DNA “ร้อยพ่อพันแม่”
บอกไม่ได้ ใครคือคนไทย?
“โลงผีแมน ข้อมูลใหม่ สู่การถอดรหัส สืบรากมนุษย์ยุคโบราณ 1,700 ปี การบูรณาการศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์” งานแถลงข่าวโดย ศ. ดร. ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร), ศ. ดร. รัศมี ชูทรงเดช (คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร), และ รศ. ดร. วิภู กุตะนันท์ (นักพันธุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร) ท้องพระโรง หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
(จากซ้าย) ดร. ชิษณุพงศ์ ศิริโชตินิศากร ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ศ. ดร.รัศมี ชูทรงเดช, รศ. ดร. วิภู กุตะนันท์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้ศึกษาดีเอ็นเอในกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย และ ศ. ดร. ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ในงานแถลงข่าว “โลงผีแมน ข้อมูลใหม่ สู่การถอดรหัส สืบรากมนุษย์ยุคโบราณ 1,700 ปี การบูรณาการศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์” ที่ท้องพระโรง หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567
ข่าวแถลง “โลงผีแมน”
รายงานสรุปโดย ภานุพงศ์ ศานติวัตร
ศ. ดร. รัศมี ชูทรงเดช เมื่อประมาณ 1,800 ปีมาแล้ว พบคนที่พูดภาษามอญ–เขมร เป็นประชากรดั้งเดิมในดินแดนไทย แสดงว่ามีความหลากหลายของกลุ่มประชากร อาจเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ และในช่วง 1,700-1,800 ปี มีชุดประชากรอีกชุดหนึ่ง และเป็นคำถามใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน
เราเห็นเส้นทางของการเคลื่อนย้ายผู้คนในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ และก่อนพัฒนาเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ ตรงนี้มีการเคลื่อนของกลุ่มคนทางตะวันตก คือ ลุ่มน้ำสาละวิน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มเดียวแต่เป็นหลายกลุ่ม และเส้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น บ้านเชียง เนินอุโลก ทำให้เราขยายพรมแดนความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ไทย ที่แต่เดิมมักจะมองแต่คนไทย ตอนนี้เรารู้ว่ามีคนก่อนหน้านั้นและการเคลื่อนย้ายกลุ่มคนเป็นเรื่องปกติ เราต้องมองเรื่องการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างเข้าใจ
ถาม—การยึดตัวอักษร/จารึกเป็นการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ แต่การมี DNA ลึกกว่าตัวอักษร จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไทยอย่างไร?
อ. รัศมี พูดถึงปัญหาเรื่องการแบ่งยุคสมัย ว่าควรมีการทบทวน ในกรณีของการจัดแบ่งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ซึ่งมีอายุสมัยคาบเกี่ยวกับสมัยทวารวดี โดยใช้ตัวอักษร การจัดแบ่งยุคโดยใช้อาณาจักรเป็นปัญหาที่สำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีไทย เพราะฉะนั้น เราควรทบทวนความรู้ ระดมความคิด ว่าหลักฐานข้อมูลเรายังจะจัดแบ่งยุคแบบเดิมมั้ย
รศ. ดร. วิภู กุตะนันท์ DNA (ATCG) แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. DNA ที่อยู่บนออโต้โซม (autosome) หรือ DNA ที่ได้รับจากทางพ่อและแม่ 2. DNA ที่ถ่ายทอดผ่านทางเพศใดเพศหนึ่ง
ในการศึกษาครั้งนี้สนใจที่ข้อ 1. คือ DNA ที่อยู่บนออโต้โซม (autosome)
