‘จูเลียส ฟูชิค’ : น่าเสียดายที่สุดถ้าผู้รักดนตรีไม่รู้จักเขา
ในโลกดนตรีคลาสสิกมักจะเกิดคำถามสำรวจความคิดเห็นผู้รักดนตรีที่ฟังดนตรีมานานจนรู้จักบทเพลงและนักแต่งเพลงมามากมายว่า “ในความเห็นของคุณ ใครคือนักแต่งเพลงผู้อาภัพบ้าง?” คำว่า “อาภัพ” ก็หมายถึงแต่งเพลงได้ดีมีคุณภาพ แต่ชื่อเสียงและผลงานของท่านเหล่านั้นกลับยังคงไม่เป็นที่รู้จักอยู่ในระดับแถวหน้า และแม้แต่ได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอ ยังคงถูกจัดกลุ่มรวมอยู่ใน “ดุริยกวีกระแสรอง” ทั้งๆ ที่ผลงานหลายชิ้นของท่านสามารถทำให้ คนธรรมดาๆ ต้องหยุดชะงักในทันทีและถามว่า “นี่เพลงของใครกันนี่?” แม้จะเป็นเพียงการได้สดับฟังเพียงครั้งแรก นี่แหละคือสิ่งที่เรียกกันว่า “มนต์สะกด” สะกดด้วยผลงานเสียงเพลงแม้จะไม่รู้นามผู้ประพันธ์ และสิ่งที่ไม่น่าเชื่ออีกประการหนึ่งก็คือ ต่อให้ในยุคสมัยนี้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ยุคแห่งข้อมูลข่าวสารหรือ “ข้อมูลล้นโลก” หยิบจับค้นหาได้แสนง่ายดาย ด้วยเพียงการกดปุ่มปลายนิ้ว แต่ทว่าเสียงเพลงและชื่อเสียงของท่านเหล่านี้ก็ยังคงเสมือนถูกสาปให้อยู่ในคำว่า “กระแสรอง” อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เรายังคงค้นหาแต่เสียงเพลงใน “กระแสหลัก” ที่คุ้นๆ กันดีอยู่แล้ว และเรื่องราวอีกทั้งผลงานดนตรีของนักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมที่โลกลืมนี้ บุคคลหนึ่งที่ควรหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังเป็นอย่างยิ่งก็คือ นักแต่งเพลงชาวเช็ก (Czech) แห่งปลายศตวรรษที่ 19 นาม “จูเลียส ฟูชิค” (Julius Fucik, ค.ศ.1872-1916)
เราอาจจะจัดว่าผลงานการประพันธ์ดนตรีของ จูเลียส ฟูชิค เป็นผลงานในระดับ “ฟังสบายใจ” (Light Hearted) ในรูปแบบของดนตรีของ “โยฮันน์ ชเตราส์” (Johann Strauss, ค.ศ.1825-1899) ราชาเพลงวอลทซ์ หรือ “จอห์น ฟิลิป ซูซา” (John Philip Sousa, ค.ศ.1881-1937) ราชาเพลงมาร์ช และยังมีนักแต่งเพลงในลักษณะเบาสมองหรือฟังสบายใจนี้เกิดขึ้นมากมาย ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผลงานดนตรีเหล่านี้จะอยู่ในลักษณะ เพลงในจังหวะเต้นรำ, เพลงมาร์ช, บทเพลงชุด (Suite), บทเพลงโหมโรง (Overture) เรื่อยไปจนถึงผลงานแบบ อุปรากรเบาสมอง ดุริยกวีในกลุ่มนี้จะมีพรสวรรค์สูงในด้านการประดิษฐ์แนวทำนองอันไพเราะจับใจ, แนวทำนองที่เมื่อได้สดับฟังแล้วจะเกิดความประทับใจเข้ามาสถิตอยู่ในความทรงจำของฟังได้โดยง่าย แนวทำนองที่ประทับแน่นก้องกังวานสำหรับผู้ฟังไปชั่วชีวิต นี่เป็นคุณสมบัติของนักแต่งเพลงในกลุ่มนี้ มันคือพรสวรรค์ที่น่าอิจฉา เพราะแนวทำนองคือ องค์ประกอบแรก และองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บทเพลงเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำไปอย่างยาวนาน เราจึงพบแนวทำนองเพลงเพราะๆ แบบนี้มากมายในละครอุปรากรของท่านเหล่านี้ ตลอดไปจนถึงบรรดา “เพลงเกร็ด” ทั้งหลายแหล่ของท่านเหล่านี้ (เพลงเต้นรำ, เพลงมาร์ช, เพลงโหมโรง)
