ไมเคิล แอนเดรียเซ่น
มูลนิธิไอแคร์ ประเทศไทย
‘เราต้องสู้ เพราะรู้ว่ามันจะเปลี่ยนโลก’
“เราเป็นแค่องค์กรเล็กนิดเดียว แต่ไฟแรง
ความสำเร็จมาจากเครือข่ายทั้งอาสาสมัคร ทั้งคนที่อยากช่วยสนับสนุน ทั้งภาครัฐและเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพฯและพื้นที่ห่างไกล หลายครั้งไอแคร์เป็นศูนย์กลาง จับมือกันเพื่อที่จะได้ก่อเกิดผล
เป้าหมายของมูลนิธิ คือให้โอกาสเด็กไทยเข้าถึงการศึกษาซึ่งจะเปลี่ยนโลกของเขาไปตลอดกาล”

คือ ถ้อยคำไม่กี่ประโยคที่อธิบายได้อย่างแจ่มชัดถึงเป้าหมาย นิยาม และพันธกิจ ที่ ไมเคิล แอนเดรียเซ่น หัวเรือใหญ่ของ มูลนิธิ ไอแคร์ ประเทศไทย (iCare Thailand Foundation) บอกเล่าระหว่างการสนทนาท่ามกลางชุมชนที่มากมายด้วย ‘คนจนเมือง’ กลางกรุงเทพมหานคร ห่างจากสถานีกลางบางซื่ออันโอ่อ่าเพียงไม่กี่ก้าว
สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ยังมีอยู่จริง พ่อค้า แม่ขาย และเด็กๆ ในชุมชน เอ่ยปากทักทายไมเคิลอย่างคุ้นเคยระหว่างเดินเท้าเข้าสู่ศูนย์การเรียนรู้ของมูลนิธิที่มีเด็กๆ จากหลากชุมชนใกล้เคียงแวะเวียนมาร่ำเรียนสปีคอิงลิช

รถเข็นหลายคันจอดเรียงราย ชวนสะดุดตาด้วยสติ๊กเกอร์สีฟ้า ข้อความว่า ‘โอกาสติดล้อ’ อันเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือเมื่อครั้งโควิดระบาด จากใจ ‘ไอแคร์’ มูลนิธิที่ก่อตั้งโดยชาวนอร์เวย์ ผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลอุทิศชีวิตเพื่อผู้อื่นมานานเกือบ 40 ปี โดยปักหมุดยังไทยแลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ.1981
ดำเนินการต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ส่งไม้ต่อยังบุตรชายที่มีหัวใจนักสู้ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง หากแต่สู้เพื่อเด็กๆ คนด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ
“เราเป็นชาวนอร์เวย์ก็จริง แต่หัวใจเป็นคนไทยนะครับ” ไมเคิลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนย้อนเล่าถึงที่มาของมูลนิธิตั้งแต่ย่างก้าวแรก จนถึงวันนี้
“เรื่องของเรื่องก็คือ พ่อแม่ของไมเคิล ตั้งใจที่จะใช้ชีวิตในการช่วยเหลือคน เขามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ปี 1981 ตอนนั้นผมอายุ 3 ขวบ ช่วงแรกเป็นการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม เพราะถ้าเราไม่เข้าใจเขา ก็ช่วยเหลือเขาไม่ได้แน่นอน

