“ปีกระต่ายที่กำลังผ่านพ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในทุกด้าน ตามหลักการชี้นำของการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรค ครั้งที่ 20
จีนเผชิญกับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนยิ่ง อีกทั้งพันธกิจที่หนักในการปฏิรูป การพัฒนา และการรักษาเสถียรภาพ เราผนึกรวมความแข็งแกร่ง คำนึงถึงความจำเป็นทั้งในและระหว่างประเทศ เอาชนะความยากลำบากและความท้าทาย สร้างความก้าวหน้าอย่างมั่นคงในการเดินทางครั้งใหม่ ทำให้จีนเป็นประเทศสมัยใหม่ในทุกด้าน”
คือคำอวยพรจาก สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ปีมะโรง 2567 ในงานเลี้ยง ณ อาคารมหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ย้อนไปในเทศกาลปีใหม่สากล ประธานสี เอื้อนเอ่ยสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับ ค.ศ.2024 ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภานิติบัญญัติของไต้หวัน ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 13 มกราคม ใจความสำคัญว่า ‘การรวมชาติของแผ่นดินมาตุภูมิเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามประวัติศาสตร์’ พูดง่ายๆ คือ การผนวกจีน-ไต้หวันคือสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยง
ตัดภาพไปที่ ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน ส่งสารตรุษจีนในโค้งสุดท้ายก่อนก้าวลงจากตำแหน่งในวันที่ 20 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยมีรองประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ผู้คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งจะสาบานตน หลังสร้างประวัติศาสตร์นำพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) คว้าชัย 3 สมัยซ้อน โหว โหย่วอี๋
ผู้สมัครจากพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้
เนื้อหาของสารเป็นการขอบคุณ ‘ประชาคมโลก’ สำหรับการสนับสนุนไต้หวัน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไต้หวันรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อยืนหยัดมั่นคงโดยเชื่อมั่นในความสามัคคี
“ถึงเพื่อนของเราทั่วโลก ขอขอบคุณที่สนับสนุนไต้หวันมาอย่างต่อเนื่อง ในการก้าวไปข้างหน้า ไต้หวันจะทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เป็นประชาธิปไตยของเราต่อไปเพื่อธำรงไว้ ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพ” ผู้นำไต้หวันกล่าว
ท่ามกลางบรรยากาศและสถานการณ์ซับซ้อน นัดหมายขอเข้าพบ รศ.ดร.จักรี ไชยพินิจ หนึ่งในเจ้าของผลงานเข้มข้นขายดีโดยสำนักพิมพ์มติชน ‘สมรภูมิพลิกอำนาจโลก’ ซึ่งเขียนร่วมกับนักวิชาการชื่อดังอย่าง รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
เช็กอินในร่มเงาตึกคณะรัฐศาสตร์ รั้วพ่อขุน ซึ่งอยู่ในบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง คณะกรรมการองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง (อ.ศ.ม.ร.) ที่เป็นไปอย่างคึกคัก
พูดคุย คาดการณ์ ทำนายอนาคตภายใต้ข้อเท็จจริงทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ระหว่างจีนและไต้หวัน ในอีกห้วงเวลาสำคัญที่ รศ.ดร.จักรี วิเคราะห์ว่า
“สถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบัน เราเห็นการจัดแถวระหว่างประเทศ (International alignment) ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ”
พรุ่งนี้ในศักราชใหม่หลังตรุษจีนปีมังกร อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อ ไล่ ชิงเต๋อ ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันคนใหม่
โลกจะเดินไปทางไหน ไทยควรมีจุดยืนอย่างไร ?
•จากวาทะ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงของจีนในช่วงปีใหม่ จนมาถึงตรุษจีนหลังพรรค DPP คว้าชัย มองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้อย่างไร?
