สุจิตต์ วงษ์เทศ : สู่ขวัญ “แม่โพสพ” วันกำฟ้า

8.02.24 | 12:50 น.

วันกำฟ้าสู่ขวัญแม่โพสพ เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว ต่อมาถูกแปลงเข้าศาสนาพราหมณ์ฮินดู และศาสนาพุทธ กลายเป็นศาสนาไทย “ผีพราหมณ์พุทธ”

สู่ขวัญแม่โพสพ วันกำฟ้า กำหนดขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 (ทางจันทรคติ) ปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 12กุมภาพันธ์ 2567 (ทางสุริยคติ) ซึ่งเป็นช่วงเวลาฟ้าแปรปรวน หัวเลี้ยวหัวต่อจากหน้าหนาวเข้าหน้าร้อน

วันกำฟ้า หมายถึงวันฟ้าเปิดประตูให้น้ำฝนตกลงดินท้องไร่ท้องนา (ชาวอีสานเรียก “ฟ้าไขประตูฝน”) เพื่อคนทั้งหลายทำไร่ทำนาทำมาหากินอุดมสมบูรณ์ (ชื่อกำฟ้าน่าจะกลายจาก “ก่ำฟ้า” หมายถึงขมุกขมัวครึ้มฟ้าครึ้มฝนใกล้ฝนตก)

ฟ้าเปิดประตูฝนหรือฟ้าไขประตูฝน คือ ช่วงหลังฤดูหนาว มีฟ้าร้องเสียงคะนองเป็นสัญญาณจะมีฝน ดังนั้นคนแต่ก่อนเป็นที่รู้กันว่าต้องคอยฟังทั้ง 8 ทิศว่าเสียงฟ้าร้องมาจากทิศทางไหน? จะมีคำทำนายความอุดมสมบูรณ์ของน้ำท่าข้าวปลาอาหารของปีต่อไป (คำทำนายมีในเอกสารเก่าและพิมพ์ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 7 พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2542 หน้า 2460-2461)

พิธีกรรมจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ

Advertisement

ช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เมื่อหลายพันปีมาแล้วเป็นเรื่องอธิบายไม่ได้ จึงยกเป็นการกระทำของอำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ซึ่งน่ากลัวขนหัวพองสยองเกล้า กระตุ้นให้ชาวนาทั้งชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติต้องร่วมกันกำหนดพิธีกรรมวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์

ภูมิอากาศเรื่องระบบลมมรสุม (ระหว่างเดือน 3) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป เป็น “ช่วงเปลี่ยนฤดู” จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูร้อน เกิดความแปรปรวนของลมมรสุมซึ่งพัดในทิศทางไม่แน่นอน มักมีฝนฟ้าคะนองเป็นฝนหลงฤดูเพราะไม่ใช่ฤดูฝน [มีเรียกหลายชื่อต่างๆ กัน ได้แก่ ฝนชะลาน (หมายถึงน้ำฝนชะล้างลานนวดข้าวที่เพิ่งเสร็จจากนวดข้าว), ฝนชะช่อมะม่วง (หมายถึง น้ำฝนราดรดต้นมะม่วงที่กำลังออกช่อ ทำให้บางช่อหลุดไป บางช่อเหลืออยู่)]

[จากหนังสือ อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 1 ฉบัราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.. 2545 หน้า 140]

สู่ขวัญ (พร้อมสู่ขวัญควาย และสู่ขวัญเกวียน) วันกำฟ้า ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

[ภาพหมอขวัญกำลังสู่ขวัญข้าวที่วัดใหม่ดงกระทงยาม ต. ดงกระทงยาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี (มีนาคม 2566)]

รวงข้าวที่เกี่ยวด้วยเคียวแบบดั้งเดิมแล้วรวมเป็นมัดเรียก “ฟ่อน” หาบไปรวมไว้ลานรอนวดข้าว

(ภาพหาบฟ่อนข้าวทุ่งนาหนองบอน ต. ดงกระทงยาม อ. ศรีมหาโพธิ จ. ปราจีนบุรี 31 มกราคม 2567)

สู่ขวัญข้าว

ขนข้าวเปลือกขึ้นยุ้งฉางหรือเล้าข้าว เชิญ “แม่ขวัญข้าว ขึ้นยุ้งฉาง ทำพิธีสู่ขวัญข้าว เพื่อความมั่นคงทางอาหาร

[ก่อนสู่ขวัญข้าวเซ่นผีแถน ชาวนาไม่กินข้าวใหม่ที่เพิ่งได้มา แต่ต้องรอหลังทำขวัญข้าวจึงเอาข้าวใหม่ไปหุงกินได้]