ไอแคร์ เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นในเมืองไทย เราทำงานเพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย ในแบบคนของคนไทย เพื่อช่วยเหลือคนไทยอย่างยั่งยืน”
ในห้วงเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ ‘ไอแคร์’ ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวอย่างมุ่งมั่นในการเสริมสร้างพลังเยาวชน โอบกอดผู้ด้อยโอกาสผ่านโครงการต่างๆ ที่ครอบคลุมแทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการศึกษา การบรรเทาภัยพิบัติ การเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาล ดนตรีบำบัด โปรแกรมสำหรับผู้พิการ และการอนุเคราะห์บ้านเด็กกำพร้าในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า ‘ทุกชีวิตมีคุณค่า’
นับเป็นอีกหนึ่งมูลนิธิที่ได้รับการยอมรับอย่างไร้ข้อกังขา โดยมีอาสาสมัครทั้งคนไทยและต่างชาติรวมกว่า 100 คน ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานประจำนับนิ้วแล้วได้ 8 รายถ้วน รวม 2 ผู้ก่อตั้งมาแต่ดั้งเดิม ย้ำชัดถึงศักยภาพสูงยิ่งของบุคลากรและการบริหารทรัพยากรให้มีศักยภาพสูงสุด
“ข้อดี คือ เรามีพันธมิตร มีอาสาสมัครที่น่ารัก เราไม่ถือว่านี่เป็นงาน แต่ถือว่า เป็นภารกิจของชีวิต เมื่อคิดอย่างนั้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นได้” ไมเคิลไขปริศนาและเคล็ด (ไม่) ลับในการสร้างโอกาส และคนคุณภาพระดับมือรางวัลมาแล้วหลายต่อหลายรายและจะเดินหน้าสร้างสิ่งดีๆ ต่อไปไม่หยุดยั้ง

⦁ ขอย้อนไปที่จุดเริ่มต้น ทำไมเลือกเช็กอินไทยแลนด์ ไม่ใช่ประเทศอื่นใดในเอเชีย?
จริงๆ แล้วทางเลือกเยอะนะครับ แล้วแต่ ว่าจะใช้คำว่าโชคชะตาหรือเปล่า ตอนนั้นพ่อแม่ผมมีเพื่อนที่ทำงานตรงนี้ 2 แห่ง คือ ประเทศอินเดียและไทย 1 ยุคนั้นยังไม่มีอีเมล์ ต้องเขียนจดหมายติดต่อกัน สอบถามสถานการณ์ว่าแต่ละแห่งเป็นอย่างไร คนที่เขารู้จักส่งจดหมายมาบอกว่า มาไทยเลยครับ มีคนต้องการความช่วยเหลือ แล้วที่นี่น่าอยู่มากด้วย ท่านทั้งสองเลยตัดสินใจมาเมืองไทย
⦁ จากสแกนดิเนเวียสู่เอเชีย ต่างบ้านต่างเมือง ต้องมาเริ่มใหม่ตั้งแต่ภาษา เส้นทางดำเนินมาอย่างไร?
ใช่ครับ พ่อแม่ยังไม่มีประสบการณ์ ภาษาไทยก็ยังพูดไม่ได้ อินเตอร์เน็ตก็ยังไม่มี การหาข้อมูลอะไรไม่ง่าย มีหนังสือ 1-2 เล่มที่เขาเอามาอ่าน แต่มันก็ไม่เหมือนกับความจริงเท่าไหร่ ถ้าจำไม่ผิด เราไปอยู่ซอยสุขุมวิท 115 เริ่มเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนไทย แล้วคิดว่าอยากไปชนบท เลยย้ายไปเชียงใหม่ แต่เห็นว่ามีคนช่วยที่นั่นเยอะแล้ว เลยย้ายไปหาดใหญ่ สงขลา จากนั้น ก็ไปเกือบทุกทิศทั่วไทย เพื่อทำความเข้าใจในด้านต่างๆ เพราะก่อนจะช่วยเหลือได้ ต้องเข้าใจกันก่อน ต้องพูดภาษาเดียวกัน ต้องรู้จักว่าวัฒนธรรมเป็นอย่างไร จึงจะได้ผลช่วงแรกๆ มันเป็นช่วงที่เรียนรู้ ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ลงตัว เพื่อหาสิ่งที่ได้ผลจริงๆ ในการช่วยเหลือ

