ร่ายยาวอย่างลึกซึ้งละเอียดยิบในปมปัญหาที่ดิน สะกดผู้ฟังให้ตราตรึงใจในเรื่องใกล้ตัวที่ดูเหมือนถูกมองเป็นเรื่องห่างไกลจากการ จับต้องได้ ทั้งที่แท้จริงหาใช่เช่นนั้น
ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชื่อดัง ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 19 ในวาระครบรอบ 75 ปีของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระหึ่มห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา
“เราศึกษาเรื่องที่ดินกันไปทำไม? ในปัจจุบันการศึกษาวิจัยเรื่องที่ดินดูจะเป็นเรื่องตกยุค หรือล้าสมัย สำหรับชาวเมืองใหญ่ก็ยิ่งดูเป็นเรื่องไกลตัวไปเสียแล้ว โดยเฉพาะเมื่อในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราส่วนหนึ่งเข้าใจและเห็นภาพเดียวกันว่ารัฐไทยเอาใจใส่และวางนโยบาย เกี่ยวกับที่ดินเอาไว้อย่างครอบคลุม พร้อมกับประสบความสำเร็จในการมอบที่อยู่ที่กิน การขยายพื้นที่เกษตรกรรม พัฒนาเทคโนโลยี ออกกฎหมายและระเบียบใหม่ในการกำกับดูแลที่ดินอย่างต่อเนื่อง
การศึกษาเรื่องระบบกำกับดูแลที่ดินเพื่อการพัฒนา: ทางเลือกการใช้ที่ดินและนโยบายที่ดินใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งได้รับรางวัลผลงานวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้สรุปย่อจัดพิมพ์เป็นหนังสืออ่านง่ายชื่อ Getting Land Right: ระบบกำกับดูแลที่ดินไทยต้องปฏิรูป นำข้าพเจ้าและคณะวิจัย รวม 15 คน ไปพบกับความซับซ้อนของการกำกับดูแลที่ดิน หรือ land governance ในบ้านเราที่ขึ้นชื่อว่า อยู่ดีกินดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นอู่ข้าว-อู่น้ำ-รังนอน ที่ดูเหมือนจะเพียงพอสมบูรณ์แล้ว แต่ยังคงเต็มไปด้วยปัญหาที่ซับซ้อนและลุ่มลึกหลากมิติ และจะยิ่งเขม็งเกลียวขึ้นเรื่อยๆ ในบริบทของทุนและปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกสมัยใหม่” ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุกเกริ่นที่มาชวนร่วมขบคิด
จากนั้นเดินเครื่องเปิดเผยข้อมูลจัดเต็ม เนื้อหาสำคัญ ดังนี้
6 ปี รัฐฟ้องประชาชน 50,000 คดี
ยืดเยื้อ รุนแรง ความขัดแย้งจากยุคอดีต
เฉพาะในช่วง พ.ศ.2557-2562 หน่วยงานรัฐฟ้องร้องประชาชนว่าบุกรุกที่ดินประเภทที่รัฐนิยามว่าเป็น “ป่า” อยู่กว่า 50,000 คดี โดยยังไม่รวมกรณีพิพาทระหว่างประชาชนด้วยกัน และที่น่าตกใจคือความ
ขัดแย้งเหล่านี้ตามมาด้วยความรุนแรงไปจนถึงการอุ้มหาย
ที่มาของความขัดแย้งในอดีต เมืองไทยมีประชากรน้อย พื้นที่ที่ป่าปกคลุมมีอยู่มาก ทว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่ พ.ศ.2500 เป็นยุคสมัยการพัฒนา ประชากรเพิ่มขึ้นในอัตราสูง และรัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาทุกรูปแบบ ดังนั้น การใช้ที่ดินจึงขยายไปอย่างรวดเร็ว ประชาชนจับจองที่ดินเพื่อการทำมาหาเลี้ยงชีพ
อีกทั้งรัฐบาลก็ส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก ผลิตสินค้าทางการเกษตร ส่งเสริมให้นักลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป ทั้งเพื่อกินใช้ในประเทศและเพื่อส่งออก รัฐบาลขยายการจดทะเบียนที่ดินเอกชนได้มาก โดยเฉพาะในบริเวณนาข้าวภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในที่ไกลปืนเที่ยง การจดทะเบียนที่ดินเอกชนกลับยังลักลั่น หลายครอบครัวและปัจเจกบุคคลสูญเสียสิทธิตามกฎหมายในที่ดินที่จับจองมา