ข้าวที่ต้องสู่ขวัญรวมอยู่ในที่เก็บรักษา เช่น ยุ้ง, เล้า หรืออาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านเรือนที่จัดไว้โดยเฉพาะก็ได้ ข้าวเหล่านั้นมี 3 ส่วน จัดที่ทางไว้ไม่ปนกัน ได้แก่ แม่ข้าว, พันธุ์ข้าวปลูก, ข้าวกิน ดังนี้

(1.) แม่ข้าว คือ รวงข้าวตกที่เก็บรักษาไว้เซ่นวักตั้งแต่วันเกี่ยวข้าว แล้วถูกเชิญเป็นประธานในลานนวดข้าว

(2.) พันธุ์ข้าวปลูก หมายถึง เมล็ดข้าวเปลือกที่คัดส่วนดีที่สุดไว้จำนวนตามต้องการจากข้าวชุดแรกที่ลานนวดข้าว สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวใช้ปลูกในปีต่อไป

(3.) ข้าวกิน คือ ข้าวเปลือกทั้งหมดได้จากนวดข้าวเก็บไว้กินตลอดปี

ข้าวเปลือกชุดแรก ใส่ครกตำเอาเปลือกออกเป็นข้าวสารเหนียว

ข้าวสารเหนียว หุงในกระบอกเรียก “ข้าวหลาม”

เซ่นผีฟ้าด้วยข้าวหลาม เรียก “ข้าวขวัญ” หรือ “บายสี

บาย แปลว่า ข้าวสุก (เป็นภาษาเขมร)

สี มาจาก สรฺ (เสร) ภาษาเขมรแปลว่า สตรี หมายถึงข้าวของแม่ข้าว ต่อมาเรียกบายศรี

เมื่อเสร็จจากสู่ขวัญข้าว ต้องแบ่งข้าวชุดแรกที่ผ่านพิธีทำขวัญไปตำซ้อมเป็นข้าวกล้องแล้วหุงด้วยวิธีดั้งเดิมเริ่มแรกเพื่อเซ่นผีฟ้าผีแถน คือหุงในกระบอกไผ่เผาไฟให้สุก (ปัจจุบันเรียกข้าวหลาม) บางทีเอาข้าวหลามไป “จี่” เผาไฟไหม้เกรียม มีกลิ่นหอมเรียกข้าวจี่

[หลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย พิธีทำขวัญวันกำฟ้าแล้วเผาข้าวหลามทำข้าวจี่ ก็ถูกปรับเปลี่ยนเข้ากับประเพณีทำบุญของชาวพุทธ]

ข้าวหลามเมื่อเผาไฟสุกแล้ว

กรอกข้าวเหนียวใส่กระบอกไม้ไผ่ก่อนนำไปเผาไฟเป็นข้าวหลาม

เผาข้าวหลาม โดยตั้งวางเรียงกระบอกข้าวหลามเป็นแถว แล้วสุมไฟขนาบสองข้างจนกว่าข้าวเหนียวในกระบอกจะสุกทั่วกัน (จากห้องสมุดภาพมติชน)
บุญข้าวหลาม เดือน 3 ยุคก่อนๆ หนาวมาก ต้องอาศัยผิงไฟแก้หนาวจากกองไฟเผาข้าวหลามตอนกลางคืนและตอนเช้า ดังเห็นเด็กๆ ในภาพนี้ ที่ จ. กาฬสินธุ์ เมื่อ 7 มกราคม 2555 (จาก ห้องสมุดภาพมติชน)

ยกย่องแม่ข้าวเป็น “แม่โพสพ

สู่ขวัญข้าว “วันกำฟ้า” ประเพณีของชุมชนดั้งเดิม ถูกยกเป็นนาฏกรรมแห่งรัฐเพื่อสถาปนาแม่ข้าวเป็น “แม่โพสพ”

พิธีสู่ขวัญข้าวตามประเพณีของชุมชน มีมานานมากตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว โดยมิได้กำหนดวันตายตัว (เหมือนที่กำหนดในปัจจุบัน) แต่ทำเมื่อชุมชนแต่ละแห่งตกลงร่วมกันกำหนดวันใดวันหนึ่งของเดือน 3 ทางจันทรคติ (มกราคมกุมภาพันธ์)