ผมแบ่งเป็น 2 ส่วนก็แล้วกันนะครับ ถ้าเราดูในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ทั้งฝ่ายไต้หวันและจีนเอง มีท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจนมากๆ ในกรณีไต้หวันชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่เอาสิ่งที่เรียกว่า หลักการจีนเดียว เพราะประเด็นหลักของไต้หวันที่ผ่านมาคือการเดินเรื่องราวของนโยบายในประเด็นเรื่องชาตินิยม การผลักดันอะไรก็ตามด้วยชาตินิยม โดยหลักการโดยภาพรวมแล้ว ไต้หวันก็จะต่อต้านจีนเดียว
ในทางตรงกันข้าม สี จิ้นผิงก็ยืนหยัดตลอดเวลาว่า ต้องเคารพในหลักการที่เรียกว่า One China principle เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่จะทำให้ขัดกับหลักการนี้ จีนย่อมถือว่าสิ่งนั้นเป็นภัยคุกคามแน่นอน
ประเด็นนี้ ถ้าเราลองย้อนไปดู ตั้งแต่ ค.ศ.1971 ที่เสียงโหวตในเวทียูเอ็นยุติว่า ต่อไปนี้จะยอมรับหลักการจีนเดียวโดยให้จีนแผ่นดินใหญ่มีที่นั่งในยูเอ็น นี่คือจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นเราจะเห็นสุนทรพจน์ของผู้นำจีนในแต่ละยุคสมัยยืนยันว่าไต้หวัน คือมณฑลหนึ่งของจีน ดังนั้น ถ้าเราดูบทบาทของชาติมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือชาติอื่นๆ ก็ตามที่จะมาสนับสนุนให้ไต้หวันได้รับเอกราช ย่อมถือว่าปฏิปักษ์กับจีนอย่างแน่นอน อันนี้เป็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
ทีนี้ ถ้าเราดูในช่วงหลังการเลือกตั้ง มันก็มีประเด็นที่น่าสนใจอีกพอสมควรตรงที่ว่าสมมุติเราดูการเลือกตั้งไต้หวันในรอบนี้ โดยปกติฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ เสียงจะไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือ ประชาชนมีแนวโน้มที่จะเลือก DPP (พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า Democrat Progressive Party) ซึ่งไม่เอาจีนเดียว
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มีความน่าสนใจตรงที่ว่า เสียงมันแตกในกรณีของสภานิติบัญญัติ คือ ส่วนของฝ่ายบริหารคงไม่มีปัญหา กล่าวคือ DPP ได้รับเสียงมากที่สุด แต่ในสภานิติบัญญัติ พรรคก๊กมินตั๋งซึ่งสนับสนุนหลักการจีนเดียว ได้ที่นั่งมากที่สุด ที่นั่งของ DPP ลดลง ตรงนี้สะท้อนอะไรบางอย่างได้ว่า คนไต้หวันเองอาจมีความต้องการหรือความกังวลที่เปลี่ยนแปลงไปก็ได้ในกรณีของจุดยืนที่มีต่อจีน
•การที่จีนประกาศพร้อมใช้กำลังทหาร เข้าข่ายที่มนุษยชาติน่ากังวลหรือไม่?
นี่คือสิ่งที่จีนมีความชัดเจนมาตลอด ถ้าเราดูภูมิรัฐศาสตร์ของจีน ที่เราเรียกว่าจีนแผ่นดินใหญ่ ประกอบด้วยชนกลุ่มต่างๆ มากมาย คำถามคือ ถ้ารัฐบาลกลางที่ปักกิ่งไม่มีความเด็ดขาด เช่น ให้มณฑลใดมณฑลหนึ่งเป็นอิสระออกไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ มณฑลอื่นอาจจะตามไปด้วย
ผมเคยพูดคุยกับท่านอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน เราน่าจะจำเหตุการณ์เทียน อัน เหมินได้ มีรถถังเหยียบประชาชน เหยียบนักศึกษา จริงๆ แล้ว ผมเชื่อลึกๆ ว่า ไม่มีผู้นำคนไหนอยากจะทำแบบนั้น แต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นปุ๊บ อาจจะกลายเป็นเหตุให้มณฑลอื่นกระจัดกระจาย
หากมองในฝั่งผู้นำเอง การใช้กำลังทหาร อาจเป็นวิธีการในการยุติปัญหาอื่นที่จะตามมาได้ ฉะนั้นการที่จีนบางทีก็ซ้อมรบ บางทีก็ขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร จริงๆ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จีนอาจจะเอามาใช้ แต่ก็ต้องบอกว่า คงใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น เพราะอย่างน้อยที่สุดในฐานะที่ไต้หวันซึ่งจีนก็เรียกว่าเป็นมณฑล คงไม่มีรัฐบาลไหนอยากทำร้ายประชาชนของตัวเองอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงพิจารณาสถานการณ์รอบบ้าน สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันว่าจะพัฒนาไปอย่างไรด้วย

•มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ชาวไต้หวันส่วนใหญ่ ไม่ได้ต้องการให้มีการประกาศเอกราชจากจีนอย่างเป็นทางการ แต่อยากให้เป็นเอกราชในทาง ‘ปฏิบัติ’ ต่างหาก?
