เหมืองสร้างเมือง แร่สีดำที่เปลี่ยนป่าให้เป็นทองคำ

30.01.24 | 13:00 น.

เหมืองสร้างเมือง แร่สีดำที่เปลี่ยนป่าให้เป็นทองคำ

“ดีบุก” เป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการยกเลิกสัมปทาน และความต้องการในสินแร่ชนิดนี้ลดลงจนไม่มีความสำคัญในระดับต้นๆ อีกต่อไป ทว่าสิ่งที่ไม่อาจจะปฏิเสธความสำคัญของดีบุกได้ก็คือ ดีบุก เป็นต้นกำเนิดของการพัฒนาการในด้านต่างๆ ของมนุษยชาติ ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและมรดกทางวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการแก่งแย่งแข่งขัน เกิดต่อสู้แย่งชิงระหว่างกลุ่มต่างๆ จนได้ชื่อว่าเป็น “ปีศาจสีดำ” แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดการค้นพบดีบุกขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงยุคประวัติศาสตร์ จะมีการเข้าไปรกร้างถางพง เปลี่ยนจากป่า กลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนทำงานเหมือง กลายเป็นชุมชนและเมืองในที่สุด จนได้ชื่อว่า “เหมืองสร้างเมือง”

เส้นทางแร่ดีบุกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asian Metallogenetic) นั้น เป็นหนึ่งในเส้นทางของสายแร่ดีบุกจาก 12 เส้นทางแร่ดีบุกทั่วโลก ที่มีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร พาดผ่านภาคใต้ของประเทศจีน บางส่วนของประเทศเมียนมา ทางภาคใต้ของประเทศไทยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณจังหวัด ระนอง พังงา และภูเก็ต บางเมืองฝั่งอ่าวไทย เช่นลิกอร์ หรือนครศรีธรรมราช ยาวตลอดแหลมมลายูเกือบทั้งประเทศมาเลเซีย และบางส่วนของประเทศอินโดนีเซีย เช่น ที่เกาะบังก้า ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มีรายงานการวิจัยว่า เส้นทางสารแร่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีส่วนแบ่งตลาดในดีบุกโลกถึงร้อยละ 54

รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสเหมืองดีบุกภูเก็ต พ.ศ.2460 (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ยุคสมัยของการพัฒนาการ

ของการทำอุตสาหกรรมดีบุกในประเทศไทย

Advertisement

จากงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรมอุตสาหกรรมเหมืองดีบุกในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน” โดย สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข) ได้แบ่งยุคสมัยของการพัฒนาการของการทำอุตสาหกรรมดีบุกในประเทศไทยไว้ 5 ยุคด้วยกัน คือ 1.เหมืองดีบุกยุคแรก
สมัยก่อนประวัติศาสตร์-1,500 ปีมาแล้ว 2.เหมืองดีบุกยุคการค้าในคาบสมุทรภาคใต้และอยุธยา 3.เหมืองดีบุกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การเข้ามาของแรงงานจีนและตะวันตกยุคสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1-4 4.เหมืองดีบุกยุคก่อตั้งกรมราชโลหกิจสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงยุคหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง และ 5.ยุคสุดท้ายของการทําเหมืองสู่การเปลี่ยนพื้นที่เพื่อเป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งมีสาระใจความที่ร่วมเขียนโดยนักวิจัยในโครงการโดยสังเขปดังนี้

จากการศึกษาของนักโบราณคดีพบว่า ชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้มีมนุษย์อยู่อาศัยกันมาเป็นเวลานานมากแล้ว ดังเช่นการขุดค้นที่ถํ้าหลังโรงเรียน อ.เมือง จ.กระบี่ พบร่องรอยที่เก่าแก่ถึงสมัยไพลสโตซีนตอนปลาย (Upper Pleistocene) ราว 27,000-37,000 ปีมาแล้ว และในช่วง 3,000 ปีมาแล้วมีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ที่กระจายตัวอยู่ในเขตอ่าวพังงาและอ่าวลึกของ จ.กระบี่เป็นจํานวนมาก สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ (ประมาณ 2,500-1,500 ปีมาแล้ว) เมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว กลุ่มโบราณวัตถุจากวัฒนธรรม