เมื่อชุมชนมีการค้าทางไกลและการค้าโลก จนมั่งคั่งเติบโตเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ระดับ “รัฐ” สู่ขวัญข้าวของชุมชนดั้งเดิมก็ยังสืบเนื่องพิธีกรรมไม่ขาดสาย กระทั่งถูกยกเป็นนาฏกรรมแห่งรัฐตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา สืบเนื่องถึงสมัยอยุธยา

สู่ขวัญตามประเพณีพิธีกรรมของชุมชน ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ว่า “พิธีธานย์เทาะห์” แปลว่าพิธีเผาข้าว [ธานย์เทาะห์ แปลว่า เผาข้าว มีรากจากภาษสันสฤต ธานฺย แปลว่า ข้าว, เทาะห์ แปลว่า เผา (กลายคำจาก ทห แปลว่า เผา,ไหม้)] เพื่อสถาปนาแม่ข้าวของชาวบ้านเป็น “แม่โพสพ”

การสถาปนาแม่ข้าวเป็นแม่โพสพดำเนินตามความเชื่อของอุษาคเนย์ในลัทธิเทวราช อันมาจากการประสมประสานความเชื่อดั้งเดิมเรื่อง “ขวัญ” ในศาสนาผี กับความเชื่อเรื่อง “วิญญาณ” และ “เทวะ” ที่รับเข้าใหม่ๆ จากอินเดียทางศาสนาพุทธกับศาสนาพรามหณ์ฮินดู ราวหลัง พ.. 1000

นาฏกรรมแห่งรัฐ

ธานย์เทาะห์ เผาข้าว เท่าที่พบร่องรอยจากเอกสารหลายเล่มสรุปพิธีกรรมได้ 3 ขั้นตอน คือ สู่ขวัญข้าว, เผาข้าว, เสี่ยงทาย

1. สู่ขวัญข้าว หมายถึงหมอขวัญ (คือ “อาจารย์”) เริ่มพิธีสู่ขวัญข้าวด้วยการขับลำคำคล้องจองสู่ขวัญแม่ข้าวพร้อมประพรมน้ำหอมดอกไม้ใส่ “พนมรวง” หรือ “พนมข้าว” (คือ พนมรวงข้าว หมายถึงรวงข้าวที่มัดรวมเป็นพุ่มหรือฟ่อน มีเมล็ดข้าวติดรวงเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของแม่ข้าว)

2. เผาข้าว แห่พนมรวงข้าว (หลังเสร็จสู่ขวัญข้าว) ไปลานเผาข้าว เพื่อทำพิธีเผาข้าว เรียกในทวาทศมาสว่า “ส่งโพศพ” หมายถึง ส่งพระไพศพราชขึ้นฟ้าด้วยการเผาศพ

เผาข้าว คือ เผาศพแม่ข้าว หมายถึง แม่ข้าวที่ถูกทำให้ตายจากการเกี่ยวข้าว (เดือนอ้าย) แล้วเก็บซากศพไว้ บัดนี้ได้เวลาเชิญศพแม่ข้าวขึ้นเผาตามพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่จากอินเดีย โดยจุดไฟเผารวงข้าวที่มีเมล็ดข้าวเปลือกเต็มรวง

ความเชื่อดั้งเดิมทางศาสนาผีที่มีสืบมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีแล้ว คือ แม่ข้าวตาย ส่วนขวัญแม่ข้าวไม่ตาย แต่ยังมีวิถีต่างมิติที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น สำหรับร่างคือรวงข้าวไม่ได้เผาที่ถูกเก็บไว้ในยุ้งหรือเล้า เพราะไม่มีประเพณีเผาศพ

สถาปนาแม่โพสพ หมายถึง แม่ข้าวถูกสถาปนาตามความเชื่อลัทธิเทวราชขึ้นเป็นแม่โพสพเมื่อทำพิธีเผาศพแม่ข้าว เสมือนขวัญของแม่ข้าวถูกเชิญขึ้นฟ้าไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับเทวะบนสวรรค์นามว่าพระไพศพราช แล้วถูกเรียกตามความเชื่อท้องถิ่นว่าแม่โพสพ

3. เสี่ยงทาย ตำราพระราชพิธีเก่ากับตำราทวาทศพิธีบอกว่าเมื่อคณะตระกูลพราหมณ์จุดไฟเผาพนมรวงข้าวแล้ว คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งขุนนางจัดไว้ให้ซ่อนซุ่มอยู่ในที่ไม่เปิดเผย ได้ขี่ควายกรูพร้อมกันออกไปแย่งชิงฉัตรรวงข้าว ชิงฉัตรรวงข้าวเป็นการละเล่นเสี่ยงทาย ถ้าเข้าชิงได้จากทิศใดจะมีคำทำนายฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลหรือไม่? อย่างไร? [กิจกรรมนี้มีร่องรอยพบในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)]