ประเด็นนี้สำคัญมาก ถ้ามองการเมืองไต้หวันในภาพรวมจะเข้าใจได้ไม่ยาก ว่าไต้หวันอยากเป็นเอกราช อยากเป็นพื้นที่หนึ่ง ที่ไม่ใช่จังหวัดหนึ่งของจีน แต่มันมีการศึกษาของเซ็กเตอร์หนึ่ง ซึ่งทำการศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อของไต้หวันเองโดยสำรวจข้อมูลในแต่ละช่วงปีที่ผ่านมา พบตัวเลขที่น่าสนใจมาก ว่าการจะรวมหรือไม่รวมกับจีน มีความเสียงแตก ในรายละเอียดคือ คนประมาณ 1 ใน 4 เชื่อว่า ณ ตอนนี้อยากให้คงสถานะอย่างนี้ หมายความว่า มีความเป็นจังหวัดหนึ่งของจีนไปก่อน แต่เดี๋ยวในอนาคตค่อยมาพูดกัน ว่าจะแยกหรือไม่แยก คล้ายๆ กรณีสกอตแลนด์ หรือคาตาลุญญาในยุคสมัยหนึ่ง
อีก 1 ใน 4 บอกว่า ก็รักษาสถานะแบบนี้แหละ คือเป็นจังหวัดหนึ่งของจีน และจะไม่เปลี่ยนแปลงด้วย อนาคตก็เช่นกัน
อีก 1 ใน 4 บอกว่า ก็ให้เป็นแบบนี้แหละ แต่อนาคตแยกแน่นอน ในขณะที่ส่วนเล็กๆ อีก 6 เปอร์เซ็นต์ บอกว่า อยากรวมกับจีนเลย
ตัวเลขตรงนี้สะท้อนว่าทัศนคติของคนไต้หวันที่มีต่อความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะแยกตัวเป็นเอกราชมีความไม่ชัดเจน
เมื่อไม่ชัด สิ่งที่จะเกิดขึ้น ตีความได้หลายแบบ แปลว่า ส่วนหนึ่งไม่อยากทำสงครามกับจีน เพราะเปรียบเทียบโดยกองกำลังแล้ว ก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อีกส่วนหนึ่งอาจจะมองว่า ประเด็นหลักตอนนี้น่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของปากท้อง เพราะที่ผ่านมา จีนเอง มีการทำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า Cross-Strait ในการลดภาษีบางอย่าง ให้ความช่วยเหลือและสิทธิพิเศษกับไต้หวันด้วย
ดังนั้น ในแง่นี้ อาจมองว่าคนไต้หวันเอง ณ ตอนนี้ ประด็นเรื่องแยกตัวเป็นเอกสารอาจไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เศรษฐกิจ และการหลีกเลี่ยงสงคราม น่าจะเป็นประเด็นที่มาก่อน การเลือกตั้งรอบล่าสุด สะท้อนความต้องการอะไรบางอย่างได้ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งของสภานิติบัญญัติ
•นอกจากคนใน อย่าง จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ฯลฯ ที่มีประเด็นโดยตรงต่อกัน คนข้างบ้าน-คนนอก ยังเสียงแตกว่าจะเชียร์ฝ่ายไหน?
มันจะมีอยู่คำหนึ่ง ผมชอบพูดถึงคำนี้เวลาไปบรรยายข้างนอก เช่นที่ วปอ. (วิทยาลัยป้องกันอาณาจักร) หรือที่หลักสูตรข่าวกรองทางยุทธศาสตร์ คือคำว่า International alignment ผมแปลว่า การจัดแถวระหว่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากในสถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบัน คือเราเห็นการจัดแถวที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละภูมิภาคของโลก
ช่องแคบไต้หวันเป็นอีก 1 ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่จะมาทดสอบว่าการจัดแถวจะเป็นอย่างไร หลักการง่ายๆ เลย สมมุติว่าเราเข้าไปในโรงอาหาร กำลังต้องตัดสินใจว่าจะทานร้านไหน ก็จะเดินไปต่อแถวร้านนั้น ผมว่าประเด็นในปัจจุบัน ประชาคมโลกจะเป็นอย่างนั้น พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราสนับสนุนไต้หวัน เราก็เลือกไต้หวัน ก็ต้องต่อต้านจีนให้เขา
แต่ถ้าเราเลือกที่จะรับหลักการจีนเดียว ก็ยกมือให้จีน ไม่ต้องสนับสนุนไต้หวัน
อเมริกาก็มีความชัดเจนในส่วนของไต้หวัน แต่ผมอยากให้สังเกตประเด็นเดียวเล็กๆ คือ ในทางพฤตินัย มันเหมือนกับว่า สหรัฐ อังกฤษ หรือแม้แต่สหภาพยุโรป เชียร์ไต้หวันให้เป็นเอกราช อันนี้ผมใช้คำว่า ในทางพฤตินัย แต่ (เน้นเสียง) ในทางนิตินัย ในยูเอ็น ทุกประเทศที่เอ่ยมาเมื่อสักครู่ก็ยังยอมรับหลักการจีนเดียว วันนี้จีนยังมีที่นั่งอยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงประเภทถาวรเลย
จีนมีสมาชิกภาพโดยสมบูรณ์โดยที่ไต้หวันไม่มี นั่นหมายความว่า แม้กระทั่งตัวประชาคมระหว่างประเทศเอง ก็แยกสิ่งที่เป็นพฤตินัยกับนิตินัยออกจากกันด้วย

•แล้วคำที่ถูกใช้บ่อยอย่าง ‘ความชอบธรรม’?
