สร้างพื้นที่และสร้างโอกาส
ให้เด็กได้สัมผัสคุณภาพดนตรีตั้งแต่เล็ก
ครูดนตรีและนักพัฒนาเด็กโดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือคนสำคัญของโลก ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนดนตรีของเด็กมาก ท่านได้กล่าวว่า “ดนตรีเป็นหุ้นส่วนของชีวิตเด็ก” ซูซูกิ (Shinichi Suzuki, พ.ศ.2441-2541) เขียนหนังสือเรื่อง “การอบรมเลี้ยงดูด้วยความรัก” (Nurtured by Love) ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2512 ซึ่งท่านให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาดนตรีเด็กตั้งแต่แรกเกิด เพราะเชื่อว่าการฟังดนตรี การเล่นดนตรี การเรียนดนตรี เสียงและพลังของดนตรีจะช่วยเติมเต็มให้เด็กเต็มคน ซูซูกิเน้นย้ำเรื่อง “การสร้างคนให้เป็นคนดีสำคัญกว่าคนเก่ง” เพราะคนเก่งสร้างได้ แต่คนดีนั้นสร้างยาก
หากจะตั้งคำถามว่า เมื่อเด็กยังเล็กอยู่ ทำไมเด็กจึงน่ารักทุกคน เมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำไมได้กลายเป็นคนที่โหดร้าย ใจดำอำมหิต ดิบถ่อยเถื่อน กักขฬะ หยาบคาย จัญไร เลวทราม ต่ำช้า เห็นแก่ตัว ขี้เกียจ ฉ้อฉลคดโกง เป็นผู้ร้ายลักขโมย ทำร้ายรังแกผู้อื่น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูบ่มเพาะของครอบครัวและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็ก เพราะเด็กเติบโตตามบริบทของสิ่งแวดล้อม
ซูซูกิให้บทสรุปว่า “เด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม” เด็กเกิดมามีพันธุกรรม (DNA) เป็นของพ่อแม่ แต่เมื่อเด็กลืมตาสู่โลกภายนอกแล้ว เด็กก็กลายเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม หมายความว่า สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเด็กเป็นอย่างไร เด็กก็จะถูกหล่อหลอมให้เป็นอย่างนั้น ในทางกลับกัน เด็กเติบโตมาอย่างไรก็เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนั้นด้วย ลูกจะพูดภาษาของแม่ได้ดี เพราะเด็กเรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ แม่พูดอย่างไรลูกก็จะพูดอย่างแม่ ภาษาแม่จึงมีความสำคัญสำหรับเด็ก ภาษาดนตรีเรียนรู้ได้จากการเลียนแบบและทำซ้ำๆ เหมือนภาษาพูด เมื่อเด็กได้เรียนภาษาโดยเลียนแบบจากแม่ ได้เรียนภาษาดนตรีกับแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย ภาษาดนตรีก็จะเข้าไปอยู่ในตัวเด็กตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ด้วย แม่จึงเป็นครูสอนภาษาและครูสอนดนตรีที่ดีที่สุด
ในเรื่องของเสียง เสียงเป็นพลังงาน เสียงดนตรีมีพลัง เสียงที่สดใสออกมาจากจิตใจที่สะอาด “เสียงใสใจสะอาด” เสียงดนตรีมีพลังทำให้เด็กมีความเชื่อมั่นและมีความมั่นคง เด็กเกิดมาไร้เดียงสา เพราะตัวเด็กเองยังไร้เดียงสา ความเดียงสาได้มาจากสิ่งแวดล้อม จากคติชาวบ้านที่ว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เด็กจึงถูกหล่อหลอมและเติบโตในบรรยากาศของสิ่งแวดล้อม
ซูซูกิมีอุดมการณ์และความหวังที่จะสร้างเด็กให้เป็นคนเก่งและเป็นคนดีในคนคนเดียวกัน โดยอาศัยเสียงดนตรีเป็นสื่อเชื่อมให้ “ความเก่งและความดีผสมอยู่ในตัวเด็ก”
ซูซูกิจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาดนตรีของเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้อุดมการณ์ วิธีคิด ปรัชญา ความเชื่อที่กลายเป็นระบบการสอนของซูซูกิได้แพร่หลายไปทั่วโลก แพร่หลายอยู่ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และอเมริกา โดยเฉพาะในเยอรมนีปรัชญาการเรียนดนตรีของระบบซูซูกิแข็งแรงมาก มีการผลิตตำราขึ้นมาใหม่ โดยลูกศิษย์ของซูซูกิ มีการทดลองจัดการสอนดนตรีเด็กในระบบของซูซูกิอย่างจริงจัง ครูดนตรีคนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังได้ไปเรียนวิธีการสอนดนตรีเด็กในระบบซูซูกิที่สอนอยู่ในเยอรมนีด้วย
วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2567 โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ได้จัดการศึกษาดนตรีระบบซูซูกิ มีครูดนตรีที่ผ่านการฝึกอบรมระบบซูซูกิมาหลายคน โดยสอนดนตรีเด็กตั้งแต่อายุ 0-3 ขวบ ซึ่งมีแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน จัดแสดงดนตรีเพื่อให้เด็กได้ขึ้นเวทีแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ 14.00-19.00 น. มีนักดนตรีตัวน้อย 250 คน ผลัดกันขึ้นเวทีแสดง เด็กอายุ 0-3 ขวบ เด็ก 3-5 ขวบ การแสดงเดี่ยว การเล่นรวมวง มีวงดนตรีขนาดใหญ่ เด็กเป็นร้อยคนได้เล่นดนตรี มีกลุ่มเปียโน กลุ่มกีตาร์ กลุ่มทรัมเป็ต นักขับร้อง กลุ่มวิโอลา กลุ่มเชลโล วงออร์เคสตรา (เครื่องสาย) ซึ่งเด็กๆ ที่เรียนดนตรีทุกคนได้มีโอกาสขึ้นเวทีแสดง
สำหรับการแสดงดนตรีของเด็กบนเวทีใหญ่อย่างที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เด็กจะมีโอกาสไม่มากนัก เด็กในโรงเรียนอนุบาลกับชั้นประถมศึกษาทั่วไป ส่วนใหญ่ครูสอนดนตรีโดยการเปิดเพลง (ยูทูบดนตรี) ในห้องเรียนให้เด็กเต้นๆ ส่วนเด็กที่ครอบครัวพอมีฐานะหน่อย ก็ส่งลูกไปเรียนดนตรีพิเศษ ได้เรียนกับครูดนตรีเก่งๆ เฉพาะทาง เด็กได้มีโอกาสแสดงดนตรีบนเวทีที่โรงเรียน ส่วนเด็กที่พ่อแม่มีฐานะสูงก็มีทางเลือกมากกว่าซึ่งจะส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนที่มีมาตรฐานทางดนตรีสูง ในโรงเรียนนานาชาตินั้น เด็กทุกคนจะได้เรียนเครื่องดนตรี ได้เล่นดนตรีอยู่ในวงดนตรีของโรงเรียน และที่สำคัญโรงเรียนมีหอประชุมอย่างดี แสดงดนตรีได้ไพเราะ
หากพิจารณาเฉพาะวิชาดนตรีที่เด็กเรียน ก็จะพบกับความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำ และโอกาสทางการศึกษาอย่างมาก พบว่ามีความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษาสูงมาก โดยสามัญสำนึกแล้ว “เด็กทุกคนควรได้เรียนดนตรีและดนตรีควรอยู่ในตัวเด็กทุกคน” มาตรฐานการศึกษาคือความคาดหวังที่เท่าเทียมกัน แต่ชีวิตจริงในสังคมไทยทุกวันนี้ แค่โอกาสที่จะได้เรียนดนตรีก็ยากแล้ว ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า สังคมมีความเหลื่อมล้ำสูง

เด็กที่มีฐานะและมีโอกาสสูงก็จะพัฒนาฝีมือได้เร็วและไปได้ไกล เด็กบางคนที่มีฝีมือสูงก็สมัครไปแสดงดนตรีในเวทีโลก (Carnegie Hall หรือ Royal Albert Hall เป็นต้น) ไปแข่งขันดนตรีในระดับนานาชาติ ถือเป็นความภูมิใจอย่างมาก ทั้งของตัวเด็ก พ่อแม่ และครอบครัว ซึ่งครอบครัวจะต้องจ่ายงบประมาณที่สูงพอสมควร
