แผ่นเสียงไวนิลกลับมาได้รับความนิยมในยุคมิลเลนเนียลอีกครั้งตั้งแต่ราวปี 2558 โดยเริ่มจากในต่างประเทศก่อนที่จะตามมาได้รับความนิยมในบ้านเรา
ความนิยมที่มาพร้อมกับราคา “แผ่นเสียง” ที่แพงกว่า “ซีดี” นี้ กลับกลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจในแง่การเป็นสินค้าพรีเมียมที่ขายได้…
เพราะในยามที่ตอนนี้ตลาดอัลบั้มซีดียอดขายตก หรือแม้กระทั่งยอดขายเพลงหรือที่ซื้อดาวน์โหลดฟังทางออนไลน์ก็ตก (แต่ไม่เท่าซีดี) เหตุเพราะความนิยมฟังเพลงผ่านออนไลน์ “สตรีมมิ่ง” ในยุคอินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู
แต่แผ่นเสียงไวนิลกลับมียอดขายเป็นบวก…
การบริโภค เพลงและดนตรีหันทิศไปทางสตรีมมิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 2 ปีมานี้
เฉพาะในสหรัฐอเมริกา ปี 2015-2016 การฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง เพิ่มสูงถึง 76.4% ขณะที่วิดีโอสตรีมมิ่งเพิ่ม 7.5% ส่วนยอดขายอัลบั้มซีดีตกลง 16.3%
แม้กระทั่งยอดขายอัลบั้มแบบดาวน์โหลดฟังดิจิทัลติดลบ 20.1% และยอดขายเพลงดิจิทัลรายเพลงลดลง 25%
แต่มีความน่าสนใจที่ยอดขายอัลบั้มแผ่นเสียงไวนิลกลับมียอดขายเพิ่มขึ้น 10%
ในแง่คุณภาพเสียง “แผ่นเสียง” ไม่แตกต่างจาก “ซีดี” เพียงแต่การฟังแผ่นเสียงไวนิลนั้นเราอาจจะได้ยินเอกลักษณ์ของเสียงที่นุ่มนวลกว่า
เสียงที่ไม่ได้ออกมา “สมบูรณ์แบบ” แต่ซาวด์เอ็นจิเนียร์บอกว่า จะมีลักษณะเสียงบิดๆ เพี้ยนๆ ไปบ้าง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของเสียงที่มีความเป็นแอนาล็อกสูงด้วยตัวมันเอง เพราะเสียงเกิดจากปลายเข็มเล็กๆ ที่ไปขูดกับร่องจนเกิดเป็นเสียงขึ้นมา
ขณะเดียวกันมีความเป็นโฮมเมด อาทิ การเลือกฟังบางเพลง ซึ่งซีดีการกดข้ามเพลงนั้นเป็นเรื่องเพียงปลายนิ้วมือ ส่วนเครื่องเล่นแผ่นเสียงไวนิลต้องใช้การ “กะระยะ” ของร่องแผ่น
กูรูบางคนอธิบายว่า ความที่เสียงที่ออกมาจะมีความอุ่น-ความกลมของเสียง ยิ่งถ้าเป็นคนจับสังเกตดีๆ หรือเคยเล่นดนตรีมา มันจะมีมวล มีมิติ มีน้ำหนักบางอย่างที่ซีดีไม่ได้ให้
แผ่นเสียงไวนิลจึงถูกจัดให้เป็นสินค้าแบบที่เรียกว่า “เรโทรมาเนีย” (retromania) เป็นสินค้าแนวนอสตาเจียที่ผ่าทะลุความนิยมฟังเพลงแบบ “สตรีมมิ่ง” ขึ้นมา
แม้ความนิยมในแผ่นเสียงที่ช่วงเริ่มต้นของการกลับมานิยมนั้น ทั่วโลกมองว่าเป็น “แฟชั่น” แต่ก็เป็นแฟชั่นที่ดำรงอยู่มาตลอด 2 ปีมานี้ และมีเทรนด์ที่บริษัทผู้ผลิตหันมาเริ่มลงทุนด้านเทคโนโลยีในการนำเพลงกลับไปบันทึกลงแผ่นเสียงไวนิลนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม การกลับมานิยมนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมดนตรีหมุนเวียนทั้งแผ่นผลิตใหม่ และแผ่นมือสอง
สภาวการณ์นอกจากความบันเทิงแล้ว แผ่นเสียงจึงกลายเป็นของสะสม อาทิ แผ่น The Beatles ออริจินัลราคาบางแผ่นพุ่งไปถึงแสนบาท เพราะคนทั้งโลกอยากได้ หรือแผ่นเพลงแจ๊ซดีๆ ราคาก็เป็นแสน
ดังนั้นแม้จะห่างไกลจากยุคทอง แต่แพลตฟอร์มคลาสสิกนี้ได้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นมีราคาทางธุรกิจขึ้นมา
…ในกระแสสตรีมมิ่งกันทั้งโลก