ผมแบ่งเป็น 2 มิติก็แล้วกัน ในมิติของระหว่างประเทศ คำนี้สำคัญมาก เราจะมีสถานะ หรือไม่มีสถานะในเวทีโลก มันอยู่ที่ว่า ประเทศอื่น recognition (ยอมรับ) เราอย่างไร ซึ่งตรงนี้จีนได้เปรียบ เพราะในเวทียูเอ็น จีน ได้รับการ recognition ในส่วนนี้ แต่อีกระดับหนึ่งในมุมกลับ ก็น่าเห็นใจ เพราะถ้าพิจารณาสุนทรพจน์สั้นๆ ของประธานาธิบดีไต้หวันคนใหม่ สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความตั้งใจในการยกขึ้นมาเป็นประเด็นแรกของสุนทรพจน์คือ ตอนนี้การเลือกตั้งจบแล้ว บทสรุปของการเลือกตั้งคือ เขาใช้คำว่า New chapter เป็นบทใหม่ของ Democracy Commitment เราจะอยู่ในวิถีทางประชาธิปไตย หลังจากนั้นก็ชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มันเป็นการที่คนไต้หวันบอกกับประชาคมโลกว่า การกำหนดชะตากรรมของคนไต้หวัน เป็นของคนไต้หวันเอง
พูดง่ายๆก็คือ การที่คนไต้หวันเดินออกไปกากบาทในคูหา แล้วผลออกมา ฝ่ายบริหารเลือก DPP คือความชอบธรรมของคนไต้หวันในการที่จะเลือกพรรคนี้ให้มาบริหารประเทศ นี่คือเมสเสจที่ชัดมาก
ประธานาธิดีท่านใหม่ยังบอกอีกว่า สำหรับประชาคมโลกเอง ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ผลการเลือกตั้งนี้คือการ แอดเดรสว่าเป็นความชอบธรรมในการที่ไต้หวันจะเลือกวิถีทางแบบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ใช้คำแรงถึงขนาดว่าจะต่อต้านแรงกดดันจากภายนอกที่พยายามเข้ามามีอิทธิพลหรือการแทรกแซงการเลือกตั้งครั้งนี้
นี่คือมุมมองของผู้นำท่านใหม่ในแง่ความชอบธรรม เพราะฉะนั้น ชุดของความชอบธรรม ถ้าเรามองในเวทีโลกอาจเป็นแบบหนึ่ง ถ้ามองในไต้หวันเองอาจเป็นแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วเรื่องการยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศในยูเอ็นก็สำคัญ

•จุดยืนของไทยในปัจจุบันและพรุ่งนี้ หลังการลงนามยอมรับ ‘จีนเดียว’ มาตั้งแต่ยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518?
ผมคิดว่าความสำคัญมันอยู่ที่กลับไปสู่ประเด็นพฤตินัยกับนิตินัย ในเชิงพฤตินัย ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก็มีแนวโน้มสนับสนุนบทบาทของไต้หวันในการเรียกร้องเอกราชอยู่แล้ว แต่ในทางนิตินัย คงลำบากในเชิงการทูต สมมุติเรานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้วไปประชุมในยูเอ็น ในไอเอ็มเอฟ ในองค์การการค้าโลก
ในเมื่อจีนมีที่นั่งอยู่ตรงกลางในการเป็น Formal diplomacy (การทูตอย่างเป็นทางการ) เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การรักษาความสัมพันธ์กับจีนในฐานะบทบาททางนิตินัยมีความสำคัญมาก แต่ในบางทีก็เปิดโอกาสให้ไต้หวัน หรือแม้กระทั่งฮ่องกงมีเวที โดยใช้คำว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น กรณีเอเปค ฉะนั้นผมคิดว่า ในภาพของการเมืองไทย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยน่าจะสอดคล้องกับสิ่งที่ดำเนินไปในไต้หวันเอง ในทางการเมือง เราอาจเอนเอียงไปทางจีน แต่ในด้านเศรษฐกิจ เราก็เปิดโอกาสที่จะมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นกับไต้หวัน ซึ่งผมคิดว่าเราจะดำเนินภาพของความสัมพันธ์นี้ไปได้สักระยะหนึ่ง จวบจนกระทั่งมันถึงจุดที่มาบีบอะไรบางอย่างให้เราต้องเลือกต้องตัดสินใจ ไม่ช้าก็เร็ว
ระหว่างที่ต้องตัดสินใจ ว่าเราจะยกมือให้ทางไหน ซึ่งอันนั้นคงเป็นเรื่องของอนาคต ต้องมาประเมินบริบทและสถานการณ์หน้างานอีกที