สำหรับ จูเลียส ฟูชิค นั้นมิได้มีเพียงพรสวรรค์ในด้านความเป็น “เศรษฐีแห่งแนวทำนอง” เท่านั้น หากแต่เขามีความรุ่มรวยไปในทุกๆ องค์ประกอบทางดนตรี เสียงดนตรีของเขาเข้มข้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกในตัวโน้ตทุกๆ พยางค์ การไหลลื่นของพลังอารมณ์ที่แตกต่างสารพัดสารพัน และการจำแนกเสียงเครื่องดนตรีในวงดุริยางค์ (Orchestration) ที่แสนจะเจิดจ้า โดยใช้ทิศทางการประสานเสียงที่ช่วยเกื้อหนุนให้ แนวทำนองและการบรรเลงมีสีสัน, มีชีวิตชีวามากขึ้น คนรักดนตรีคลาสสิกที่มีประสบการณ์มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อได้ฟังเสียงดนตรีของเขาแล้ว อาจมอบฉายาให้กับเขาว่า “ซูซา แห่งโบฮีเมีย” (Bohemian Sousa) จากคุณภาพของเพลงมาร์ชมากมายที่เขาเขียนขึ้น ที่ทำให้เรานึกไปถึง จอห์น ฟิลิป ซูซา ราชาเพลงมาร์ช หรือใครที่รักเพลงวอลทซ์ แบบ บลูดานูบ (On the Beautiful Blue Danube) ของ โยฮันน์ ชเตราส์ เป็นชีวิตจิตใจ เมื่อได้ฟังเพลงวอลทซ์จากปลายปากกาของ จูเลียส ฟูชิค ต่างก็พร้อมและเห็นดีเห็นงามด้วยที่จะมอบฉายา “โยฮันน์ ชเตราส์ แห่งโบฮีเมีย” (Bohemian Strauss) อย่างไม่กังขา แต่สำหรับความเห็นโดยส่วนตัวผู้เขียนเองแล้ว ในทางแม่ไม้และชั้นเชิงทางดนตรีนั้น วอลทซ์ ของจูเลียส ฟูชิค มีเนื้อหา, มีพลังอารมณ์, มีการจำแนกเสียงเครื่องดนตรี ที่ก้าวหน้าเข้มข้นกว่า “บลูดานูบ” มากมาย เรื่องพื้นๆ อย่างแนวทำนองอันไพเราะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีอะไรที่ด้อยไปกว่าเลย นี่แหละเขาจึงเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ควรค่าแก่คำว่า “อัจฉริยะผู้อาภัพ” อย่างแท้จริง (อาภัพคือ “เก่งแต่ไม่เฮง” นั่นเอง)
ถ้าหากเราจะเปรียบเทียบ จูเลียส ฟูชิค ว่าเป็นเสมือน โยฮันน์ ชเตราส์ แห่งโบฮีเมีย แล้ว นั่นอาจจะทำให้เรานึกไปถึงคอนเสิร์ตเฉลิมฉลองในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ณ กรุงเวียนนา ที่จัดเป็นงานใหญ่ประจำปีทุกๆ ปี ในราววันที่ 31 ธันวาคม-1 มกราคม ซึ่งจะมีการนำผลงานเพลงในลักษณะเบาสมอง, ฟังสบายๆ ของนักแต่งเพลงในตระกูลชเตราส์ออกมาบรรเลงกันอย่างเอิกเกริก ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ในกรุงปราก (Prague) ก็มักจะมีการนำเสนอ คอนเสิร์ตฉลองวันขึ้นปีใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน (อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่โด่งดังเท่าที่กรุงเวียนนา) ด้วยผลงานดนตรีในลักษณะเดียวกัน แต่จะเป็นผลงานของดุริยกวีชาวเช็ก อย่าง “อันโตนิน ดวอชาค” (Antonin Dvorak), “โยเซฟ ซุค” (Josef Suk) ซึ่งในคอนเสิร์ตนี้เอง ที่ผลงานชิ้นเอกของ จูเลียส ฟูชิค จะได้รับการนำออกมาบรรเลงเสมือนกับงานของ โยฮันน์ ชเตราส์ ถ้าหากที่กรุงเวียนนา จะได้ถือเอาบทเพลง “บลูดานูบวอลทซ์” เป็นเสมือนสัญลักษณ์ หรือลายเซ็น ณ กรุงปราก บทเพลงวอลทซ์ “พายุแห่งฤดูหนาว” (Winter Storm Waltz) ของ จูเลียส ฟูชิค ก็คือสัญลักษณ์อันโดดเด่น เช่นเดียวกัน ถ้าหาก กรุงเวียนนามีบทเพลง “ราเดทสกี มาร์ช” (Radetzky March) กรุงปราก ก็มีบทเพลง “ฟลอเรนทีน มาร์ช” (Florentine March) และ “Entry of the Gladiators” ของ จูเลียส ฟูชิค และถ้าคอนเสิร์ตปีใหม่ของเวียนนา มีบทโหมโรง “ดี ฟลีเดอเมาซ์” (Die Fledermaus Overture) คอนเสิร์ตปีใหม่แห่งกรุงปราก ก็ภูมิใจนำเสนอ บทโหมโรง “มารินาเรลลา” (Marinarella Overture) เข้าประชันได้ เช่นเดียวกัน นี่คือภาพแห่งสถานการณ์ การประชันดนตรีในเชิงสัญลักษณ์ ในเชิงความรู้สึก ที่ผู้เขียนขอสรุปให้ท่านผู้อ่านมองเห็นในภาพรวม เรื่อง “การต่อสู้ทางศิลปวัฒนธรรม” ที่มีมายาวนาน ซึ่งในปัจจุบันกำลังติดปากกันในชื่อ “Soft Power”

ในยุคสมัยแห่งความเจริญและความงดงามในระดับสูง ในภูมิภาคยุโรป ที่มีชื่อเรียกกันว่า “La Belle Epoque” หรือ “The Beautiful Era” ในช่วงราวปี ค.ศ.1871 ไปสิ้นสุดตอนการเริ่มขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 1 ช่วงเวลานั้นยุโรปขึ้นชื่อว่ากำลังเป็นช่วงเวลาที่ศิลปวัฒนธรรมกำลังเจริญขึ้นสูงสุด ในทางด้านดนตรีนั้น กลุ่มดนตรีเบาสมอง อย่างผลงานดนตรีในตระกูลชเตราส์ กำลังรุ่งเรืองเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน (ก่อนการมาถึงของวัฒนธรรมดนตรีแจ๊ซ) จูเลียส ฟูชิค คือหนึ่งในผลผลิตแห่ง วิถีชีวิตทางศิลปวัฒนธรรมในยุคนั้น บุคลากรในสถานะ “กึ่งพลเรือน-กึ่งทหาร” ในทางดนตรีได้สร้างคุณูปการต่อศิลปะดนตรีไว้เป็นอย่างมาก วงดนตรีทั้งแบบ “จุลดุริยางค์” และโยธวาทิต เฟื่องฟู ซึ่ง จูเลียส ฟูชิค ก็มีวิถีชีวิตทางดนตรีในรูปแบบนี้ การศึกษาดนตรีของเขามีลักษณะบางอย่างแบบที่เราอาจเรียกว่า คนโบราณ คือเรียนรู้วิธีการบรรเลงเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด เขาศึกษาดนตรีที่สถาบันดนตรีแห่งกรุงปราก (Prague Conservatory) เรียนวิธีการบรรเลงเครื่องดนตรีทั้ง ไวโอลิน, ปี่บาสซูน (Bassoon) และกลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion) ซึ่งในปัจจุบันอาจมองกันว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ทางการศึกษาดนตรีทีเดียว แต่การหยิบฉวยอันคล่องแคล่วทางดนตรีนี้เองที่อาจส่งผลดีอยู่ลึกๆ ในทางการจำแนกเสียงเครื่องดนตรี (Orchestration) ที่เอื้ออำนวยให้เขาเขียนแนวเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ได้อย่างมีสีสันอันหลากหลาย และคล่องมือ-สนุกมือสำหรับนักดนตรีในการบรรเลง
ความคล่องมือลื่นไหลในทางการดนตรีของ ฟูชิค ส่วนหนึ่งนั้น หลายๆ คนลงความเห็นยกความดีให้กับการที่เขาได้มีโอกาสศึกษาในทางวิชาการประพันธ์ดนตรีกับ อันโตนิน ดวอชาค ซึ่งเขายังเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับโยเซฟ ซุค นักประพันธ์ดนตรีชาวเช็กในปลายศตวรรษที่ 19 และยังเป็นลูกเขยของ ดวอชาค อีกด้วย แต่ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว นี่ก็อาจไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่ชัดและหนักแน่น เพราะลูกศิษย์ของอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ก็มิใช่จะสูงด้วยพรสวรรค์หรือประสบความสำเร็จได้เท่าเทียมกันทุกคน แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็แสดงให้เห็นว่า จูเลียส ฟูชิค ได้ตักตวงความรู้ทางดนตรีจากอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเขาได้เต็มที่โดยไม่เสียที ที่ได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่นั้น

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารอันสะดวกสบายใกล้มือแบบทุกวันนี้ ผู้เขียนจึงอยากให้ท่านผู้อ่านได้ลองสำรวจทดลองฟังผลงานเสียงเพลงจากผลงานการประพันธ์ของ จูเลียส ฟูชิค กันดูบ้าง ท่านจะได้พบความจริงว่าเขาคู่ควรแก่คำว่า “อัจฉริยภาพ” มากเพียงใด อาทิ บทเพลง “พายุแห่งฤดูหนาว” (Winter Storm Waltz) ซึ่งเป็นบทเพลงที่ให้คุณค่ามากกว่าเพียงแค่แนวทำนองอันไพเราะ “ติดหู” บทเพลงนี้มีคุณค่าในเชิงดนตรีซิมโฟนีที่เข้มข้น เสียงดนตรีที่บรรยายภาพการก่อตัวของพายุแห่งฤดูหนาวในตอนต้นเพลงอย่างน่าตื่นเต้น ด้วยการป่าวประกาศ ใจความหลัก โดยกลุ่มแตรทรอมโบนอย่างหนักแน่นพร้อมด้วยเสียงรัวกลองทิมปะนีอันระทึกขวัญ ฟูชิค มิได้แค่เขียนมันเพื่อประกอบจังหวะในการเต้นรำ แต่เขานำเสนอความหลากหลายทางเนื้อหาดนตรีในทุกส่วน, ทุกตอนอย่างเข้มข้น สร้างภาพบรรยากาศอันสุดแสนจะหนาวเย็นยะเยือกและสุดโรแมนติกภายใต้พายุหิมะ จนในบางตอนเราอาจเห็นภาพคู่รักหนุ่มสาวกำลังเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันอย่างแสนหวานชื่นเลยทีเดียว ความเข้มเข้นของดนตรี และการบรรยายภาพอันชัดเจนนี้อาจเทียบได้กับ ระดับน้องๆ ของ บทเพลงแนว “ซิมโฟนิกโพเอ็ม” (Symphonic Poem) “Die Moldau” ของ “เบดริค สเมทานา” (Bedrich Smetana) ที่บรรยายแม่น้ำมอลดาว อันไหลเชี่ยว ได้ทีเดียว
