ใครๆ ก็มีความฝันที่เคยวาดไว้ตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้สังคม การพิชิตเป้าหมายที่ท้าทายความสามารถตัวเอง การได้รับโอกาสที่ยากจะหาได้ จนถึงการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ที่น่าเหลือเชื่อ
หากให้ฝันถึง “ที่สุด” ของสถานที่ในโลกนี้ที่ผู้คนใฝ่ฝันอยากไปให้ได้สักครั้งในชีวิต คำตอบหนึ่งในนั้นน่าจะมี “ขั้วโลกใต้”
วันนี้คนไทยมีโอกาสทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้ โดยมีผู้ออกตัวสนับสนุนให้ฝันเป็นจริง โดยโครงการ “TJ’s True South” ประกาศหาตัวคนไทยกลุ่มแรกของประเทศที่จะมาร่วมทีมเดินเท้ามากกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร จากขอบทวีปแอนตาร์กติกาไปปักธงชาติไทยที่ขั้วโลกใต้
การเดินทางครั้งนี้ไม่มีคำว่า “ง่าย” อย่างแน่นอน
“มิชชั่นสำคัญที่สุดของโครงการไม่ใช่การไปถึงขั้วโลกใต้ แต่คือการกลับบ้านอย่างปลอดภัย”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารในกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทและผู้ก่อตั้งโครงการ TJ’s True South กล่าวขึ้นเป็นประโยคแรก
ธนาธรเล่าว่า ตัวเองเป็นคนชอบออกกำลังกายและสนใจกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย โดยเริ่มจากที่เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว มีปัญหาสุขภาพที่หลังจนร่างกายมีปัญหาเยอะมาก แพทย์จึงแนะนำให้เล่นโยคะและปั่นจักรยานที่จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหลัง จากนั้นจึงเริ่มลงแข่งไตรกีฬา มีโอกาสทำหลายอย่างที่ฝันไว้ในวัยเด็ก ทำให้ค้นพบตัวเองเป็นวิถีชีวิตที่ชอบอย่างหนึ่ง
ธนาธร เริ่มต้นทำกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถตัวเอง ทั้งการวิ่งข้ามทะเลทรายโกบี เดินเท้าเหนือเส้นอาร์กติก คยัคข้ามป่าจากเชียงใหม่ถึงสิงห์บุรี ปีนเทือกเขาในยุโรป ปีนผาในนิวซีแลนด์ โดยเขาหวังว่าจะได้แบ่งปันความฝันในการเดินทางสู่ขั้วโลกใต้ครั้งนี้แก่ผู้รักการผจญภัยคนอื่นๆ ด้วย
หากทำได้ นักเดินทางกลุ่มนี้จะเป็นทีมจากประเทศไทยทีมแรกที่เดินเท้าพิชิตทวีปแอนตาร์กติกาในเขตขั้วโลกใต้ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 19 ประเทศเท่านั้น
10ชีวิตพิชิตฝัน
โครงการ TJ’s True South จะหาเพื่อนร่วมทางคนไทยอีก 9 คนไปพิชิตขั้วโลกใต้ด้วยกัน เดินทางจริงปลายปี 2561 หาก 1 ใน 10 นักเดินทางสามารถปักธงชาติไทยที่จุดใต้สุดของขั้วโลกได้ มูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนาจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจากผู้สนับสนุนมอบให้นักเดินทางทั้ง 10 คน รางวัลคนละ 1 ล้านบาทเพื่อนำไปทำกิจกรรมสาธารณกุศลตามแต่ความฝันของแต่ละคน

ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานบริหารมูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา กล่าวว่า ทางครอบครัวได้ก่อตั้งมูลนิธิไทยซัมมิทพัฒนา ตามชื่อคุณพ่อ คือ คุณพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ มูลนิธิได้รับการรับรองจากภาครัฐ ดำเนินงานมาแล้ว 10 ปี โดยเงินบริจาคสามารถนำไปหักภาษีได้
“เมื่อ 2 ปีที่แล้วคุณธนาธรไปวิ่งที่ขั้วโลกเหนือระยะทาง 560 กิโลเมตร (กม.) เป็นคนไทยคนแรกที่วิ่งสำเร็จ ตอนทำโครงการประชาสัมพันธ์แค่ทางเฟซบุ๊ก ให้คนมาร่วมลงชื่อบริจาคตามระยะทาง ระดมทุนได้ประมาณ 4 ล้านบาท จึงเห็นว่ามีคนสนใจและติดตามอยู่ จึงคิดโปรเจ็กต์ที่ใหญ่ขึ้น ขั้วโลกใต้นั้นหนาวและโหดกว่าขั้วโลกเหนือ เราจึงคิดว่าน่าจะใช้แรงบันดาลใจนี้ร่วมกับมูลนิธิที่มุ่งทำประโยชน์ให้สังคม” ชนาพรรณกล่าว
เตรียมพร้อมก่อนการเดินทางสุดโหด
ในรายละเอียดการเดินทางนั้น ธนาธรอธิบายว่า การเดินทางจะเริ่มจากเฮอร์คิวลิสอินเลตหรือแมคเมอร์โดไปถึงใจกลางขั้วโลกใต้ เป็นจุดจากขอบทวีปที่มีระยะทางสั้นที่สุด 1,200 กม.
การเดินทางครั้งนี้ไม่มีผู้ติดตาม อุปกรณ์ดำรงชีวิตทั้งหมดจะอยู่ในเลื่อนที่ลากเอง น้ำหนักราว 90-110 กก.
“ผู้เดินทางจะต้องทำทุกอย่างเพื่อการดำรงชีพด้วยตนเอง เดินวันละ 8-12 ชม. ตอนเย็นกางเต็นท์ สร้างกำแพงหิมะ หุงหาอาหาร ต้มหิมะเป็นน้ำกินใช้ ทำอย่างนี้เหมือนเดิมประมาณ 45-50 วัน นอกจากจะเป็นการทดสอบความทรหดทางร่างกายแล้วจึงเป็นการทดสอบทางจิตใจอีกด้วย ในอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนที่ขั้วโลกใต้ หากไม่มีพายุจะอยู่ที่ราว -10 ถึง -20 องศาเซลเซียส พระอาทิตย์สว่างตลอดเวลา ไม่มีกลางคืน ทิวทัศน์เหมือนเดิมทุกวัน
“ในช่วง 2 ปีนี้ให้ผู้ร่วมทีมเตรียมตัวฝึกฝนทักษะก่อนเดินทางจริงเดือนพฤศจิกายน 2561 เราเปิดโอกาสให้คนไทยที่มีความฝัน มีพลังใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะมาก่อน เบื้องต้นคือต้องมีความแข็งแรงและความทรหดของร่างกาย โดยโครงการจะพาไปฝึกทักษะสกีและปีนเขาในต่างประเทศ คือ ที่ญี่ปุ่นและกรีนแลนด์ จะได้รับการฝึกทักษะทุกด้านทำให้สามารถใช้ชีวิตกลางแจ้ง ช่วยเหลือตนเองและเพื่อนร่วมทาง และทำงานเป็นทีมได้”
ธนาธร กล่าวต่อไปว่า หากมีใครในทีมสามารถนำธงชาติไทยไปปักที่ขั้วโลกใต้ได้ ทุกคนจะได้รับเงินคนละ 1 ล้านบาท เพื่อมอบแก่สาธารณประโยชน์ตามแต่ความฝันของแต่ละคน
ค่าใช้จ่ายในกระบวนการทั้งหมดจำนวนประมาณ 5 ล้านบาท/คน ทางโครงการจะเป็นผู้รับผิดชอบและจะพูดคุยตกลงกับนายจ้างกรณีมีการหยุดงานติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยตั้งใจจะให้กระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ร่วมทีมน้อยที่สุด

ฝ่าด่านสุดหินก่อนถึงเป้าหมาย