ในโครงการครั้งนี้มีการใช้เทคนิคหนึ่งเพื่อระบุความเป็นญาติกัน กลุ่มตัวอย่างที่สกัด DNA พบว่า ตัวอย่างที่ได้สกัด DNA มีความเป็นเครือญาติกัน เช่น พ่อแม่ลูก ลูกพี่ลูกน้อง ปู่ย่าตายายและหลาน กลุ่มตัวอย่างในแต่ละถ้ำที่ความเกี่ยวเนื่องกัน หมายถึงกระดูกคนโบราณในแต่ละถ้ำมีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติ
เปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์ในปัจจุบัน พบว่า DNA ของคนโบราณปางมะผ้าตรงกับ ละว้า กะเหรี่ยง, ปะด่อง (กะเหรี่ยงคอยาว) และมอญ / อนึ่ง คนโบราณที่ปางมะผ้ามีสีของ DNA ที่ไม่เหมือนกับกลุ่มไหนเลยในปัจจุบัน แสดงว่าในช่วง 1,700 ปีที่ผ่านมา มีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มประชากรและเกิดการผสมผสานเยอะมากจนทำให้ DNA ของประชากรปัจจุบันไม่เหมือนกับประชากรดั้งเดิม
เมื่อเปรียบเทียบกับ DNA คนโบราณจากทั่วเอเชีย พบว่า DNA คนโบราณปางมะผ้าเกิดจากการผสมผสานทางพันธุกรรมของ (1.) คนก่อนสมัยหินใหม่ หรือหัวบินเนียน ผลที่เก่าที่สุดคือ 7,000 ปี จากถ้ำผาลิง สปป.ลาว ตรงกัน 13% (2.) ลุ่มแม่น้ำเหลือง 44% 3. สมัยหินใหม่แถบลุ่มแม่น้ำแยงซี 43% เปรียบเทียบผลจากบ้านเชียง คนก่อนสมัยหินใหม่ หรือหัวบินเนียน (Hoabinhian) 40% และลุ่มแม่น้ำแยงซี 60%
ถาม—การยึดตัวอักษร/จารึกเป็นการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ แต่การมี DNA ลึกกว่าตัวอักษร จะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไทยอย่างไร?
อ. วิภู ตั้งข้อสันนิษฐานในกรณีหากพบว่า DNA ของกลุ่มคนสมัยทวารวดีไม่ใช่กลุ่มคนมอญ แต่เป็นกลุ่มอื่นๆ อาจจะทำให้ต้องทบทวนชุดคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ การจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ต้องได้ผลการศึกษาออกมาก่อน เช่น กลุ่ม ญัฮกุร นักภาษาศาสตร์เชื่อว่าใช้ภาษามอญโบราณ ปัจจุบันกระจายตัวในเพชรบูรณ์ นครราชสีมา ชัยภูมิ ผลการศึกษาจากศึกษา DNA มอญปัจจุบันกับกลุ่มญัฮกุร มีความแตกต่างกัน / กลุ่มญัฮกุรมีความใกล้เคียงกับกลุ่มเขมร
ดีเอ็นเอบอกไม่ได้ ใครเป็นคนไทย?
รายงานโดย ชีวิน เหล่าเขตรกิจ
1. ข้อมูลดีเอ็นเอสามารถตอบคำถามได้ไหม ว่าคนไหนเป็นคนไทย หรือชาติพันธุ์ไท?
ดร. วิภู “การใช้ข้อมูลดีเอ็นเอไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าใครเป็นคนไทย เพราะคนในประเทศไทย (หลังจากเกิดรัฐชาติ) มีความหลากหลายมาก ส่วนการวิเคราะห์ดีเอ็นเอในรายบุคคล เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลระดับประชากรที่มีอยู่ อาจจะคาดเดากลุ่มชาติพันธุ์ได้บางกลุ่ม เช่น ม้ง และเมี่ยน เนื่องจากมีพันธุกรรมที่จำเพาะมาก แต่ถ้าเป็นกลุ่มไท–กะไดอาจจะทำได้ยากมาก เพราะกลุ่มไท–กะไดในปัจจุบันมีการผสมผสานกับประชากรอื่นๆ อย่างมาก”
2. กลุ่มไดในสิบสองปันนา จีนตอนใต้ เป็นใครหรือคนกลุ่มไหน
ดร. วิภู “กลุ่มได (Dai) เป็นกลุ่มไตลื้อหรือไทลื้อ จากสิบสองปันนา ที่ใช้เปรียบเทียบ แต่ในปัจจุบันก็มีข้อมูลดีเอ็นเอกลุ่มอื่นๆ เยอะขึ้น เช่น จ้วง หรือในเวียดนามเองก็มีข้อมูลของไทจากสิบสองจุไทด้วย ซึ่งตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อศึกษาต่อไป”
รัศมี ชูทรงเดช อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะวิจัยโครงการ “การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงใน อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน” นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสื่อมวลชน เดินทางลงพื้นที่เมื่อ พ.ศ. 2557 (เพจเฟซบุ๊ก สกสว.)
