หน้าแรก ประชาชื่น อโยธยา (ก่อน)...

อโยธยา (ก่อน) ยศยิ่งฟ้า เก่ากว่าสุโขทัย เชื่อ ต้องอ่าน ไม่เชื่อ ยิ่งต้องอ่าน

18.02.24 | 12:31 น.
‘Sujit’s Talk : ไทยๆ เริ่มในอโยธยา (คนไทย, ภาษาไทย, อักษรไทย)’ จัดหนักหลากประเด็นในเทศกาล ‘อ่านเต็มอิ่ม’

อโยธยา (ก่อน) ยศยิ่งฟ้า เก่ากว่าสุโขทัย
เชื่อ ต้องอ่าน ไม่เชื่อ ยิ่งต้องอ่าน

จบแล้วหมาดๆ วานนี้ สำหรับ Knowledge Book Fair 2024 เทศกาล อ่านเต็มอิ่ม จัดหนัก 3 วันเต็ม ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ โดยสำนักพิมพ์มติชน และเครือข่ายพันธมิตร

แน่น เข้ม ปึ้ก จึ้ง! ทุกเวที

หลายรส หลากอารมณ์ ขับ บ่ม เน้น เฟ้นมาแล้วทุกโปรแกรม

Advertisement

ประเดิมเจิมเวทีแรกด้วย สุจิตต์ วงษ์เทศ กับ Sujit’s Talk : ไทยๆ เริ่มในอโยธยา (คนไทย, ภาษาไทย, อักษรไทย) ในฐานะผู้เขียนคำนำเสนอเล่มฮิตสุดฉุดไม่อยู่ อโยธยา ก่อนสุโขทัย ที่มียอดพรีออเดอร์พุ่งเฉียดพันตั้งแต่ยังไม่ทันวางจำหน่าย

เช่นเดียวกับเวทีนี้ที่มีผู้แห่ลงทะเบียนจนเต็มพื้นที่ แฟนานุแฟนหน้าคุ้นจองแถวหน้าติดขอบเวที อาทิ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์, ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ และอีกมากมาย

ความสงสัยที่ไม่มีใครกล้าพูดดังๆ สุโขทัย (ไม่ใช่) ราชธานีแห่งแรก!

สุจิตต์ เริ่มต้นแบบ 101 ด้วยการทบทวนพื้นฐานความคิดความเชื่อในสังคมไทยซึ่งที่ผ่านมาบังคับให้เชื่อตามกันมาว่า อะไรไทยๆ ต้องเริ่มที่สุโขทัย ซึ่งเป็นการบีบบังคับจากประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องเริ่มต้นที่สุโขทัย แม้แต่ขนมครก จะเริ่มต้นที่อื่นไม่ได้

ใครคิดต่าง หรือตั้งข้อสงสัยจะถูกเหยียดหยาม ถูกด่าทออย่างรุนแรง ที่สำคัญคือ โดนยัดข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกตีตราและขังลืมจากสังคม ดังเช่นที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ต้องเผชิญ ถามว่ามีคนเคยคิดเห็นแย้งหรือไม่ คำตอบคือ มี แต่ไม่กล้า จึงต้องทำนิ่งเฉย หรือพูดคุยกันเองในกลุ่มคนสนิท

“ปัญหาเกิด เพราะมีคนท้าทาย ตั้งคำถามว่า จริงหรือ ที่สุโขทัยคือราชธานีแห่งแรกตามประวัติศาสตร์กระแสหลัก เมื่อ พ.ศ.2507 หรือราว 60 ปีก่อน คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร จัดสัมมนาหัวข้อ บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร ตอนนั้นผมเรียนปี 1 ถูกเกณฑ์ไปฟังที่ท้องพระโรง วังท่าพระ เหตุที่เกิดความสงสัยในครั้งนั้น เพราะเกิดนักโบราณคดีไทย ร่วมกับนักโบราณคดีเดนมาร์ก ขุดค้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พบโครงกระดูกมนุษย์อายุราว 3,000 ปี คนสงสัยกันว่า เขาคือใคร ไหนว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต” สุจิตต์ย้อนเล่า

รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล
เจ้าของผลงานต้นฉบับ ‘อโยธยาก่อนสุโขทัย’