ส่วนหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมดีบุกในยุคแรกเริ่มนั้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สําคัญอีกชิ้นซึ่งแสดงการเดินทางติดต่อกับภายนอกในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ คือแหล่งเรือจมปากคลองกล้วยกําหนดค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ได้ราว 2,120 และ 2,140 ปีมาแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นเรือโบราณที่มีความเก่าแก่มากลําหนึ่งที่พบในประเทศไทย และแสดงถึงการติดต่อกับโลกภายนอก รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร สันนิษฐานว่า คงเป็นการเข้ามาเพื่อแสวงหาทรัพยากรที่สําคัญ เช่น ของป่าและแร่ดีบุก เนื่องจากดีบุกเป็นโลหะที่ไม่มีในอินเดีย และความต้องการเพื่อผลิตโลหะผสม (Alloy) ดังเช่นสําริดที่เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในระยะนั้น อาจดึงดูดให้ผู้คนจากทางตะวันตกเข้ามายังคาบสมุทรภาคใต้ เราจึงพบแหล่งโบราณคดีที่แสดงถึงการก้าวกระโดดจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ เข้าสู่สมัยแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ โดยไม่มียุคโลหะเข้ามาคั่นและที่สําคัญคือการใช้เส้นทางข้ามคาบสมุทร เพื่อติดต่อค้าขายระหว่างโลกตะวันตก (อินเดีย-อาหรับ) กับโลกตะวันออก (จีน)

ในยุคที่กรุงศรีอยุธยาเรื่องอำนาจ เมืองต่างๆ ในภาคใต้ตอนบนต้องส่งส่วยแก่นครศรีธรรมราช ซึ่งก็จะถูกส่งต่อไปยังกรุงศรีอยุธยาอีกทีหนึ่ง ในที่นี้หัวเมืองทางฝั่งทะเลอันดามันซึ่งมีแร่ดีบุกเป็นทรัพยากรสําคัญย่อมจะถูกควบคุมอยู่ด้วยเป็นสําคัญ เอกสารชาวโปรตุเกส เช่น โทเม ปิเรส (Tome Pires) ในกลางพุทธศตวรรษที่ 21 กล่าวว่า เมืองในคาบสมุทรมลายูฝั่งตะวันตกตั้งแต่ไทรบุรีไปจนถึงมะละกาและหมู่เกาะมีการค้าดีบุก และเชื่อว่าการค้าดีบุกเป็นต้นเหตุความขัดแย้งระหว่างกรุงศรีอยุธยากับมะละกาด้วย ถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย

คอซู้เจียงและบุตร

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ หัวเมืองปักษ์ใต้ที่สําคัญซึ่งเป็นแหล่งแร่ดีบุกมาก่อนในสมัยอยุธยาคือนครศรีธรรมราช ได้ลดความสําคัญลง ในขณะที่ชาวตะวันตกกลุ่มใหม่คือชาติอังกฤษ หันมาสนใจเมืองถลาง ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการค้าดีบุก เพราะอยู่ในแหล่งที่เป็นสายแร่โดยตรง โดยมีการเข้ามาสํารวจของบริษัท British East India นําโดย ฟรานซิส ไลท์ (Francis Light) หรือพระยาราชกปิตัน (ผู้ส่งอาวุธปืนให้แก่รัชกาลที่ 1 ในสงครามกับพม่าเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์) ได้มีปฏิสัมพันธ์อันดีกับคุณหญิงจัน ซึ่งเป็นภริยาเจ้าเมืองถลาง มีหลักฐานจากเอกสารการส่งจดหมายโต้ตอบกัน และส่วนหนึ่งคงเพื่อการติดต่อค้าขายและเข้ามาทําเหมืองดีบุกในเขตทุ่งคา-ถลาง ในที่สุดฟรานซิส ไลท์ ก็ได้ขอเช่าเกาะหมาก หรือเกาะปีนัง (และยึดไปในที่สุด) เพื่อสร้างเป็นสถานีการค้าให้แก่อังกฤษในปี พ.ศ.2329 มีเมืองจอร์จทาวน์ (George Town) ที่จะเป็นศูนย์กลางสําคัญในการค้าดีบุกในช่วงเวลาต่อมา