เชื่อเหลือเกินว่าใครที่รักดนตรีคลาสสิก หรือเป็นผู้รักดนตรีในความหมายกว้างๆ ทั่วๆ ไป อาจต้องพากันสงสัยเคลือบแคลงใจได้เลยทีเดียว เมื่อแรกได้ฟังบทโหมโรง “มารินาเรลลา” (Marinerella Overture) ของฟูชิค ว่า บทเพลงนี้หายไปอยู่ไหนมานับสิบ, นับร้อยปี เป็นบทเพลงที่ดึงดูดความสนใจด้วยเสียงดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ นับแต่การเปิดการบรรเลงอย่างทรงพลัง การนำเสนอใจความหลักพร้อมกับการสอดแนวทำนองรองในเวลาเดียวกันอย่างแสนไพเราะ ในบทเพลงนี้ ฟูชิค ไม่ยอมปล่อยให้ส่วนไหนของเพลง ที่เป็นเพียง “ส่วนเชื่อมต่อ” ทุกๆ ส่วนที่เขียนขึ้นดึงดูดความสนใจอย่างเข้มข้น แนวทำนองในส่วนช้าที่งดงามแบบเพลงร้องที่น่าจดจำ เขาดึงความสนใจของผู้ฟังได้ราวกับคว้าข้อมือเราไว้แน่น แล้วพาเราเดินทางทะลุผ่านดินแดนในจินตนาการของเสียงดนตรีอันน่าตื่นตาตื่นใจตลอดจนจบเพลง

สำหรับเครื่องดนตรีปี่บาสซูน ที่เป็นได้เสมือนตัวตลก และเสียงแห่งความระทึกลึกลับนั้น เป็นเครื่องดนตรีประจำตัวของเขาอยู่แล้ว เขาจึงเขียนบทเพลงเล็กๆ ที่แสนจะน่ารักขึ้นมาชิ้นหนึ่งเพื่ออุทิศให้กับปี่บาสซูนนี้ นั่นคือบทเพลงที่เราอาจเรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า “ตาแก่ขี้บ่น” (The Old Grumbler) ซึ่งใครที่จดจำ “เสียงคุณปู่” ในบทเพลง “ปีเตอร์และหมาป่า” (Peter and The Wolf) ของ “เซอร์เกย์ โพรโคเฟียฟ” (Sergei Prokofiev) ได้ดี ว่าเป็นเสียงปี่บาสซูนที่บรรยายภาพคุณปู่เดินกะโผลกกะเผลกออกมา อาจจะต้องเปลี่ยนความทรงจำกับเสียงเครื่องดนตรีชนิดนี้ใหม่เมื่อมาได้สดับฟังผลงานของฟูชิคชิ้นนี้ เขาเขียนบทเพลงนี้ในจังหวะเต้นรำโพลกา (Polka) อันมีชีวิตชีวา ขึ้นต้นบทเพลงด้วยลักษณะ “ร่าย” ราวกับการเดินออกจากฉากปรากฏกาย ของตาแก่คนหนึ่ง ที่พร่ำพรรณนาเรื่องราวมากมายในหลากหลายเรื่องราวและหลากหลายอารมณ์ จูเลียส ฟูชิค แปลงร่างเครื่องดนตรีชนิดนี้ให้กลายเป็นตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง
ยังมีบทเพลงที่น่าสนใจของ จูเลียส ฟูชิค อีกมากมายให้ท่านได้ทดลองค้นหาสัมผัสได้ด้วยตนเองอีกมากมาย อย่าปล่อยให้ความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีในยุคนี้ผ่านไปเปล่าๆ เลย ลองไปค้นหาผลงานในคลังผลงานของ จูเลียส ฟูชิค ผู้นี้ดูเถิด แล้วท่านอาจจะรู้สึกได้ว่า โลกเรานี้ยังเสียโอกาสดีๆ ทางดนตรีไปอีกมากทีเดียว
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

