ทยอยตบเท้าขึ้นโรงขึ้นศาลอย่างต่อเนื่อง สำหรับนักเคลื่อนไหวทางสังคมในแฟลชม็อบ 63 ที่ผู้คนร่วมชุมนุมต้านรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อีกทั้งการแสดงออกซึ่งความคิดที่ ‘เห็นต่าง’
ยังไม่นับแรงกดดันจากความขัดแย้งกับครอบครัวและคนรอบข้างจากมุมมองทางการเมืองที่เป็นไปคนละทาง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ‘สุขภาวะ’ ของนักเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่
ล่าสุด เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ‘แอมเนสตี้’ จัดเสวนา ‘ช่วยโลกกี่ครั้งก็ยังไหว (ไหมนะ?)’ พร้อมเปิดตัวหนังสือ ‘ช่วยโลกกี่ครั้งก็ยังไหว : คู่มือดูแลรักษากายและใจของนักเคลื่อนไหวทางสังคม’
เปิดบันทึก ‘นักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่’ เจออะไรกันบ้าง?
ธเนศ ศิรินุมาศ หัวหน้าฝ่าย Learning Community สมาคม คนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม (SYSI) หนึ่งในผู้ที่ทำงานร่วมกับเยาวชน เผยว่า ปัญหาหลักที่นักเคลื่อนไหวทางสังคมรุ่นใหม่เผชิญ ได้แก่ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งความรู้สึกสงสัยในตัวเอง เมื่อการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างใจคิด
“คนรุ่นใหม่จะมีความเชื่อ ความฝัน อยากให้จบในรุ่นเรา แต่พอทุกอย่างมันเกิดขึ้นช้าๆ จะรู้สึกอึดอัด จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอหรือเปล่า ถึงทำไม่สำเร็จ”
นอกเหนือจากการชุมนุมทางการเมือง คนรุ่นใหม่เหล่านี้ยังมีชีวิตอีกด้านหนึ่ง ทั้งเรื่องการเรียน ความรัก ครอบครัว รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ด้าน ณิชกานต์ รักวงษ์ฤทธิ์ หรือ ‘มีมี่’ นักกิจกรรมเฟมินิสต์ ย้อนเล่าถึงประสบการณ์การถูกโจมตีจากการเคลื่อนไหว ซึ่งไม่เพียงแต่ถูกโจมตีอุดมการณ์ทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังถูกโจมตีเรื่องเพศ รูปร่างหน้าตา ไปจนถึงการถูกดำเนินคดีทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด มีมี่และนักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ กลับไม่สามารถหยุดพักได้ แม้แต่คำว่า ‘สุขภาวะ’ ก็ยังไม่เคยได้ยินในขบวนการเคลื่อนไหว
“ขบวนประชาธิปไตยตอนนี้ยังใช้ dominant culture อยู่ ก็คือยังมีวัฒนธรรมการใช้อำนาจเหนือ เช่น การกดดันให้ต้องสู้ ต้องไปต่อ ไม่พัก หรือเรากำลังทำเพื่อประเทศชาติ เราจะมาอ่อนแอ หรือแสดงความรู้สึกไม่ได้ การขอความช่วยเหลือถูกตีตราว่าเป็นความอ่อนแอ” มีมี่เล่า
‘สุขภาวะ (นักเคลื่อนไหว)’ กาย-ใจที่ต้องมี ‘คู่มือ’
จากปากคำข้างต้น สะท้อนว่าประเด็นเรื่องสุขภาวะ ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญของสังคมนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหว ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นความท้าทายของสังคมในภาพรวมด้วย
ดังนั้น ในปี 2021 แอมเนสตี้ได้จัดทำคู่มือดูแลสุขภาวะของนักเคลื่อนไหวทางสังคม คู่มือดังกล่าวได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และล่าสุดคือภาษาไทย ในชื่อ ‘ช่วยโลกกี่ครั้งก็ยังไหว : คู่มือดูแลรักษากายและใจของนักเคลื่อนไหวทางสังคม’ ซึ่งมีแนวคิดหลักคือ การเคลื่อนไหวและความสุขในการทำงานสามารถเกิดไปพร้อมๆ กันได้