เรื่องทิศทางเข้าชิงฉัตรแล้วมีคำทำนายเป็นกิจกรรมเสี่ยงทายที่พัฒนาจากความเชื่อวันกำฟ้าของชาวนาดั้งเดิมคอยฟังทิศทางเสียงฟ้าร้องแล้วมีคำทำนาย นอกจากเสี่ยงทายแล้ว ยังมีมหรสพหลายอย่างฉลองด้วย

[รายละเอียดมากกว่านี้ ดูในบทความเรื่อง แม่โพสพ “เทวีข้าว” รัฐนาฏกรรม มาจากแม่ข้าวในศาสนาผี ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ มติชนสุดสัปดาห์ ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2563]

แม่โพสพ” ชื่อใหม่ของแม่ข้าวในลัทธิเทวราช 

คำว่า “แม่โพสพ” พบเก่าสุดก่อนสมัยอยุธยา ในพระไอยการเบ็ดเสร็จ พ.. 1884 

ชื่อดั้งเดิมของแม่โพสพ คือ แม่ข้าว เป็นชื่อเฮี้ยนในศาสนาผี หมายถึง ผีขวัญบรรพชนต้นโคตรของข้าว ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดียแม่ข้าวถูกเรียกว่าแม่โพสพ ซึ่งเท่ากับเจ้าแม่ข้าวได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าวและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ เพราะข้าวในสมัยดั้งเดิมเป็นสิ่งแสดงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่ได้จากดินและน้ำ

แม่โพสพ” เป็นคำกลายจาก “พระไพศพ” มาจากคำภาษาสันสกฤตว่าไพศฺรพณะ (ไวศฺรวณะ) ตรงกับคำภาษาบาลีว่าเวสฺสวณฺ แต่ในไทยเรียก 2 ชื่อ คือ ท้าวเวสสุวรรณ กับ ท้าวกุเวร

พระไพศพ” ต่อมาถูกเรียกว่า “แม่โพสพ”

แม่โพสพ คือแม่ข้าวที่ได้รับยกย่องเป็นเทวีข้าว มีความหมายโดยรวมว่าหญิงเป็นใหญ่มีอำนาจทั้งน้ำและดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง ต่อมาถูกเรียกแม่ศรีตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ฮินดู แล้วอยู่ในความเชื่อและความทรงจำสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน ส่วนแม่ข้าวถูกลืมจนไม่มีใครรู้จักอีกแล้ว [แม่โพสพ ลายเส้นจากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของ เสฐียรโกเศศ ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 3 เล่ม 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 76-84]


แม่ศรี เป็นเทวีข้าวมีอํานาจทั้งน้และดิน สามารถบันดาลความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาข้าวปลาอาหารและโชคลาภทั้งปวง มักพบในรัฐใกล้ทะเลที่มีการค้าเดินสมุทรกับดินแดนโพ้นทะเล ได้แก่ ชวา (อินโดนีเซีย), กัมพูชา, ไทย ฯลฯ แต่ไม่พบบริเวณลุ่มน้โขงตอนบน เช่น อีสาน, ลาว เป็นต้น

นาม “แม่ศรี” น่าจะรับจาก “พระศรี” อีกพระนามหนึ่งของพระลักษมี ผู้ทรงเป็นชายาพระวิษณุ (พระนารายณ์) และเป็นที่รู้จักกันในอานุภาพของพระศรีว่าทรงเป็นผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภทั้งปวง ซึ่งมีความหมายที่รับรู้กันทุกรัฐว่า “เทวีข้าว”

ในวัฒนธรรมชวา (อินโดนีเซีย) แม่ศรีถูกเรียกว่า “เทวีศรี” (Dewi Sri) เป็นเทวีข้าวและความอุดมสมบูรณ์กับโชคลาภทั้งปวง พบหลักฐานเก่าสุดเป็นประติมากรรมรูปเทพนารีทรงถือรวงข้าว ฝีมือช่างแบบชวาภาคตะวันออก อายุราว พ.. 1600-1800

(ภาพบน) เทวีศรีถือรวงข้าว ประติมากรรมฝีมือช่างชวาภาคตะวันออก อายุราว พ.. 1600-1800 [ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่Tropen Museum ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ภาพจาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Dewi_Sri#/media/File:COLLECTIE_TROPENMUSEUM_Beeld_van_Dewi_Sri_de_rijstgo-din_TMnr_60016918.jpg)]