ช่วงสงครามเก้าทัพ (พ.ศ.2328) และสงครามที่พม่าโจมตีถลางใน พ.ศ.2352 ทําให้เมืองถลางร้างไปอยู่คราวหนึ่ง ราษฎรที่ประกอบอาชีพทําแร่ต่างหลบหนีภัยสงครามไปค้นพบแหล่งแร่ใหม่ๆ เช่น พังงา ตะกั่วป่าและระนอง มีผลให้การทําเหมืองดีบุกที่เคยกระจุกตัวอยู่ที่ทุ่งคา-ภูเก็ต ได้กระจายออกไปยังหัวเมืองอื่นๆ ด้วยในคราวนั้น ซึ่งในภายหลังต่อมาก็จะเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้เกิดการเปิดเหมืองแร่ดีบุกขึ้นทั่วไปในปักษ์ใต้เมื่อแร่ดีบุกมีราคาขึ้น

การเคลื่อนย้ายแรงงาน

ในอุตสาหกรรมดีบุกสู่การเพิ่มประชากรในภาคใต้

การทำเหมืองดีบุกมีความต้องการในการใช้แรงงานมาก แต่ละเหมืองต้องใช้คนงานกว่าพันคน นอกจากนั้นยังมีองค์ประกอบอื่นๆ เช่น การใช้ถ่านเป็นพลังงานขับเคลื่อนเครื่องจักร หรือการถลุงก่อนจะมีการใช้น้ำมันหรือก๊าซ ผู้คนที่เข้ามาค้าขายสินค้าให้กับชาวเหมือง ธุรกิจการคมนาคมขนส่งทั้งอาหาร วัสดุต่างๆ และผู้คนโดยสาร ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากการทำอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมาตั้งถิ่นฐานในเขตอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีตัวอย่างที่ตั้งถิ่นฐานเอง หรือได้รับการบริจาคที่ดินจากเจ้าของสัมปทาน หรือบริษัทยกที่ดินให้กับพนักงาน จนเกิดเป็นชุมชน หมู่บ้าน และเมืองในที่สุด

วิธีการทําเหมืองแร่ดีบุกของประเทศไทยในอดีต มีหลายวิธี ยกตัวอย่าง วิธีเหมืองปล่อง เหมืองคล้า เหมืองแล่น เหมืองหาบ เหมืองสูบ เหมืองฉีด และเหมืองเรือขุด ซึ่งการเข้ามาของชาวจีนในช่วงนี้ได้เข้ามามีส่วนพัฒนาเทคนิควิธีการทําเหมืองดีบุกทางภาคใต้ไทยให้เจริญ นอกเหนือไปจากการร่อนแร่เพียงอย่างเดียวของคนท้องถิ่น คนจีนทําเหมืองขนาดใหญ่ เช่น เหมืองหาบและเหมืองปล่อง ต้องใช้ทักษะความชํานาญสูงรวมทั้งแรงงานและเงินทุนจํานวนมาก นอกจากนั้นยังใช้ความสัมพันธ์กับชาวเหมืองที่หัวเมืองมลายู โดยนายเหมืองของมณฑลภูเก็ตต่างก็เคยทําเหมืองในหัวเมืองมลายูมาก่อน

วิทยาการการทําเหมืองของชาวจีนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าชาวสยาม และความต้องการดีบุกที่เพิ่มมาขึ้นในโลกทำให้แรงงานชาวจีนหลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ซึ่งเป็นแหล่งผลิตดีบุกที่สําคัญ ในยุคแรกที่เริ่มเปลี่ยนเป็นระบบอุตสาหกรรม หลวงรัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง ณ ระนอง) เป็นหนึ่งในชาวจีนที่มีบทบาทสูงในด้านการทําเหมืองดีบุกและการเมืองการปกครองของหัวเมืองชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นเจ้าเมืองระนองในปลายสมัยรัชกาลที่ 3 และต่อมาได้รับความไว้วางใจจากราชสํานักกรุงเทพฯจนยกขึ้นเป็น พระยาดํารงสุจริตมหิศรภักดี ในที่สุด โดยเริ่มจากการรับเป็นเจ้าภาษีนายอากร เก็บภาษีให้กับรัฐบาลสยาม ทําการเก็บส่วยภาษีซึ่งในขณะนั้นเป็นระบบเหมาเมือง คือผู้ที่เก็บภาษีจะประเมินว่าจะสามารถเก็บภาษีส่งให้ทางส่วนกลางได้ปีละเท่าไหร่ และทําการประมูลรายได้ภายหลังคอซูเจียงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองระนอง ในปี พ.ศ.2397 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวถึงคอซูเจียงว่า “เป็นบุคคลที่เปลี่ยนป่ารกให้เป็นเงินทอง”

แรงงานในภาคใต้ของไทยและคาบสมุทรมลายูที่เข้ามาทําเหมืองดีบุกเหล่านี้มีด้วยกันหลายเชื้อชาติด้วยกัน ทั้งชาวจีนและอินเดีย แรงงานจีนที่เข้ามานั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ ทั้งสงครามความยากจนและมาเพื่อทํางานเหมืองโดยเฉพาะ คนจีนจากฝูเจี้ยนรู้วิธีทําเหมืองด้วยมือเข้ามายังคาบสมุทรมลายู วาริงตัน สไมท์ บันทึกว่า ในช่วงปี พ.ศ.2313 สมัยกรุงธนบุรี มีแรงงานจีนเข้ามาหกพันคน มีคนจัดการเป็นกงสี แรงงานส่วนใหญ่นําเทคนิควิธีการทําเหมืองมาด้วย ทั้งเหมืองและการถลุงแร่ ประชากรจีนที่เข้ามานั้น ต่อมาในปี พ.ศ.2441 มีประชากรจีนสี่ถึงห้าหมื่นคน ทั้งถนนและเมืองกลาดเกลื่อนไปด้วยแรงงานเหล่านี้ในเกาะภูเก็ต

จึงน่าจะเป็นเหตุที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดชาวฮกเกี้ยนและฮากกาจึงได้อยู่ในแถบภาคใต้ของไทยมากกว่าที่อื่นๆ อีกทั้งการแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลใหญ่ของปีนังและภาคใต้ของไทย ทั้งตระกูลตัน ลิ้ม โหย่ว เจี่ย คู คอ แยป ฟู กัน โก่ะ ชุง ลี และอ่อง ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงเครือญาติช่วยเหลือการทำธุรกิจเข้มแข็งยิ่งขึ้น ในเมืองที่มีการทำอุตสาหกรรมดีบุกนั้นก็ได้เงินจากดีบุกเหล่านี้มาสร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เช่น ระนอง ตะกั่วป่า และภูเก็ต อีกทั้งแรงงานชาวเหมืองเหล่านี้ได้แบกสัมภาระทางวัฒนธรรม (Cultural Baggage) ติดตัวมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible Cultural Heritage) เช่น สถาปัตยกรรมที่มีการดัดแปลงให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศ เช่น บ้านหรืออาคารแถวแบบชิโน ยูโรเปี้ยน และมรดกทางภูมิปัญญา (Intangible Cultural Heritage) อาหาร ความรู้ในการก่อสร้าง ความรู้เรื่องการทำเหมือง ทำภาษี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ก่อให้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมในแบบต่างๆ นำวัฒนธรรมของตนที่มีรากเหง้ามาแต่เดิม เข้ามาปรับกับวิถีชีวิตในดินแดนแห่งใหม่ โดยปรับกับวัตถุดิบพื้นถิ่น ภูมิปัญญาด้านต่างๆ เกิดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นในที่สุด

