จะเจอบรรยากาศการเถียงกันอยู่ตลอดเวลา เรามีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการรู้ว่าคนที่ถูกจับเขาทราบสิทธิของเขาหรือไม่ แจ้งญาติของเขาหรือยัง”
ทนายแจมเล่าด้วยว่า เคยได้รับฉายา ‘ทนายโจร’ ทั้งที่คนในสังคมควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน ทว่า ในประเทศไทยยังขาดสิทธิมากมาย รวมถึงประเด็นแม่และเด็ก
“เขาบอกว่าจะไปช่วยพวกนั้นพวกนี้ทำไม แจมไม่รู้หรอกว่าเขาโดนข้อกล่าวหาอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรได้รับ คือสิทธิขั้นพื้นฐาน ในประเทศเรานั้นขาดสิทธิอะไรเยอะแยะมากมาย การลาคลอด 3 เดือนนั่นก็ไม่พอแน่นอน พอแจมพัก 3 เดือนเสร็จ ก็ได้ว่าความทันที ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องห้องให้นมไม่มี เขาบอกให้เราไปปั๊มนมที่ห้องทนายความ เข้าไปก็เจอแต่ผู้ชาย เราก็รู้สึกว่าประเทศนี้ไม่มีห้องให้นมหรือ พอไปต่างประเทศ อันดับแรกที่ตามหาก็คือห้องให้นม ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติมาก ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ต้องมีห้องให้นม นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เข้ามาสู่การเมืองเช่นกัน
ทางพรรคก้าวไกลมีข้อดีข้อหนึ่งคือ ถ้าคุณหมกมุ่นเรื่องไหน มาทำการเมืองได้ เราหมกมุ่นเรื่องนี้มากพอเราได้เรียนรู้นโยบายแม่และเด็กของการเมืองต่างประเทศที่มันดีๆ
สัดส่วนนักการเมืองผู้หญิงเขามี 50/50 เพราะฉะนั้นการที่เรามีนักการเมืองผู้หญิงน้อย เลยไม่แปลกใจที่นโยบายจะแข็งๆ ทื่อๆ เน้นถนน เน้นอาวุธ เน้นเช่ารถ เน้นอบรม สัดส่วนผู้หญิงนั้นสำคัญ การที่ผู้หญิงเข้ามาสู้การเมืองมันไม่ง่าย มันยาก เวลาลงพื้นที่จะเจอคำว่า ตัวเล็กแค่นี้จะไปสู้เขาไหวเหรอ เราต้องใช้การอธิบายว่าเรามีแพชชั่นที่จะทำเรื่องอะไร”
ลาคลอด-ห้องให้นม สิทธิที่ควรได้
‘ไม่ใช่เรื่องหน่อมแน้ม’
อีกประเด็นต้องโฟกัสคือ เรื่องแรงเสียดทานของสังคม ซึ่งทนายแจมมองว่า ในอดีตบทบาทผู้หญิงในการเป็นผู้นำแน่นอนว่าต้องรับมือกับแรงเสียดทานในการไม่ถูกยอมรับของคนในสังคมส่วนใหญ่ เพราะโครงสร้างสังคมไทยเป็นประเทศที่ถูกกดทับจากวัฒนธรรม ‘ผู้ชายเป็นใหญ่’ มาอย่างยาวนาน การที่ผู้หญิงจะออกมาเรียกร้องสิทธิเป็นไปได้ยากลำบากมาก อาทิ สิทธิการลาคลอด 90 วัน สิทธิเงินเลี้ยงดูบุตรที่มักถูกมองข้าม
“ผู้นำอย่างผู้ชายกลับมองข้ามปัญหาเหล่านี้ มองว่าเป็นเรื่องหน่อมแน้ม ไม่เข้าใจถึงสิทธิของผู้หญิง หรือควรให้ความสำคัญในเรื่องอะไรบ้าง กว่าขบวนการแรงงานผู้หญิงจะออกมาเรียกร้องได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากและยาวนานพอสมควร พวกเขาถูกด้อยค่า ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ในท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงก็ไม่ได้ด้อยค่าไปกว่าผู้ชาย หรือแม้กระทั่งเพศอื่นๆ ดังนั้น จึงทำให้เห็นว่านี่คือความกล้าหาญ การต่อสู้ไม่ได้เลือกคน เพศ เวลา สถานที่ แต่เมื่อไหร่ที่เรากล้าหาญมากพอจะทำให้เกิดอำนาจที่จะต่อสู้ได้แน่นอน
ปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ถือว่ายังมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกผู้หญิงกับผู้ชายในเรื่องต่างๆ คนในสังคมยิ่งต้องศึกษาทำความเข้าใจให้มากขึ้นแล้วมองในทางกลับกันว่าเพศไม่ใช่ตัวจำกัดกรอบ เพราะไม่สมเหตุสมผล พวกเขาเหล่านั้นอาจจะมีศักยภาพมากกว่าที่คิดก็เป็นได้ การให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควรเกิดขึ้นกับทุกเพศ”
จากนั้นไปต่อยังประเด็น ‘รัฐสวัสดิการ’ และ ‘แรงงานข้ามชาติ’ โดยมองว่า หากมีสวัสดิการที่ดี เชื่อว่าประชาชนยอมจ่ายภาษีมากกว่านี้
“ขึ้นอยู่กับความคิดของรัฐบาลมากกว่าว่าคำนึงถึงความสำคัญกับประเด็นนี้หรือไม่ เรามีงบประมาณเกือบทุกหน่วยงาน เงินเหล่านั้นมหาศาลมาก แต่กลับไม่มีอะไรกลับมาสู่คุณภาพชีวิตของคนในสังคม ซึ่งเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด ตราบใดที่ตึกสูงขึ้นทุกวัน ถนนหลายเส้นทาง แต่คุณภาพชีวิตยังต่ำอยู่เหมือนเดิม ไม่มีทางที่คนจะมีลูกเยอะขึ้นแน่นอน
อีกกลุ่มที่ถูกลืมคือ แรงงานข้ามชาติ ซึ่งรัฐมองว่ากลุ่มนี้เข้าถึงยากแต่ถ้ามองอีกมุมที่กว้างกว่านั้นจะเห็นได้ว่ากลุ่มนี้คือแรงงานของประเทศเราในอนาคต สิ่งที่ลืมคือคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเข้าถึงการรักษาพยาบาล ถ้าพวกเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แน่นอนว่าอนาคตพวกเขาเป็นแรงงานที่ดี ในวันที่เขาต้องผลิตลูก เด็กคนนั้นก็จะเติบโตมาเป็นพลเมืองที่ดีให้กับเราได้เช่นกัน
ถ้าเราอยากให้สังคมเป็นอย่างไร ต้องมองว่าควรใช้งบประมาณไปกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ต่างประเทศที่เจริญมากๆ ไม่ได้เจริญภายใน 1-2 ปี แต่ทุ่มงบประมาณกับเด็กเพื่อหวังผลในระยะยาว สิ่งที่เขาทุ่มไปจึงทำให้ประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประเทศของเรากำลังใช้งบประมาณแก้ปัญหาผิดจุด ไม่แก้ไขที่ต้นเหตุแต่กลับแก้ไขที่ปลายเหตุ เด็กเล็กไม่ใช้แค่เงินอุดหนุนเด็ก แต่เป็นการแก้ปลายปัญหาได้ดีที่สุด” ทนายแจมกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
ถ้ารัฐสวัสดิการมีครบถ้วน พวกเราจะไม่เสียดายภาษีที่เสียไป
ชญานินทร์ ภูษาทอง
สุภัทตรา น้อยสอาด