⦁ แผนงานปี 2024 โครงการที่โดดเด่น หรือเร่งด่วนตอนนี้คืออะไร?
เป้าหมายสำคัญของมูลนิธิ คือให้โอกาสเด็กไทยเข้าถึงการศึกษา แม้ว่าการศึกษาไทยจะเรียนฟรี แต่เด็กในชนบทและพื้นที่ห่างไกลยังเข้าไม่ถึง เราก็ต้องเข้าไปช่วยอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียน เพราะการเรียนจะเปลี่ยนโลกของเขาได้ในแบบที่ยั่งยืนและถาวร โดยจัดทำโครงการหอพักปันน้ำใจ เพื่อให้โอกาสกับเด็กที่ขาดโอกาสในเรื่องการเรียนหนังสือ
ตอนนี้ค่อนข้างภูมิใจว่าสร้างไปแล้ว 26 หลัง และหลังที่ 27 เพิ่งเปิดไป เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือการสร้าง 100 หลังเพื่อให้เด็กในทุกพื้นที่ที่ขาดโอกาสมีที่พักรองรับเพื่อจะได้เรียนหนังสือได้ นี่เป็นสิ่งที่เราทำมากว่า 10 ปีและมองเห็นว่าได้ผล ได้ประโยชน์จริงๆ
หอพักเหล่านั้น เราใช้พื้นที่ของโรงเรียน เราจะมอบให้ สพฐ. หรือ ตชด. ไม่ได้เป็นของมูลนิธิ แต่ขณะเดียวกันบางครั้ง เราจำเป็นต้องเข้าไปปรับปรุง เราไม่ทิ้ง ไม่ใช่สร้างแล้วจบ มีการให้ทุนการศึกษา แจกผ้าห่ม ฯลฯ ต่อเนื่อง ถ้าโรงเรียนไม่ไหว เราจะเข้าไปดูแลเป็นระยะๆ
ตอนนี้เรากำลังจะสร้างอาคารเรียน ที่จังหวัดนราธิวาส และกำลังเตรียมสร้างหอพักอีก 2 หลังที่จังหวัดตาก
⦁ แน่นอนว่าทั้งหมดที่เล่ามาต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณ
ถูกต้องครับ เราไม่ใช่องค์กรใหญ่ เราไม่มีนายทุนใหญ่สนับสนุน เรามีเพื่อน มีเครือข่ายใจเดียวกัน เขาชอบสิ่งที่เราทำและอยากช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอะไรทั้งสิ้น ทางมูลนิธิลงพื้นที่เอง ควบคุมทุกบาท ทุกสตางค์เอง ไม่จ้างบริษัท เพื่อที่จะแน่ใจว่า มันถูกเอาไปไว้ที่ไหน เราทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ คือ ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครองของเด็ก เพื่อสร้างหอพักของไอแคร์ในแบบที่ถูกต้อง เหมาะสมกับพื้นที่ ในราคาครึ่งหนึ่ง โดยมีคุณภาพยั่งยืน

⦁ อยากให้เล่าตัวอย่างเคสที่ประทับใจเป็นพิเศษ
เรื่องนี้พูดได้เป็นวัน (หัวเราะ) เดี๋ยวให้เจ้าตัวเล่าเองด้วย วันนี้ชวนเขามา คือ อนุวัตร ตรรกชนชูชัย อดีตนักเรียนทุนมหาวิทยาลัยของไอแคร์ ซึ่งวันนี้เป็นครูที่ยอดเยี่ยม เขาสอนเด็กอนุบาลให้พูดภาษาอังกฤษได้
น้องอีกคนชื่อ ราตรี มาจากดอยที่เชียงราย เขาได้รับการเสนองานที่ได้เงินเดือนดี แต่เลือกเป็นครูโรงเรียนสังกัด สพฐ.ที่พระนครศรีอยุธยา ได้รับรางวัลครูดีเด่น ครูคุณภาพในพื้นที่ เราถือว่าครูเป็นบุคลากรที่สำคัญที่สุด ถ้าสร้างได้ประเทศก็จะไปได้ เราดีใจที่เด็กทุนรุ่นแรกของเราไปได้ดี
นอกจากนี้ มีน้องคนหนึ่งที่บ้านอูนุ แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ตอนลงชุมชนได้เจอครอบครัวหนึ่ง ยากจนมาก มีลูก 2 คน น่ารักทั้งคู่ มีแววว่าไปได้ ก็ไปเป็นกำลังใจให้เขาเรียนหนังสือ ตรงนั้นไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีถนน ไม่มีช่องทางติดต่อ
อีก 6 เดือนต่อมา เราอยู่ที่เพียงหลวง 11 อีกดอยซึ่งมีหอพักที่ไอแคร์สร้างมา 2 ปีแล้ว ก็ได้เห็นน้องคนนั้น ผมถามว่า มาอย่างไร เพราะมันคนละทิศเลย ห่างกันประมาณ 39 กม. ไม่มีถนนด้วย เขาบอกว่า ก็เดินมา แป๊บเดียว
ผมถามว่า แป๊บเดียวนี่เท่าไหร่ เขาบอกว่า 1 วัน 1 คืน นี่คือแป๊บเดียวของเขาซึ่งต้องข้ามภูเขา ต้องทะลุน้ำกี่ห้วยก็ไม่รู้
คนเหล่านี้คือฮีโร่ของไมเคิล เขาสู้ขนาดนั้นเพื่อข้ามอุปสรรคทั้งหมดให้ตัวเองได้รับการศึกษา โดยมีไอแคร์เชื่อมสะพานต่อในช่วงสุดท้ายให้เขาถึงเป้าหมายสำเร็จ เราก็ภูมิใจ (ยิ้ม)

⦁ แม้มุ่งมั่นเป็นผู้ให้ แต่มีอุปสรรคอย่างครอบครัวที่ไม่เข้าใจบ้างไหม?
มีแน่นอนครับ อันดับแรก พื้นที่ไม่อำนวย เราจึงต้องสร้างหอพักเพราะหนทางก็ไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่ถึง คลื่นโทรศัพท์ก็ไม่มี ทุกอย่างลำบากหมด อุปสรรคเต็มเลยครับ เราต้องสู้กับตรงนั้น ต้องสู้กับคนที่ยังไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา แต่เราต้องยอมสู้เพราะรู้ว่ามันจะเปลี่ยนโลกของเขา
บางคนที่เป็นเด็กทุน เขาจะรับปาก 1 ปี บางคนผมเคยเข้าไป 10 ปี ทุกปีต้องมาจับมือคุยกันใหม่ เพื่อให้เขาเรียนต่ออีกปีหนึ่ง ในที่สุด เรียนจบ เขาเองก็ภูมิใจ
ตอนนี้มีเด็กได้ทุนมหาวิทยาลัย 46 คน เราให้ทุนเต็ม ค่าเทอมด้วย ค่ากินอยู่ด้วย เราหวังว่าจะไปเปลี่ยนโลกของเขา
11 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ที่โรงเรียนวัดสระแก้ว จังหวัดอ่างทอง ไอแคร์จะมอบทุนมหาวิทยาลัยให้เด็ก 25 คน เราทำมาแล้ว 10 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 11
⦁ ลงทั้งแรง ทั้งสติปัญญา ทั้งหาพันธมิตรและแหล่งทุนทรัพย์ มีจังหวะเหนื่อย ท้อ บ้างไหม?
ถ้าเรามองที่อุปสรรคหรือความเป็นจริง เหนื่อยครับ ขึ้นดอยก็เหนื่อย ทำงานพัฒนาชุมชนก็เหนื่อย แต่เมื่อมองย้อนหลังกลับไปดูคนที่ประสบความสำเร็จ เราก็มีกำลังใจ เพราะรู้ว่ามีคนข้างหน้าอีกเป็นพันเป็นหมื่นคนที่ต้องการให้เราช่วย ถ้าเราไม่รีบ เขาจะขาดโอกาส เราเลยมีแรงทำงานต่อไป เขาจะได้มีความหวังและวันข้างหน้า โดยทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกัน เราทำงานกับ สพฐ. และชุมชน รวมถึง ตชด. ซึ่งเป็นบุคลากรที่เสียสละ เมื่อหลายฝ่ายรวมกัน สิ่งที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นได้
⦁ ฝากถึงผู้มีความพร้อม อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนโลก
เพราะโชคชะตา หรืออะไรก็แล้วแต่ เราอยู่ในเมืองไทย ทุกคนในทีมงานไอแคร์พร้อมช่วยเหลือคนที่จำเป็นด้วยการเข้าถึง เราต้องการคนที่เคียงข้างมูลนิธิ ให้การสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือคนที่โอกาสน้อย
ให้การศึกษาเปลี่ยนชีวิตของเขา

โอกาสของหนึ่งชีวิต จะเปลี่ยนอีกหลายชีวิต
“ดิฉันมารู้จักไอแคร์ด้วยการแนะนำของเพื่อน พอมาทำงานด้วย ก็รู้สึกว่าเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ใช้คนไม่เยอะ แต่มีประสิทธิภาพสูง ใช้จ่ายประหยัด ทุกอย่างเข้าถึงจุดที่จะทำจริง
โอกาสเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคน และไอแคร์มอบโอกาสนั้นให้เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษาและการสร้างหอพัก เพราะถ้าไม่มีหอพัก เด็กต้องเดินทางอย่างน้อย 8 กม. ผ่านห้วยและป่าเขา เพื่อมาเรียนหนังสือ
บางคนมีความพร้อมหมดแล้ว สติปัญญาเป็นเลิศ ขาดแค่โอกาส เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราทำคือการมอบโอกาส นี่คือความภาคภูมิใจ หนึ่งชีวิตที่เขาได้รับโอกาส เขาจะไปเปลี่ยนอีกหลายชีวิต เริ่มจากครอบครัวไปจนถึงคนรอบข้าง
ตอนที่มารู้จักไอแคร์ ก็น่าจะมีหอพัก 10 กว่าหลัง ตอนนี้ 27 แล้ว เราเห็นผลผลิตที่กำลังตามมา งานของไอแคร์กว้างมาก มีทั้งสร้างหอพัก ให้ทุนการศึกษา ช่วยเด็กสลัม ช่วงโควิดก็ไม่หยุดทำงาน เราได้พันธมิตรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

หลายครั้ง ต้องไปอ้อนวอนพ่อแม่ เพื่อขอให้ลูกเขามาเรียนหนังสือ เพราะในวัยที่เป็นแรงงาน แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้ลูกมาเรียนแล้วเสียแรงงานรายวันไป การพูดถึงอนาคต ในวันที่ปากท้องยังไม่ถึง ไม่ใช่เรื่องง่าย
เราบอกว่า เรียนอีกสัก 3 ปี เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น ลูกจะกลับมาช่วย เราต้องไปคุยกับเขาเยอะมาก เพื่อให้เขารู้ว่า ไอแคร์จะช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ในที่สุด พ่อแม่บางคนเข้าใจ แต่บางคนไม่เข้าใจก็ต้องพูดกันต่อ เราพยายามอย่างมาก เพื่อให้เด็กคนหนึ่งได้มาเรียน
มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เราเพิ่งไปเจอที่สงขลา เขาส่งตัวเองเรียนตั้งแต่ประถมฯ โดยช่วยพ่อแม่ขายของ ตอนนี้อยู่ ปวส.แล้ว อยากเป็นครูคณิตศาสตร์ วันที่เราไปบอกว่า จะส่งเขาเรียนต่อ คุณต้องได้เห็นประกายในแววตาที่ฉายขึ้นมาว่า มีด้วยเหรอในโลกนี้ เขาสู้มาทั้งชีวิตด้วยตัวคนเดียว ไม่เคยมีใครหยิบยื่นโอกาสให้ วันนี้ไอแคร์มาบอกว่าจะให้ทุน แต่ต้องสอบเข้าเอง แต่หลังจากนั้นจะส่งเขาอีก 4 ปี เขาร้องไห้เลย
ต้องได้ไปเห็นแบบนี้แล้วจะรู้ว่า มันมีความหมายขนาดไหน เวลาเราค้นพบเด็กคนหนึ่งแล้วมอบโอกาสให้เขา
มันคือที่สุดของที่สุด”

ผศ.รัศมี กฤษณมิษ
อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาสเปน ภาควิชาภาษาตะวันตก
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถ้าไม่ได้ทุนไอแคร์ คงไม่ได้เป็นครูตามฝัน
“ผมเป็นชนเผ่าม้ง อยู่ที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีพี่น้อง 11 คน ไม่มีใครมีโอกาสเรียนหนังสือเลย โชคดีที่ได้เป็นนักเรียนทุนของไอแคร์จนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา วันนี้ได้เป็นครูตามที่เคยฝัน
ถ้าผมไม่ได้รับทุน ปัจจุบันอาจทำนา ทำไร่ และมีครอบครัวไปแล้ว คงไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเอง
เมื่อได้ทุนจากไอแคร์ซึ่งเป็นทุนให้เปล่า ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ขอให้เรียนจบ และขออย่างเดียวว่า ภายภาคหน้าถ้ามีโอกาส ขอให้ช่วยคนอื่นแบบที่ไอแคร์ช่วย จึงตัดสินใจเป็นครูบนดอย เพราะผมเป็นผลผลิตของมูลนิธิ เลยขอมารับช่วงต่อ สอนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบธรรมชาติ ไม่ต้องแปลไทย
ถามว่ายากไหม ยาก ท้อไหม ท้อ แต่ด้วยความที่นึกในใจอยู่ตลอดว่า เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำแบบนี้ เพราะเคยได้รับโอกาสจากไอแคร์ จึงตั้งใจทำในสิ่งที่เคยได้รับโอกาส อยากมอบโอกาสให้น้องรุ่นถัดไปที่ตรงตามคอนเซ็ปต์มูลนิธิ คือ การสร้างโอกาส สร้างการศึกษาให้คนในพื้นที่ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเขา
ถามว่า ทำไมไม่ไปทำงานอย่างอื่นตามศักยภาพด้านภาษาอังกฤษที่มี พูดตรงๆ ว่า ทุกคนอยากรวย ถ้าผมมองอย่างนั้น ผมคงไปทำงานที่ออสเตรเลียแล้ว แต่ผมมองว่าเด็กที่อยู่หลังเขา เขายากจน ผมมองเห็นภาพของตัวเองเมื่อ 20 ปีก่อน
ขอบคุณมูลนิธิไอแคร์ที่ไม่ทอดทิ้งเด็ก ซึ่งถ้าไม่ได้รับโอกาสจะหลุดจากระบบการศึกษา
ขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับเด็กอย่างผม ซึ่งวันนี้ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ขาดโอกาส

อนุวัตร ตรรกชนชูชัย
ครูภาษาอังกฤษ ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยกุ๊ก อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
อดีตนักศึกษาทุนมหาวิทยาลัยโดย ‘ไอแคร์’
มูลนิธิไอแคร์ ประเทศไทย
www.icarethailand.com ชั้น 30 อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ 689 ถนนสุขุมวิท ซอย 35 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร 0-2017-2902 มือถือ 08-5155-5222 [email protected] บริจาคโดย ผ่านการโอนเงินทางธนาคาร iCare Thailand Foundation ธนาคารกสิกรไทย 575-2-19699-2
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร – เรื่อง
วรพงษ์ เจริญผล – ภาพ