ความเป็นไทยเริ่มใน‘อโยธยา เมืองเก่า’สู่‘อยุธยา’เมืองใหม่

จากนั้น สุจิตต์ยังย้ำว่า ตัวเองไม่ใช่นักวิชาการ ไม่เคยรับราชการ แต่ทำงานเป็นสื่อ เป็น Journalist มาตลอด พบว่าความสงสัยนี้สืบเนื่องมานาน แต่ไม่มีใครกล้าพูดดัง เพราะเมื่อกาลเวลาผ่านไป ไม่มีหลักฐานสนับสนุนประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก ต่อมา ราวปี 2527 คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ฯ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ขอไปน่านเจ้าเพื่อพิสูจน์ว่าคนไทยอยู่ตรงไหนจีนก็เปิดให้เข้าไปทางยูนนาน โดยเชิญตนไปในฐานะเจอนัลลิสต์ (สื่อมวลชน) ร่วมคณะไปคุนหมิง ตนเชื่อว่าขณะนั้น จีนก็ไม่พอใจว่า ประวัติศาสตร์ไทยบอกจีนไล่คนไทยลงมาเพราะไม่มีหลักฐาน

“ศาสตราจารย์ศรีศักรเขียนอธิบายไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2514 ว่าคนไทยไม่เกี่ยวกับอัลไต น่านเจ้า สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรก แต่โดยทั่วไปไม่มีใครเอาด้วย เพราะอยากให้คนไทยมาจากอัลไต จึงไม่เลิกแนวคิดนี้

แท้จริงแล้ว ความเป็นไทย เริ่มในอโยธยา ไม่ใช่สุโขทัย ศ.ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ เชื่อจารึกหลัก 1 สร้างโดยรัชกาลที่ 4 ระบบคิดเรื่องราชธานี ยังไม่มี แต่เป็นเมืองใครเมืองมัน บ้านใครบ้านมัน โดยเกี่ยวดองกันตามระบบเครือญาติ เครือข่ายการค้า

กฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ซึ่งแปลว่า เบ็ดเตล็ด มีขึ้นตั้งแต่ 115 ปีก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา ก่อนมีสุโขทัย เนื้อหาในกฎหมายก็สะท้อนสังคมที่มีพัฒนาการก้าวหน้ามาก พ้นจากความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมานานแล้ว โดยในส่วนท้าย ระบุศักราชที่ตรงกับ พ.ศ.1778 กล่าวถึงความเชื่อเรื่องผี ว่าทำผิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ต้องเสียผี” สุจิตต์อธิบายว่าทำไมจึงเชื่อว่าอโยธยามีจริง มาก่อนอยุธยายศยิ่งฟ้าที่ไม่มีทางลอยลงมาจากสรวงสวรรค์โดยไม่มีพัฒนาการของรัฐก่อนหน้า

ถ้ามีอโยธยาก่อนสุโขทัย ต้องรื้อประวัติศาสตร์ใหม่ทั้งยวง

เจอนัลลิสต์ท่านนี้ยังเผยว่า ที่ผ่านมาอโยธยาถูกใส่ร้าย โดยหลักการ นักโบราณคดีเชื่อว่ามีอโยธยา แต่ค้านว่า เป็นเพียงเมืองทางศาสนา ไม่มีอำนาจทางการเมือง ตนยังงงว่าหมายถึงอะไร ขณะที่ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล อดีตคณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ไม่ได้ทรงค้านในแง่การมีอยู่ของอโยธยา แต่ทรงค้านในแง่ประวัติศาสตร์ศิลปะเท่านั้น

“ถ้ามีอโยธยาก่อนสุโขทัย ต้องรื้อประวัติศาสตร์ใหม่หมด ประวัติศาสตร์กระแสหลักก็พยายามทำให้อโยธยาหายไป บ้างก็ไม่อ่านหนังสือ ไม่ค้นคว้า แล้วมาบอกว่า ไม่มี ทั้งที่เขารู้กันเป็นร้อยปีแล้ว รัชกาลที่ 5 ทรงเปิดข้อมูลเรื่องอโยธยาตั้งแต่ 117 ปีที่แล้ว ปรากฏในพระราชดำรัสเปิดโบราณคดีสโมสร ว่าอโยธยาเป็นเมืองเก่าของอยุธยา ผู้ที่นำมาพูดต่อคือกลุ่มอาจารย์มานิต วัลลิโภดม, ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม โดยนำเสนอในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์

(จากซ้าย) ดร.อภิชาติ ประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน), ศ.ดร. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ล่าสุด รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง ต่อยอดจากศาสตราจารย์ศรีศักร ศึกษาค้นคว้า เขียนต้นฉบับออริจินัลของตัวเอง ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนเป็นพ็อคเก็ตบุ๊กชื่อ อโยธยาก่อนสุโขทัย” สุจิตต์กล่าว ขณะที่เจ้าของผลงานนั่งฟังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในแถวแรกหน้าเวที รอแจกลายเซ็นแฟนานุแฟน