คุณสมบัติของผู้สมัครมีข้อจำกัดเดียว คือ ผู้สมัครต้องมีอายุ 25-45 ปี โดยธนาธรอธิบายว่า ด้วยความต้องการเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก จึงอ้างอิงจากสถิติทางวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ว่า หากอายุเกิน 45 จะมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ส่วนคนอายุต่ำกว่า 25 ปี ร่างกายยังสู้ความทรหดไม่ได้ รวมถึงเรื่องความแข็งแกร่งของจิตใจ
สำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการคัดเลือกหลายด่าน โดยหลังการปิดรับสมัครทางออนไลน์แล้ว ในระยะที่ 2 ผู้สมัครต้องร่วมวิ่งทดสอบความอดทนของร่างกาย ระยะทาง 70-100 กม. ระยะที่ 3 เป็นการเรียกสัมภาษณ์ผู้เข้ารอบ
ระยะที่ 4 ผู้ผ่านเข้ารอบต้องเข้าร่วมการสัมมนาแนะนำโครงการและกิจกรรมบูธแคมป์ มีการฝึกทักษะการใช้เชือกและปีนหน้าผา ทักษะการเล่นสเกตน้ำแข็ง ทักษะการเดินป่าและช่วยเหลือตนเองในแคมป์
ระยะที่ 5 เวิร์กช็อปการบริหารอารมณ์ การทำงานเป็นทีม การเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายด้วยการวิ่งลากยาง
ระยะที่ 6 เวิร์กช็อปเตรียมตัวเข้าแคมป์ฤดูหนาวและสกี ฝึกความแข็งแรงของร่างกาย แล้วเดินทางไปแคมป์ฤดูหนาวและสกีที่ประเทศญี่ปุ่น
ระยะที่ 7 และ 8 เป็นการวิ่งระยะไกล เวิร์กช็อปฝึกทักษะ ตามแผนที่วางไว้จะต้องฝึกเดินทางในหิมะด้วยเลื่อนและสกีที่แคนาดา และเดินทางบนธารน้ำแข็งที่เนปาล ทั้งนี้ ธนาธรเผยว่า กรีนแลนด์น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ระยะที่ 9 สร้างวินัยออกกำลังกายหนักและสร้างไขมันให้ร่างกายนักเดินทาง พร้อมฝึกทักษะการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ไอโฟน โซลาร์เซลล์ โทรศัพท์ดาวเทียม ตัวนำทางระบบจีพีเอส และทักษะการถ่ายภาพและวีดิทัศน์
จากนั้นคือการเดินทางจริงเดือนพฤศจิกายน 2561 และกลับสู่ประเทศไทยในเดือนมกราคม 2562
ดูเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อหากโอกาสนี้จะเป็นจริงในชีวิตคนคนหนึ่ง แน่นอนสิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยความแข็งแรงทั้งจากภายนอกและภายใน
ธนาธรได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
“ผมคิดว่า มันเป็นวิถีชีวิต ความอยากรู้อยากเห็น ความต้องการเห็นสิ่งใหม่ ความต้องการสำรวจ เดินไปในที่ที่ไม่มีคนเดินมาก่อนเป็นพลังผลักดันเรา นอกจากค้นหาสิ่งใหม่ๆ ภายนอกแล้ว ยังเป็นการค้นหาสิ่งใหม่ภายในตัวเราเองด้วย”
โครงการ TJ”s True South เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 มีนาคม 2560 ผ่านทางเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรม TrueSouthThailand และเว็บไซต์ www.truesouth.org กรอกข้อมูลส่วนตัว พร้อมอัพโหลดรูปถ่ายและวิดีโอความยาวไม่เกิน 2 นาที บอกเหตุผลที่ต้องการจะมีส่วนร่วมในโครงการ หากผ่านการฝึกอบรม มีทักษะ คุณสมบัติและประสบการณ์ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ รายละเอียดอื่นๆ สามารถติดตามได้ทางช่องทางออนไลน์และเว็บไซต์ที่จะมีการอัพเดตอย่างต่อเนื่อง