โลงผีแมนในถ้ำ อ. ปางมะผ้า จ. แม่ฮ่องสอน (เฟซบุ๊ก Rasmi Shoocongdej)
ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากการแถลงข่าว เรื่อง “โลงผีแมน”
ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
1. ประเด็นที่น่าสนใจคือค่าอายุ 1,700 ปี ที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างจากโลงผีแมนนั้น มี
การผสมผสานของ DNA จากกลุ่มคน 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มหัวบินเนียน (คนพื้นเมืองอุษาคเนย์ในยุคก่อนจะมีโลหะใช้) ซึ่งมีชุด DNA เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลมอญ–เขมร ในปัจจุบัน,
กลุ่มคนยุคเหล็กจากลุ่มน้ำแยงซี ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมี DNA เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท และ
กลุ่มคนยุคเหล็กจากแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห) ทางตอนเหนือของจีน ซึ่งแตกต่างไปจากชุด DNA ที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างในวัฒนธรรมบ้านเชียง และกลุ่มตัวอย่าง DNA ของผู้คนยุคเหล็กในบริเวณนี้ที่มีอายุเก่าแก่ขึ้นไปถึงช่วง 1,800 ปี ทั้ง 2 กลุ่มตัวอย่างหลังนั้น มีชุดของ DNA ของกลุ่มหัวบินเนียน และลุ่มน้ำแยงซี แต่ไม่พบร่องรอยของ DNA ของกลุ่มคนจากลุ่มน้ำเหลือง
แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนจากลุ่มน้ำเหลืองเข้ามาในพื้นที่แถบทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งคงจะเริ่มเมื่อช่วง 1,700 ปีที่แล้ว
2. ถึงแม้ว่า DNA ของกลุ่มตัวอย่างจากวัฒนธรรมโลงผีแมน แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกับพวกลัวะ, กะเหรี่ยงปะดอง และมอญ ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่พวกเดียวกันเสียทีเดียว ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นถึงกลุ่มคนที่หลากหลายที่เข้ามาผสมผสานกับผู้คนในวัฒนธรรมโลงผีแมนอย่างเข้มข้น ตลอดในช่วง 1,700 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นชุดของ DNA ของทั้ง 3 กลุ่มชนดังกล่าวในปัจจุบัน
3. น่าสังเกตว่าช่วง 1,700 ปีที่แล้ว ใกล้เคียงกับช่วงที่เริ่มมีการรับเอาเทคโนโลยีการทำนาทดน้ำจากจีนเข้ามาในอุษาคเนย์ โดยกลุ่มคนในปัจจุบันที่มี DNA เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนในวัฒนธรรมโลงผีแมน และพูดภาษาตระกูลจีน–ทิเบต คือพวกปะดอง หรือกะเหรี่ยงคอยาว
4. 1,700 ปีที่แล้ว ตรงกับช่วงราว พ.ศ. 800-900 เป็นช่วงเวลาก่อนที่จะพบหลักฐานการใช้ตัวอักษรในภูมิภาคอุษาคเนย์ อันเป็นเวลาที่หลักฐานทางฝั่งอินเดียเรียกอุษาคเนย์ภาคผืนแผ่นดินใหญ่ว่า “สุวรรณภูมิ” เช่นเดียวกับที่หลักฐานในโลกตะวันตกเรียกเราในภาษาต่างๆ เช่น “Regio Aurea” ซึ่งต่างก็หมายถึง “แผ่นดินทอง”
ดังนั้น ผู้คนที่อยู่ในวัฒนธรรมโลงผีแมนจึงเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิ และดินแดนที่ถูกเรียกว่าสุวรรณภูมิจึงเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์
5. การวิจัย DNA โบราณในครั้งนี้ เน้นการศึกษา “ออโต้โซม” (autosome คือ โครโมโซมร่างกายส่วนที่กำหนดลักษณะทางพันธุกรรมและลักษณะทางกายภาพต่างๆ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลำดับเครือญาติของเจ้าของกระดูกในโลกผีแมนต่างๆ ที่ถูกนำใช้เป็นตัวอย่างในการศึกษาว่ามีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด
ลักษณะเช่นนี้ชวนให้นึกถึงความเชื่อเรื่องผีบรรพชน และพิธีศพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ปัจจุบันที่มีการฝังศพครั้งที่สอง ด้วยการนำเอากระดูกไปบรรจุรวมกันในกลุ่มเครือญาติ โดยถือเป็นผีประจำตระกูลตนหนึ่งตนเดียวกัน เช่น พวกจาม เป็นต้น
คนไทยเป็นใคร? คำถามเมื่อ 60 ปีที่แล้ว
สุจิตต์ วงษ์เทศ
เมื่อ 60 ปีที่แล้ว อาจารย์กลุ่มหนึ่งของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดกิจกรรมวิชาการสะท้อนคำถามของสังคมไทยขณะนั้นที่มีต่อโครงกระดูกมนุษย์ขุดพบที่บ้านเก่า (กาญจนบุรี) ดังนี้
“จัดสัมมนาทางประวัติศาสตร์โบราณคดีครั้งแรก ในหัวข้อ ‘บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร’ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2507 ได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมาก
โดยบุคคลสำคัญในการริเริ่มคือ อาจารย์ไฮแรม วูดวาร์ด (Hiram Woodward) อาจารย์สอนภาษาอังกฤษในคณะโบราณคดี อาจารย์นิสา เชนะกุล และอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี”
[จาก “หนังสือที่ระลึก 5 รอบ 60 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558 หน้า 26]
สัมมนา “บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร” เมื่อ 60 ปีที่แล้วมีเหตุ ดังนี้
(1.) ประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) ครอบงำชัดเจนว่า “คนไทยแท้ เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดเทือกเขาอัลไต (สมัยนั้นบอกว่าอยู่ในดินแดนจีนตอนเหนือ)
(2.) ต่อมาก่อน พ.ศ. 2507 ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ที่บ้านเก่า (กาญจนบุรี)
(3.) สังคมมีคำถามว่าโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเก่าเมืองกาญจน์ เป็นคนไทยหรือเปล่า?
(4.) ถ้าเป็นคนไทย แล้วที่ว่าคนไทยมาจากอัลไตจะเอายังไง?
(5.) ถ้าไม่เป็นคนไทย แล้วเป็นใคร?
สัมมนาวิชาการครั้งนั้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ไม่มีคำตอบ
คนไทยมาจากคน “ไม่ไทย” ร้อยพ่อพันแม่
ประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) เป็นประวัติศาสตร์ชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ที่บงการสังคมไทยให้เชื่อตามแนวอัลไต–น่านเจ้า แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งไม่เชื่ออย่างนั้น
อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ย้ำว่าคนไทยมาจากชาวสยามลูกผสมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ในบทความและหนังสือวิชาการ ดังนี้
(1.) บทความเรื่อง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย พิมพ์ในหนังสือนภศูล (ฉบับที่ 1) ของชุมชนศึกษาวัฒนธรรม–โบราณคดี สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร (เมื่อ 53 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2514 หน้า 50-67 (2.) หนังสือ สยามประเทศ สำนักพิมพ์มติชน (เมื่อ 33 ปีที่แล้ว) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2534 (3.) หนังสือ ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก (เมื่อ 33 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2534
อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกว่าคนไทยมาจากคนไม่ไทยหลายชาติพันธุ์ ในหนังสือและบทความ ดังนี้ (1.) ความไม่ไทยของคนไทย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก (เมื่อ 8 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2559 (2.) โซเมีย พื้นที่จีนตอนใต้ มีคนหลายชาติพันธุ์ที่จีนเรียกรวมๆว่า “เยว่” (เมื่อ 7 ปีที่แล้ว) พ.ศ. 2560
ดีเอ็นเอ
นักโบราณคดีไทย “ด้อยค่า” งานวิชาการเกี่ยวกับคนไทยมากจากคน “ไม่ไทย” ร้อยพ่อพันแม่ ของ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม และ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์
แต่จากการแถลงข่าวของมหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่องโลงผีแมน (เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567) พบว่ากลุ่มตัวอย่างจากโลงผีแมนมีการผสมผสานดีเอ็นเอของ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิมของภาคพื้นทวีป, กลุ่มคนจากลุ่มน้ำฮวงโห (ในจีน), และกลุ่มคนจากลุ่มน้ำแยงซี (ในจีน) เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์แสดงความรู้ก้าวหน้า ดังนี้
(1.) บริเวณลุ่มน้ำฮวงโห, ลุ่มน้ำแยงซี, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำโขง ฯลฯ เป็นพื้นที่ต่อเนื่องผืนเดียวกัน โดยมีช่องทางธรรมชาติเป็นเส้นทางคมนาคมให้คนไปมาหาสู่กันหลายพันปีมาแล้ว
(2.) คนพื้นเมืองมีการเคลื่อนไหวโยกย้ายจากถิ่นเดิมไปหลายทิศทาง แต่มีเส้นทางหนึ่งจากลุ่มน้ำฮวงโห–แยงซี ลงไปทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้
(3.) วัฒนธรรมลุ่มน้ำฮวงโห แผ่ลงไปพร้อมกับความเคลื่อนไหวของคน ได้แก่ ภาชนะดินเผาสามขา, ภาษา, ความเชื่อ, ปฏิทิน, ปีนักษัตร เป็นต้น
(4.) ดีเอ็นเอ บอกเชื้อชาติไม่ได้ จึงบอกไม่ได้ว่าคนที่เคลื่อนไหวไปมาเหล่านั้นเป็นใคร? เชื้อชาติอะไร?
(5.) ไทย (ที่เรียกคนไทย) เป็นชื่อทางวัฒนธรรมที่มาจากการผสมผสานหลากหลายชาติพันธุ์ ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ถูกทาง–ทำต่อไป
“บรรพบุรุษของไทยเป็นใคร” ถูกยกขึ้นเป็นคำถามสาธารณะเพื่อหาคำอธิบายความเป็นมาของคนไทยพร้อมหลักฐานโบราณคดี โดยอาจารย์กลุ่มหนึ่งของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ 60 ปีที่แล้ว
ชาติพันธุ์เป็นข้อมูลหลักและสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย “ในสยามประเทศ” แต่การศึกษาไทยตัดข้อมูลชาติพันธุ์ทิ้งไป เพราะหลงทางว่ามีคนไทยแท้ (เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์) แต่เอาจริงเข้าแล้วไม่มี
ดังนั้นอย่าเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์เป็น “กระแสรอง” เพราะแท้จริงแล้วชาติพันธุ์เป็นเรื่องหลักตั้งแต่เริ่มแรกสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะไทยมาจากสยามหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่”
“โลงผีแมน” จากข่าวแถลงของมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นความก้าวหน้าของวิชาการทางโบราณคดีที่ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (ดีเอ็นเอ) เพื่ออธิบายในเบื้องต้นต่อคำถามเมื่อ 60 ปีที่แล้วได้ดีอย่างยิ่ง และต้องทำต่อเพื่อหาคำอธิบายให้กว้างขวางออกไปอีกจนกว่าจะ “ปลดล็อก” ประวัติศาสตร์ “สยามประเทศไทย”
ขณะเดียวกันต้องทบทวนการเรียนการสอนประวัติศาสตร์โบราณคดีให้ทันสมัยอย่างมีพัฒนาการ โดยเข้าถึงข้อมูลและแนวคิดสากลรู้เท่าทันโลกและชีวิตที่เอื้อต่อความเป็นพลเมืองโลก