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศด้อยพัฒนา เป็นความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัด เด็กที่เก่งและดีจึงมีโอกาสด้วยความสามารถ การได้รับเลือกให้ไปแสดงในเวทีโลก ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงจากสังคม กลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเด็กด้วยซ้ำไป เมื่อเด็กมีโอกาสเป็นครั้งแรก ก็จะสร้างโอกาสและให้โอกาสครั้งต่อไปในชีวิตได้อีก
การจัดให้เด็กได้เล่นดนตรีที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ในเมืองไทยมีหอแสดงดนตรี (Music Hall) จริงๆ น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นแบบศูนย์วัฒนธรรม (Auditorium) ซึ่งใช้กับการแสดงที่หลากหลาย เป็นห้องอเนกประสงค์หรือเล่นดนตรีหรือเล่นละคร (Theater) ที่เหลือก็เป็นห้องประชุมของหน่วยราชการกับห้องประชุมสำหรับรับปริญญาของสถาบันการศึกษา ทั้งหมดนี้มีค่าเช่าแพงมากเพื่อใช้ในการแสดง ล้วนเป็นภาระของพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งสิ้น ทำให้โอกาสในการแสดงดนตรีของเด็กๆ นั้นยากมาก
ที่น่าสนใจมากกว่าคือ ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการศึกษาและงานศิลปวัฒนธรรม ผู้นำระดับเสนาบดีไม่มีใครใส่ใจเรื่องการศึกษาดนตรีและศิลปะการแสดงดนตรีนัก ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องรสนิยมและเป็นเสน่ห์ของพลเมือง ผู้นำขาดรสนิยม ขาดการให้คุณค่า คุณภาพชีวิตและศักยภาพของมนุษย์ไทยใช้การลงทุนที่ต่ำ
สำหรับหอแสดงดนตรี (Music Hall) ในเมืองไทยที่มีอยู่ 120 กว่าแห่ง ส่วนใหญ่ไม่สมประกอบ เพราะมีไว้ปิด สิ้นเปลืองแอร์ เครื่องปรับอากาศชำรุด ปิดซ่อมปรับปรุง เจ้าของพื้นที่มีทัศนคติแบบ “เศรษฐีบ้านเช่า” คือมีหอแสดงไว้หารายได้โดยการเปิดให้เช่าพื้นที่แสดง ดังนั้นหอแสดงดนตรีในเมืองไทยจึงไม่มีการแสดงดนตรีที่ดีๆ นัก เพราะผู้จัดต้องลงทุนเสียค่าใช้จ่ายสูง ส่วนเจ้าของพื้นที่ก็เปิดให้เช่ากับใช้ทำงานพิธีกรรมขององค์กร โอกาสในการพัฒนาฝีมือนักดนตรี การสร้างงานดนตรี และการสร้างอาชีพดนตรีให้ก้าวหน้าจึงทำได้ยาก
เมื่อการศึกษาดนตรีพึ่งองค์กรรัฐไม่ได้ ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูดนตรี โรงเรียนดนตรี จึงต้องพึ่งตนเอง ในระหว่างการต่อสู้ดิ้นรนของชีวิต “ตนเป็นที่พึ่งของตน” หากว่ามีเด็กคนใดคนหนึ่งหลุดออกไปเป็นดาราระดับโลก “หนึ่งในล้าน” เด็กคนนั้นก็กลายเป็นดารา เป็นต้นแบบ “เป็นหัวแก้วหัวแหวน” เนื้อหอม ทำให้ทุกคนภูมิใจ เด็กดาราก็กลายเป็นต้นแบบ ทั้งๆ ที่การเติบโตมาจากชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนตามลำพัง ส่วนพวกที่ตายไประหว่างทาง ก็ไม่มีโอกาสและไม่มีใครช่วย
การสร้างคนดนตรี การสร้างงานดนตรี และการสร้างอาชีพดนตรีในเมืองไทย จึงเป็นเรื่องที่ยาก แม้จะมีอุปสรรคมากมาย ก็ต้องเดินกันต่อไป ไม่ต้องรอ ไม่ต้องรีบแต่อย่าหยุด แม้ทำได้ตามมีตามเกิด ตามยถากรรม แถมมองไม่เห็นอนาคต แต่การพัฒนาเด็กให้มีศักยภาพทางดนตรี ถือว่าเป็นความสำเร็จที่วิเศษสุดแล้ว
สุกรี เจริญสุข