เรือขุดแร่

‘เรือขุดแร่’ ความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมดีบุก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2353 ที่ ปีเตอร์ ดูแรนด์ (Peter Durand) คิดค้นวิธีการถนอมอาหารโดยใช้กระป๋องได้ ทำให้ดีบุกเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ชาติตะวันตกนั้นต่างก็แสวงหาดีบุกไปยังแหล่งต่างๆ เนื่องจากแหล่งดีบุกที่สำคัญแหล่งหนึ่งของโลกคือ คอนวอล (Cornwall) ประเทศอังกฤษ ไม่สามารถผลิตได้พอเพียงกับความต้องการ อีกทั้งยังได้ค้นพบว่าแหล่งดีบุกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มีมาก แรงงานราคาถูก และมีคุณภาพดีไม่ต่างจากที่คอนวอล ดังนั้น ชาติตะวันตกต่างๆ ก็ได้เข้ามาติดต่อซื้อขายกับประเทศที่มีกำลังผลิตสูงอย่างเช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสยาม มาตั้งแต่เก่าก่อนแล้ว จนกระทั่งในสมัยล่าอาณานิคม อังกฤษหาเหตุเข้ายึดมาเลเซีย อินโดนีเซียตกเป็นของดัชต์ และทางใต้ของสยามยังถูกบังคับให้ทำธุรกิจด้วยอนุสัญญาลับของอังกฤษ

อังกฤษเป็นชาติเดียวที่มีอนุสัญญาลับกับสยาม โดยมีข้อตกลงในการให้สิทธิแก่รัฐบาลอังกฤษในการควบคุมการออกอาชญาบัตรตรวจแร่และ
ประทานบัตรทําเหมืองแร่ของไทย ในทางตรงกันข้ามก็ได้จํากัดสิทธิของประเทศอื่นๆ ดังนั้น รัฐบาลไทยและอังกฤษจึงร่วมกันปกปิดอนุสัญญาฉบับนี้ทําให้ในช่วงแรกที่มีการทําเหมืองในประเทศไทยจึงเป็นบริษัทและเอกชนในบังคับของอังกฤษทั้งสิ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากปีนังและรัฐเปรัค ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ มาขอทําแร่ที่มณฑลภูเก็ต เพื่อขยายแหล่งแร่แหล่งใหม่

การทำเหมืองแร่ดีบุกในสยามดำเนินต่อมา จนกระทั่งเมื่อได้เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว พบว่าการทําเหมืองดีบุกที่มณฑลภูเก็ตได้ผลผลิตน้อยกว่าที่ชาวเหมืองในมาเลย์หลายเท่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงมีพระดำริให้ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (เจ้าเมืองตรัง) หรือ คอซิมบี้ บุตรชายของจีนคอซูเจียง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลภูเก็ต คิดหาวิธีเพิ่มผลผลิตให้กับมณฑลภูเก็ตเพื่อนํารายได้จัดส่งให้ทางรัฐสยาม คอซิมบี้จึงได้ชักชวน เอดเวิร์ด โธมัส ไมลส์ พ่อค้าและวิศวกรชาวออสเตรเลีย นําเทคโนโลยีเรือขุดเข้ามาทําเหมืองในมณฑลภูเก็ต กัปตันไมลส์ประสบความสําเร็จในการประดิษฐ์เรือขุดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ด้วยการใช้เรือขุดที่มีลูกเฌอตักแร่ (Bucket Dredging) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นํามาจากเรือขุดที่ใช้ในคลองสุเอซ แล้วนํามาดัดแปลงเพื่อขุดหาแร่ดีบุก โดยเรือขุดนี้สามารถขุดแร่ได้ทั้งบนบกและในนํ้า สามารถขุดลึกกว่าเทคนิคการขุดแร่ทุกประเภทที่ใช้แรงงานคน โดยมีเครื่องล้างและร่อนแร่ภายในตัว ทำให้ผลผลิตที่ได้ต่อพื้นที่มีปริมาณสูง