เนื้อหาประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กรณีศึกษาเกี่ยวกับสุขภาวะของนักเคลื่อนไหวทั่วโลก หลักการสำรวจสุขภาวะของตัวเอง ที่มีแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการดูแลสุขภาวะ และวิธีการดูแลสุขภาวะของตัวเอง อย่างไรก็ตาม สำหรับเวอร์ชั่นภาษาไทย ได้มีการปรับเนื้อหาให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย และเพิ่มเติมเนื้อหาส่วนที่ 4 คือข้อมูลการดูแลสุขภาวะ จากกลุ่มการเมืองหลังบ้านและบ้านฟื้น ซึ่งเป็นพันธมิตรกับแอมเนสตี้ด้วย
นาริฐา โภไคยอนันต์ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายกิจกรรมและสิทธิมนุษยชนศึกษา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เสริมว่า เราอาจจะไม่รู้ว่า ในแต่ละวันเราโดนความรุนแรงบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
“การที่ถูกบอกว่าต้องสู้สิ พักไม่ได้ พรุ่งนี้ต้องไป ต้องจัดม็อบอีก จริงๆ แล้วมันทำให้เหนื่อยมาก เรารู้ว่าหลายคนที่เราคุยด้วยเหนื่อย แต่เขาพักไม่ได้ เพราะว่าขบวนมันขึ้น เราต้องไป จังหวะนี้มันมี มันต้องจบที่รุ่นเรา
สำหรับหนังสือเล่มนี้จะขีดคำว่าคู่มือออก เพราะว่ามันเป็นทั้งหนังสือ เป็นทั้งคู่มือ แต่มันเป็นคู่มือที่เราสามารถเอาไปปรับแก้ เติมได้ เป็นของเราโดยเฉพาะเลย มีช่องว่างให้เขียนชื่อ หนังสือเล่มนี้มีเครื่องมือเยอะมาก ไม่จำเป็นต้องอ่านจากหน้าหนึ่งถึงหน้าสุดท้าย แต่ว่าลองเปิดสารบัญก่อน มีส่วนไหนที่บอกว่า ช่วงนี้ฉันเจออะไรประมาณนี้หรือเปล่านะ ก็ลองไปเปิดได้ มันมีหลายส่วนมากที่มันเชื่อมโยงกับการทำงานของเรา” นาริฐากล่าว
ไม่ไหวบอกไม่ไหว ‘เราไม่ใช่ยอดมนุษย์’
ถ้าถามกันตรงนี้แบบสั้นๆ ว่าแนวทางในการดูแลสุขภาวะของนักกิจกรรม ท่ามกลางการต้องเผชิญกับความรุนแรง อุปสรรคและความท้าทายอยู่ตลอดเวลา ในฐานะพลเมืองของโลก เราก็อดไม่ได้ที่จะต้องลงมือทำสิ่งต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น
วงเสวนาร่วมกันสรุปได้ว่า ต้องเริ่มด้วยการเปลี่ยนทัศนคติ ขีดเส้นใต้ในคำว่า ‘เราไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่’
นาริฐา เจ้าหน้าที่อาวุโส แอมเนสตี้ ประเทศไทย เล่าว่า ในช่วงปีแรกของการทำงาน ได้ทุ่มเททำงานใกล้ชิดกับนักกิจกรรมแทบ 24 ชม. จนร่างกายเหนื่อยล้า จึงตัดสินใจว่าจะสร้างขอบเขตของตัวเอง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและงานดูแลนักกิจกรรม
“หนังสือเล่มนี้บอกในบทแรกว่า เปลี่ยนความคิดว่าเราเป็นยอดมนุษย์ เราเป็นคนธรรมดาที่ห่วงใยโลก ห่วงใยสังคม เราไม่ใช่ยอดมนุษย์ แต่ว่าเรามีการเข้าถึงทรัพยากรบางอย่าง เราเลยทำงานได้
ช่วงหลังเราจะบอกคนที่ทำงานด้วยว่า เราทำงานจันทร์-ศุกร์ เพราะฉะนั้น เสาร์อาทิตย์เราอาจจะตอบข้อความช้าหรือไม่ตอบ ถ้าด่วนจริงๆ โทรมาได้ แต่ถ้าไม่ด่วน ช่วยรอหน่อย วันจันทร์จะมาตอบแน่ๆ เราสร้างขอบเขตเหมือนกัน แต่เรารู้ว่างานเรามันจะเดินต่อ เพราะว่าเรามีทีม เราไว้ใจทีมว่าจะช่วยสานต่อได้ แล้วเราไม่รู้สึกผิดแล้ว เมื่อก่อนจะรู้สึกว่า เราไม่อยู่แล้วจะเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่เป็นค่ะ เชื่อเรา เราไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่” นาริฐาย้ำ
