เทศกาลตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่ของคนจีน เป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่คนไทยเชื้อสายจีนจะต้องเตรียมสิ่งของเครื่องใช้มงคล รวมทั้งอาหารคาวหวานเพื่อบูชาเทพเจ้า และไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงความกตัญญูและเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล
บรรดาของไหว้ อย่าง “ซาแซ” เนื้อสัตว์ 3 อย่าง หรือ “โหงวแซ” เนื้อสัตว์ 5 อย่าง คือ หมู เป็ด ไก่ ปลา และกุ้ง ยังมีขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมถ้วยฟู ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มากมายไปด้วยแป้งและน้ำตาล ซึ่งบรรดาอาหารคาวหวานเหล่านี้เมื่อเสร็จสิ้นพิธีไหว้แล้วจะนำมารับประทานร่วมกัน เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ถ้ามองในแง่ของสุขภาพแล้ว นักโภชนาการแนะนำว่า ควรระมัดระวังในการบริโภคอย่างยิ่ง
“โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุ เป็นวัยที่มีความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ตามธรรมชาติ ทำให้มีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น การเคี้ยว ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อบริโภคอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป จะทำให้เกิดอาการท้องอืด ย่อยยาก และนำไปสู่อาการท้องผูกในท้ายที่สุด
ผู้มีปัญหาสุขภาพควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เพื่อป้องกันการกระตุ้นอาการของโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอก และว่า แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยหรือไม่มีไขมัน เช่น เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อปลา และรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ นอกจากนี้อาหารผัดควรใช้น้ำมันน้อยๆ และเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันเมล็ดทานตะวัน จะดีต่อสุขภาพมากกว่า เพราะกรดไขมันไม่อิ่มตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

ขนมไหว้วันตรุษจีน เช่น ขนมถ้วยฟู ขนมเข่ง และขนมเทียน ควรระวังในการรับประทานเช่นเดียวกัน เพราะอาหารเหล่านี้มีแป้ง ไขมัน และน้ำตาลในปริมาณค่อนข้างมาก รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการนำไปทอดเพิ่มน้ำมัน และควรเพิ่มสัดส่วนการรับประทานผักผลไม้หรือธัญพืชให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพที่ดี เพราะผักผลไม้มีวิตามิน เกลือแร่ ถ้ามีใยอาหารสูง จะยิ่งช่วยกระตุ้นให้มีการขับถ่ายของเสียทุกวัน ช่วยให้ขจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ ทั้งยังช่วยจับคอเลสตอรอลและไขมัน เพื่อขับออกจากร่างกาย
“ผักและผลไม้ยังเป็นแหล่งที่ดีของสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น กลุ่มสารแคโรทีนอยด์ เบต้าแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทีน และ ไลโคปีน มีคุณสมบัติช่วยบำรุงและปกป้องสายตา เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูทีนและซีแซนทีนช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา ซึ่งมีสาเหตุจากการถูกแสงแดด รวมทั้งวิตามินซี วิตามินบี 1 มีบทบาทในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และส่งเสริมการดูดซึมแร่ธาตุเหล็ก”
ไม่เพียงแค่การเลือกประเภทของอาหารที่รับประทาน ปริมาณที่พอเหมาะในการรับประทาน ผศ.ดร.วันทนีย์ ยังบอกว่า ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการปรุงอาหารด้วย
การตั้งอาหารทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานยังเสี่ยงอันตรายจากเชื้อจุลินทรีย์ ถึงแม้ว่าของไหว้จะเป็นอาหารที่ปรุงสุกแล้วก็ตาม เพราะเชื้อจุลินทรีย์ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส จะเติบโต และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารอยู่ในโซนอุณหภูมิอันตราย (Temperature Danger Zone – TDZ) ระหว่าง 5-60 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลานาน ทำให้อาหารตรุษจีนเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อดังกล่าว จึงควรนำอาหารไปอุ่นก่อนการรับประทาน โดยอาจจะนำไปอุ่นด้วยไมโครเวฟกำลังไฟ 800 วัตต์ เป็นเวลา 2-3 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาณของอาหารด้วย
แนะวิธีง่ายๆ ให้สังเกตว่ามีไอน้ำลอยขึ้นมาจากอาหารหรือไม่ ถ้ามีผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าอาหารดังกล่าวผ่านความร้อนในระดับที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่อาจมีการปนเปื้อนได้แล้ว
“ของไหว้ตรุษจีนส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทผัดๆ ทอดๆ ควรเลือกใช้น้ำมันให้เหมาะสม ปรุงแต่น้อย ลดเค็มจัด เพราะอาหารรสเค็มทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และถ้าเป็นไปได้เลือกรับประทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือจะดีกว่า เพราะเป็นข้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง และมีใยอาหารสูง”
“และที่สำคัญขยับเขยื้อนร่างกายหรือออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอีกนิด ถ้าหากรับประทานอาหารมากกว่าปกติ” อ.วันทนีย์กล่าว