ยุควิกฤตการณ์ของการผลิตแร่ดีบุก

สาเหตุของราคาแร่ดีบุกเริ่มตกตํ่าคือ ปริมาณแร่ดีบุกล้นตลาด ทุกประเทศได้ผลิตแร่ดีบุกเพิ่มมากขึ้นสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกตกตํ่า ทําให้ปริมาณการใช้ดีบุกของโลกเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และการใช้วัสดุอื่นมาแทนโลหะดีบุก คณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศ ได้ประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่ดีบุกกับประเทศภาคีผู้ผลิตแร่ดีบุก ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โบลิเวีย และไนจีเรีย เป็นต้น มีผลต่อปริมาณของแร่ดีบุกในตลาดโลกลดลงเพียงเล็กน้อย และคลังสะสมวัสดุยุทธปัจจัยของสหรัฐอเมริกาได้นําแร่ดีบุกออกขาย ในขณะเดียวกันบราซิลและจีน ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกประเทศภาคีผู้ผลิตแร่ดีบุกได้ป้อนแร่ดีบุกเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะมนตรีดีบุกระหว่างประเทศและกองทุนมูลภัณฑ์กันชนดีบุกระหว่างประเทศได้พยายามพยุงราคาแร่ดีบุก ด้วยการลดปริมาณแร่ดีบุกในตลาดโลกและมาตรการแทรกแซงราคาดีบุก แต่ความพยายามเหล่านี้ไร้ผล วันที่ 24 ตุลาคม 2528 เป็นวันเริ่มต้นของ “ยุควิกฤตการณ์ดีบุก” ดีบุกปราศจากราคากลางสําหรับการอ้างอิงในการซื้อขายในตลาดโลก ผู้ผลิตแร่ดีบุกต้องเจรจาซื้อขายกับผู้ซื้อดีบุกโดยตรง ทําให้ราคาแร่ดีบุกตํ่าเป็นอย่างมาก

ผลจากราคาแร่ดีบุกตกตํ่าจากวิกฤตการณ์ดีบุก เหมืองแร่ดีบุกในไทยได้หยุดกิจการไป 53% จากเดิม 626 เหมือง เหลือเพียง 292 เหมือง ในเดือนสิงหาคม 2529 เป็นผลให้ปริมาณแร่ดีบุกที่ผลิตได้ลดลงมากกว่า 40% และเหมืองแร่ดีบุกทยอยปิดกิจการ ในเวลาต่อมาการทําเหมืองดีบุกของไทยประสบกับความยากลําบากเพิ่มเติมหลายประการ อาทิ แหล่งแร่ดีบุกบนบกถูกจํากัดด้วยราคาที่ดินที่สูงขึ้น แหล่งแร่ดีบุกในทะเลมีความสมบูรณ์น้อยลง กฎหมายสิ่งแวดล้อมและการปิดป่า ราคาแร่ดีบุกในตลาดโลกที่ยังไม่ดึงดูดมากพอ ทําให้เหมืองถูกพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเวลาต่อมา

ดร.รังสิมา กุลพัฒน์
นักวิจัย สถาบันเอเชีย ม.นอร์ธแคโรไลน่า แชปเปิ้ลฮิล