ด้าน มีมี่ ณิชกานต์ นักกิจกรรมเฟมินิสต์ เสริมว่า การที่เรามองเห็นว่าตัวเองไม่ไหว คือความสำเร็จอย่างหนึ่งแล้ว
“การสื่อสารที่มีระบบหรือมีวัฒนธรรมที่มารองรับแต่แรกจะช่วยได้มาก อย่างเช่น ตอนเราทำกิจกรรมกับเพื่อน จะตั้งข้อตกลงกันไว้เลยว่า ถ้าไม่ไหวก็ให้บอก ถ้าจำนวนงานเท่านี้ เราเหลือกันเท่านี้ ทำไม่ไหว ก็ตัดออก ต้องมองว่ามันคือการต่อสู้ระยะยาว” มีมี่ฝากไว้ให้คิด ทั้งยังย้อนเล่าว่า ตนและเพื่อนๆ ประสบกับความรุนแรงมาหลายครั้ง จนตัดสินใจทำ ‘วงอ้วก’ ขึ้นมา
“มันมีจุดพีคมากๆ คือทุกคนเจอความรุนแรง เราก็ทำสิ่งที่เรียกว่าวงอ้วกขึ้นมา คือเป็นวงที่มีการทำ deep listening หรือการรับฟังอย่างตั้งใจ อาจจะแค่เปิดหัวข้อมา หรือตั้งคำถามมา แล้วก็ชวนทุกคนมาแชร์เรื่องราวในช่วงเวลานั้นด้วยกัน เราก็ทำวงอ้วกกันทุกเดือน
เรื่องของสุขภาวะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างวัฒนธรรม แต่สิ่งนี้จะมีคนอินหรือไม่อินก็ได้ เครื่องมือนี้จะใช้แล้วมันไม่เหมาะกับเรา ก็เป็นเรื่องปกติมากๆ แต่ว่าอย่างน้อยเราต้องมีระบบหรือมีโครงสร้างมารับรองสุขภาวะของเพื่อนๆ ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงหรือมีความรุนแรงเกิดขึ้น จะใช้แล้วไม่ได้ผลไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยมันต้องมี” มีมี่สรุป
มุ่งเปลี่ยนสังคมโดยไม่สร้าง ‘ปัญหาใหม่’
Check-in วันนี้ ‘รู้สึก’ อย่างไร
ปิดท้ายที่ ธเนศ แห่งสมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม (SYSI) ซึ่งออกมาแลกเปลี่ยนมุมมองว่า แม้อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม แต่จะไม่สร้างปัญหาใหม่ ไม่ใช่ทุ่มสุดตัวจนป่วย
“SYSI พยายามสร้างวัฒนธรรมให้แทรกซึมเข้าไประหว่างกระบวนการ โดยเฉพาะการ Check-in หรือการบอกความรู้สึกของแต่ละคนในขณะนั้น เริ่มจากให้เขารู้คำศัพท์ว่าอารมณ์ต่างๆ มันคืออะไร ถ้าเขารู้สึกไม่ดี เขากำลังรู้สึกหวาดระแวงอยู่นะ อะไรอย่างนี้ครับ ให้ระบุคำเหล่านี้ได้ แล้วก็เริ่มติดตั้งเครื่องมือการฟังกันและกัน การเท่าทันตัวเองได้ และการได้ฟังคนอื่น ทำให้เขารู้ว่า ถ้าจะแก้ปัญหาให้ชุมชน สังคม เขาต้องฟังความรู้สึกของคนเหล่านั้น มันก็จะกลับมาตอบในตัวงานได้
เรามองเรื่องนี้เป็นองค์รวม ถ้าสุขภาพร่างกาย จิตใจไม่พร้อม ก็ไม่สามารถทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมตามที่ฝันได้ ดังนั้น ต้องกลับมาเช็กตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เช็กร่างกายด้วย ว่าตอนนี้ตรงเท้าเรารู้สึกอย่างไร ตรงไหนเกร็งอยู่หรือเปล่า ตอนนี้เหน็บกิน เรากำลังกดดันอะไรหรือเปล่า แล้วก็ผ่อนคลาย” ธเนศอธิบาย
นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการพาผู้เข้าร่วมไป ‘รีทรีต’ หรือพักผ่อนนอกสถานที่ ให้ผู้เข้าร่วมได้อยู่กับธรรมชาติ ระบายความรู้สึกผ่านงานศิลปะ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องอาศัยการพูดคุยทำความเข้าใจกับแหล่งทุนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข้อมูลเชิงตัวเลข เกี่ยวกับผลกระทบของการขาดสุขภาวะที่มีต่อประสิทธิภาพของงาน หรือการพาแหล่งทุนไปสังเกตการณ์การรีทรีตด้วยตนเอง
เพื่อให้เห็นว่า การรีทรีตช่วยเติมพลังให้ผู้เข้าร่วมพร้อมที่จะเรียนรู้และทำงานต่อ