‘ชาติพันธุ์’คือกระแสหลัก ไทย คือชื่อสมมุติ เชื้อชาติไหน 100% ไม่เคยมีจริง

จากนั้น สุจิตต์ ชวนให้ผู้เข้าฟังร่วมเปิดแผนที่โซเมีย ที่ทีมงานสำนักพิมพ์มติชนแจกล่วงหน้า โดยกล่าวว่า ตนได้มาจาก ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ขอให้สังเกตสีแดงใจกลางแผนที่ นั่นคือ โซเมีย (Zomia) บริเวณที่สูงอันกว้างใหญ่แห่งเอเชีย ประกอบด้วยทิวเขาสลับกับที่ราบลุ่มน้ำหลายขนาดตั้งแต่จีนตอนใต้ลงไปครอบคลุมถึงไทย

“อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนบอกว่า ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์คือประวัติศาสตร์กระแสรอง ทั้งที่มันคือกระแสหลัก แต่ไทยไม่สนใจ ทั้งที่เชื้อชาติไทย 100% ไม่มีจริง แต่กลับดูถูกชาติพันธุ์อื่นที่เป็นกระแสหลักตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์

ไทยคือชื่อสมมุติที่เคลื่อนไหวไปๆ มาๆ ทุกเส้นทาง ไม่ใช่ทิศทางเดียวแต่ประวัติศาสตร์ไทยชอบบอกว่าเคลื่อนจากเหนือลงใต้ ซึ่งไม่จริง เมื่อเคลื่อนไหวไปแล้วมีแนวโน้มลงมาทางอ่าวไทย ลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยการค้าทางทะเล” สุจิตต์เล่า ก่อนสะกิดนักวิชาการบางส่วน ขออย่าหลงทางว่า เสียน หรือ สยาม มีแต่ในเอกสารจีน เพราะมีมากกว่านั้น

สำหรับภาพรวมกลุ่มที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได เคลื่อนไหวในขอบเขตโซเมียจากแยงซีถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเคลื่อนไหวเมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว ราว พ.ศ.1 พิจารณาจากการกระจายของเครื่องมือสำริดและพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่ 2 ซึ่งไม่ใช่ประเพณีพื้นเมืองของ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่มาจากโซเมียตอนบน

‘ออริจินัลแน่แท้’รุ่งโรจน์ค้นลึก 13 ปี ไม่ต้องลอกใคร

ในตอนท้าย สุจิตต์ ย้อนเล่าถึงการค้นคว้าเรื่องราวของอโยธยา และการพูดคุยในประเด็นดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่หลายสิบปีก่อน กระทั่งต่อมา รศ.ดร.รุ่งโรจน์ค้นคว้าและลงมือเขียนอย่างจริงจัง เกิดเป็นต้นฉบับออริจินัล ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนโดยมีเสียงตอบรับล้นหลาม

“เมื่อครั้งที่ผมไปสหรัฐอเมริกา แต่งงานกับศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ผมพบศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นไปเรียนปริญญาเอกอยู่ กำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่องอยุธยา

ตกเย็น อาจารย์ชาญวิทย์หิ้วเบียร์มา ส่วนผมเตรียมไว้แล้วในตู้เย็น นั่งคุยกันเรื่องพระเจ้าอู่ทอง กับอโยธยา เดินลุยหิมะดิสคัสกันประจำ” สุจิตต์ย้อนคืนวันเมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านพ้น ขณะที่ผู้ถูกพาดพิงนั่งฟังอย่างสงบนิ่งใต้หน้ากากอนามัย

สุจิตต์เล่าต่อไปว่า หลายสิบปีต่อมา ในปี 2554 หรือ 13 ปีก่อน คราวน้ำท่วมกรุงเทพฯครั้งใหญ่ รศ.ดร.รุ่งโรจน์มาคุยกับตนอีกครั้ง โดยมีการสำรวจ ศึกษาต่อยอดจากอาจารย์มานิต วัลลิโภดม และศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

“งานของอาจารย์รุ่งโรจน์เป็นออริจินัลแน่นอน” สุจิตต์ทิ้งท้ายสั้นๆ จุกๆ ไม่พูดเยอะ เจ็บคอ

ขอให้อ่านเต็มๆ ในเล่ม อโยธยาก่อนสุโขทัย ที่ต่อยอดแนวคิดจากนักปราชญ์ ครูบาอาจารย์ยุคก่อนหน้า สู่ผลงาน ต้นฉบับ ไม่ลอกใครแม้แต่ไอเดีย

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร