‘ถั่วเขียว’ (มหัศจรรย์) สายพันธุ์ KUML นวัตกรรมแก้จน ดึงกลไกตลาดนำการผลิต พลิกชีวิตเกษตรกร

12.03.24 | 12:00 น.

‘ถั่วเขียว’ (มหัศจรรย์) สายพันธุ์ KUML นวัตกรรมแก้จน ดึงกลไกตลาดนำการผลิต พลิกชีวิตเกษตรกร


ประเทศไทยยังคงประสบภาวะสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะเขตอีสานที่ดำรงชีวิตด้วยเกษตรกรรม อาทิ การทำนา ปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด แต่กระบวนการหลังจากการเก็บเกี่ยวนั้นเป็นไปได้อย่างยากลำบาก เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนานที่จะปรับสภาพดินให้ดีขึ้นเพื่อทำการปลูกพืชในครั้งถัดไป

ถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML

“พืชตระกูลถั่ว” ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทคลี่คลายกับปัญหาที่เกษตรกรพบเจอ จึงนับเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมาก เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้บริโภคและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ

ทว่า ผลผลิตพืชตระกูลถั่วในประเทศมีไม่เพียงพอ ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท และพื้นที่การเพาะปลูกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบถึงปากท้องเกษตรกร ต้องดิ้นรนหาอาชีพเสริมด้วยการอพยพแรงงานข้ามต่างจังหวัด ทำให้เห็นถึงปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

Advertisement

‘สวทช.’แก้ระบบนิเวศ ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ดันเศรษฐกิจ ‘ระบบนวัตกรรมแก้จน’

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาพันธุ์ถั่วเขียวและลงพื้นที่ อาทิ แปลงถั่วเขียวอินทรีย์ โรงงานข้าวดินดีบริษัท ข้าวดินดี จำกัด และศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม ที่จังหวัดอำนาจเจริญและศรีสะเกษ

เพื่อเยี่ยมชมความสำเร็จ “โครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกตลาดนำการผลิต” ที่ขับเคลื่อนระบบเกษตร ผลักดันเศรษฐกิจชุมชุนสู่การตลาดโลก และปรับสภาวะสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งในเขตภาคอีสาน พร้อมลุยแก้ตั้งแต่ปัญหาต้นน้ำถึงปลายน้ำให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์

วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยถึงความสำเร็จว่า สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้ ศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ และ รศ.ดร.ประกิจ สมท่า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาพันธุ์ถั่วเขียวจนได้สายพันธุ์ KUML 1-5 และ 8 ซึ่งนักวิชาการหลายท่าน ได้ร่วมคิดค้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกษตรกรทั่วประเทศไทยได้รับองค์ความรู้ที่ช่วยแก้ปัญหาถูกจุด

ถั่วเขียวแปรรูปเส้นพาสตา

“เรามุ่งเน้นเพื่อพัฒนากลุ่มผู้ผลิตถั่วเขียวให้มีผลผลิตสูงและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดถั่วเขียวทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้กลไกตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวในประเทศไทย อีกทั้งยังมีเรื่องการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เพราะเกษตรกรยังขาดความรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการรวมถึงปัญหาเรื่องตลาดรับซื้อผลผลิต

ประเทศไทยประสบภาวะสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ รัฐบาลจึงต้องส่งเสริมให้ลดการทำนาปรัง โดยปลูกพืชทนแล้งหรือพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง จะเป็นพืชไหนไม่ได้นอกจากพืชตระกูลถั่ว ซึ่งนับเป็นพืชที่มีความสำคัญ เพราะเป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยช่วยตัดวงจรชีวิตโรคแมลงในพื้นที่นาข้าว และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน นอกจากนี้ พืชตระกูลถั่วยังเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งใช้ในการบริโภคและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆ” วิราภรณ์เผย และทิ้งท้ายไว้ว่า

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากบ้านต้นข้าว

ปัจจุบันหลังจากที่ได้รับองค์ความรู้ปรับเปลี่ยนระบบนิเวศใหม่ เกษตรกรเริ่มนิยมนำถั่วเขียว KUML ไปปลูกพืชหลังนาเพื่อปรับปรุงดินให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร คือ การนำนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน อาทิ การจัดการภัยแล้ง นวัตกรรมแก้จน รวมถึงการพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภูมิภาค และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

‘ศรีสะเกษ’ แลนด์มาร์กเกษตรอินทรีย์

อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต

ด้าน อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เสริมว่า ผลผลิตพืชตระกูลถั่วในประเทศมีไม่เพียงพอ จากปัญหาที่ยังคงพบเจอ ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี สท. สวทช. จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อขยายผลถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML โดย ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และใช้กลไก “ตลาดนำการผลิต” ดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชน บริษัท กิตติทัต จำกัด

เพื่อผลักดันและบริหารจัดการมาตรฐานและราคาถั่วเขียว KUML รับซื้อผลผลิตถั่วเขียวปลอดภัย โดยจะนำเนินงานใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดเพชรบูรณ์ พะเยา และร้อยเอ็ด จากนั้นบริษัท ข้าวดินดี จำกัด เข้ามารับซื้อผลผลิตถั่วเขียวอินทรีย์ เพื่อแปรรูปเป็นพาสต้าถั่วเขียวอินทรีย์ ทั้งนี้ ต้องการขยายผลให้ครอบคลุมใน 5 จังหวัด

“พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นด้านการเกษตรฉะนั้นต้องการมุ่งหวังการสร้างกลุ่มผู้ผลิตถั่วเขียว สามารถป้อนถั่วเขียวระดับชุมชน สามารถลดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินงาน

จังหวัดศรีสะเกษถือเป็นดินแดนมหัศจรรย์ ที่เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ทั้งสิ้น 3,000,799 ไร่ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวจำนวน 235,558 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย 405.23 กิโลกรัม/ไร่ ตั้งแต่ปี 2564 ได้ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา ได้แก่ ถั่วเขียวพันธุ์ KUML ซึ่ง สวทช. เป็นแกนหลักที่เข้ามาขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานในจังหวัด มีกลไกที่ชัดเจนในการใช้ตลาดนำการผลิตเพื่อส่งเสริมเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

เปิดไทมไลน์ ‘กลไกตลาดโลก’

ช่วยเกษตรกรเลิกโดน ‘กดขี่ราคา’


วัชรากร กิจตรงศิริ

วัชรากร กิจตรงศิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ข้าวดินดี จำกัด เผยถึงกลไกการตลาดโลกและการเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจเกษตรกร โรงงานผลิตพาสต้าจากข้าว ของบริษัท ข้าวดินดี จำกัด ตั้งอยู่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นชัยภูมิที่อยู่ในเขตพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดอำนาจเจริญ มีการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรมเสมอ

โดยโรงงานมีกระบวนการผลิตที่ได้รับรองมาตรฐานควบคุมคุณภาพการผลิตในระดับสากล เช่น HACCP และ BRC ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่ผู้บริโภคยอมรับระดับโลก พนักงานฝ่ายผลิตได้ผลิตสินค้าภายใต้นโยบายควบคุมคุณภาพที่คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลัก

การส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกร ดำเนินการภายใต้กลไก ‘ตลาดนำการผลิต’ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวอินทรีย์ จึงได้มีการประสานกับบริษัทผู้ที่จะมารับซื้อผลิตผลนี้ตั้งแต่ต้น
โดย บริษัท ข้าวดินดี จำกัด คือ ผู้ที่มารับซื้อผลผลิตถั่วเขียวอินทรีย์ใน จังหวัดอำนาจเจริญ โดยความต้องการผลผลิตถั่วเขียว เพื่อแปรรูปเป็นพาสต้าถั่วเขียวอินทรีย์

“จุดประสงค์ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งคือ มีความตั้งใจที่อยากช่วยเกษตรกร จึงได้วางแนวทางในการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรที่ตั้งใจปลูกข้าวอินทรีย์ ได้รายได้มากขึ้น แต่ที่ผ่านมากลับพบว่า ตราบใดที่ยังรับซื้อข้าวที่เป็นเมล็ดจากเกษตรกร พวกเขาก็ยังถูกกดขี่ ถูกกดราคา จากราคาที่ผู้ส่งออกต้องการมาซื้ออยู่ดี ยังไม่สามารถกำหนดราคาของเกษตรของตัวเองได้

จนกระทั่ง ในปี 2556-2557 มีผู้ที่เอาข้าวมาแปรรูป แล้วบดเป็นแป้ง ซึ่งทำให้เขาตั้งราคารับซื้อได้จากเกษตรกรได้ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คิดว่าสักวันหนึ่ง ถ้าทุกอย่างพร้อม จึงอยากเข้าไปอยู่ในสายงานแปรรูปสินค้าเกษตรได้จริง จนเมื่อพร้อม ก็มาทำเรื่องข้าวอินทรีย์ จากนั้นก็ทำเส้นพาสต้าจากข้าวอินทรีย์ในระยะเริ่มต้น และคิดต่อว่าเราควรมีเส้นพาสต้าที่ให้โปรตีนเพิ่ม ก็มาเจอว่าควรส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกถั่วเขียวอินทรีย์เป็นพืชหลังนาบ้าง

ในช่วงแรกเราเอาถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาทมาให้เกษตรกรปลูก แล้วพบว่าถั่วพันธุ์นี้กลับสุกไม่พร้อมกัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บด้วยมือ ทำให้มีต้นทุนแรงงานสูง จนมาในช่วงหนึ่งเราต้องไปนำเข้าจากจีนแทน

ต่อมามาทาง สวทช. เข้ามาเสนอว่าควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML เพราะถั่วเขียวนั้นจะสุกพร้อมกัน พี่น้องในชุมชนเริ่มเปิดใจเมื่อถั่วเขียว KUML กลับตอบโจทย์ Pain point ของบริษัทที่ร่วมสนับสนุน ซึ่งทำให้เห็นว่า เมื่อถั่วเขียวมีคุณภาพเช่นนี้ ทำให้เมื่อนำไปผลิตสินค้าแล้ว สีของเส้นพาสต้าก็มีความสม่ำเสมอมากขึ้น

ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการแปรรูปถั่วเขียวมองว่า ถั่วเขียวสายพันธุ์ KUML ถือว่าสร้างคุณูปการให้กับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยได้ดีขึ้นอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้พันธุ์ถั่วเขียวไม่มีการพัฒนามาก่อน ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น

เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนโรงงานได้ถั่วเขียวที่มีคุณภาพดีและเป็นผลดีตั้งแต่เศรษฐกิจจนถึงภาพรวมของประเทศ” วัชรากรเผย

แกนนำยกระดับ ‘สถาบันครอบครัว’

พลิกชีวิต 10 ปี เกษตรกรรายได้เพิ่มขึ้น

อดุลย์ โคลนพันธ์

อดุลย์ โคลนพันธ์ เกษตรกรแกนนำ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง ย้อนความเป็นมาของเกษตรแกนนำ และเผยถึงมุมมองความเป็นอยู่ของชุมชนว่า กลุ่มเกษตรกรจากเดิมปลูกถั่วเขียวพันธุ์ทั่วไป เหลือขายเล็กน้อยมีรายได้เฉลี่ยต่อไร่เพียง 1,500 บาท เมื่อเริ่มเปิดใจปลูกถั่วเขียว KUML ซึ่งเป็นพืชหลังนาทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัว ผลผลิตที่ได้ก็เพิ่มขึ้นตามมา มีรายได้เฉลี่ย 3,000 บาทต่อไร่ ซึ่งถือว่ามีรายได้เพิ่มจากการเก็บเกี่ยวข้าวผักแปลงนาที่ทำกันตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น

“เมื่อ 10 ปีที่แล้วเศรษฐกิจในชุมชนแย่ลงมาก แม้แต่ระบบนิเวศที่ช่วยผลักดันกันเท่าไหร่ก็ไม่เห็นถึงทิศทางที่จะพัฒนาได้ ช่วงฤดูกาลที่ต้องเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรจะเริ่มหารายได้เสริมโดยอพยพแรงงานไปทำงานที่ต่างจังหวัด เพื่อปากท้องของครอบครัว

จนหลังจากที่มีโครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML ด้วยกลไกการตลาดนำการผลิต เข้ามาหลังจากที่ได้เรียนรู้กระบวนการปลูกและองค์ความรู้จาก สวทช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้เข้ามาถ่ายทอดขยายผลเทคโนโลยีการผลิตถั่วเขียวคุณภาพสายพันธุ์ KUML อย่างครบวงจร

เริ่มตั้งแต่การปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตที่ได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว หมู่บ้านครึกครื้นมากขึ้น เพราะคนในชุมชนไม่ต้องอพยพแรงงานไปต่างจังหวัด อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาทุกครอบครัว” อดุลย์เอ่ยอย่างปลื้มใจและเสริมต่อไปอีกว่า เกษตรกรทั่วไปเดิมทีจะไม่มีความรู้ในด้านวิชาการ และทำตามบรรพบุรุษต่อๆ กันมา ตั้งแต่การปลูก การผลิต การแปรรูป ซึ่งวิธีเหล่านี้เป็นกระบวนการแบบเดิมที่เป็นปัญหาต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างมาก เมื่อมีกลุ่มเกษตรกรแกนนำเข้ามามีบทบาทจึงต้องทำหน้าที่ชักชวนชุมชน ปรับเปลี่ยนกระบวนการเดิมและช่วยผลักดันให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่เกษตรกรปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา (ช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี) นอกจากจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้วสภาพดินก็ดีเช่นกัน ส่งผลให้การปลูกข้าวในรอบฤดูถัดไปมีผลผลิตเพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังลดการใส่ปุ๋ยในนาข้าวได้เกินครึ่งโดยมีภาคเอกชนอย่าง บริษัท ข้าวดินดี จำกัด ที่ช่วยรับซื้อผลผลิตถั่วเขียวจากการเกษตรกรในจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกถั่วเขียวอินทรีย์สายพันธุ์ KUML

จนเกิดการต่อยอดนำไปผลิต แปรรูปเป็นพาสต้าออร์แกนิคส่งขายทั้งในและต่างประเทศ และที่สำคัญเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวไว้ใช้เอง เพื่อนำต้นทุนการซื้อเมล็ดพันธุ์ในการปลูกฤดูกาลถัดไป

“ในฐานะเกษตรกรแกนนำ ที่มองเห็นความเป็นอยู่ของพี่น้องในชุมชุนอย่างใกล้ชิด ภูมิใจมากที่สามารถพลิกโอกาสที่ได้รับมานั้นเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ ส่งเสริมคนในชุมชนสร้างงานสร้างอาชีพ อีกทั้งยังยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นและทำให้สถาบันครอบครัวมีความสุขได้” อดุลย์เผย

นับเป็นโปรเจ็กต์ดีๆ ที่ต้องปรบมือดังๆ ให้ทุกภาคส่วนที่มีความตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย เดินหน้าอีกก้าวของกลไกตลาดโลก

สุภัทตรา น้อยสอาด