ในทางกลับกัน ครอบครัวที่มีอิทธิพลและอำนาจสามารถชักจูงให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องออกเอกสารสิทธิให้ ยิ่งรัฐไทยไม่สามารถขจัดการคอร์รัปชั่นได้ การถือครองที่ดินก็ยิ่งมีความเหลื่อมล้ำสูง
ปลายทศวรรษ 2520 สัดส่วนพื้นที่ป่าลดลงมาก นำไปสู่ข้อวิตกกังวลเรื่องป่าหดหาย รัฐบาลตั้งเป้ากำหนดให้มีพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมด แม้ว่าผู้คนจำนวนมากจะยังชีพด้วยการหาของป่า ใช้สอย หรืออยู่อาศัยทำมาหากินในที่ดังกล่าวมาก่อนแล้ว
สมัยสงครามเย็น ความตื่นกลัวภัยคอมมิวนิสต์ทำให้ที่ดินป่า เกี่ยวโยงกับความมั่นคง ฝ่ายกองทัพจึงเพิ่มบทบาทในด้านนโยบายที่ดิน และได้ใช้แนวคิด ป่าต้องปลอดคน
ส่งผลให้ความเชื่อที่ว่า คนอยู่ป่าทำลายป่า มีความซับซ้อนขึ้นและกลายเป็นประเด็นทางการเมือง

ชำแหละ (กระแส) แนวคิด ‘ป่า (ต้อง) ปลอดคน’
จากตะวันตกสู่ผืนดินไทย
มีนักการเมืองถามข้าพเจ้าว่า กระแสแนวคิดที่ว่า ป่าต้องปลอดคน และป่าต้องมีสัดส่วนร้อยละ 40 ของที่ดินทั้งหมดในประเทศนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
ที่มาของสองกระแสแนวคิด กรมป่าไม้และรัฐไทยในอดีตผสมผสานแนวคิดต่างๆ ที่รับมาจากตะวันตกในสมัยเจ้าอาณานิคมเป็นใหญ่ เช่น แนวคิดทฤษฎีป่าไม้ดั้งเดิมของเยอรมนีที่มองมนุษย์เป็นศัตรูของป่า แต่ในทางปฏิบัติกลับยอมให้มีคนงานทำไม้ หรือปลูกฝิ่นได้ เมื่อรัฐเป็นฝ่ายได้ประโยชน์
สำหรับแนวคิดที่มองว่าป่าต้องมีสัดส่วนร้อยละ 40 ของพื้นที่ ทั้งประเทศนั้น เป็นแนวคิดที่กรมป่าไม้ได้รับมาจาก นายจี. เอ็น. ดันฮอฟ (G. N. Danhof) ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ชาวเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2495
ในการอภิปรายเรื่องนี้ ต่อมาผู้ไม่เห็นด้วยได้ถามหาหลักฐานสนับสนุนว่าเหตุใดจึงต้องคงสัดส่วนป่าไม้ให้เท่ากันทุกแห่ง และเหตุใด สัดส่วนป่าไม้ขั้นต่ำที่สุดจึงต้องกำหนดให้เป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ทั้งยังมองว่าการจะอนุรักษ์ป่าให้ได้ผลในโลกปัจจุบัน อาจจะต้องมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับความจำเป็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจแต่ละแห่งมากกว่า
ในกรณีของไทยมีการโยงประเด็นนี้เข้ากับเรื่องการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเพื่อให้มีน้ำพอเพียง แต่ก็น่าคิดเช่นกันว่า ประเทศที่มีทะเลทรายเป็นส่วนมากอย่างอิสราเอล ก็มีวิธีหาน้ำใช้ได้โดยไม่ต้องจำกัดพื้นที่ป่า
ขั้นต่ำที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งประเทศ
อิทธิพลของกระแสแนวคิดทั้งสองสะท้อนให้เห็นใน พ.ร.บ.ป่าไม้ไทย พ.ศ.2484 ซึ่งนิยามว่า ป่า คือ ที่ดิน ที่ยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ ไม่ได้นิยามป่าตามสภาพทางภูมิศาสตร์ แต่นิยามด้วยอำนาจรัฐที่กำหนดว่าใครจะเป็นเจ้าของและเป็นผู้กำกับควบคุมที่ดิน
ทั้งนี้ ที่ดินรัฐมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ในทศวรรษ 2560 ที่ดินเอกชนมีเอกสารสิทธิในการดูแลของกรมที่ดินเพิ่มเป็นประมาณร้อยละ 40 แต่ภาครัฐยังกำกับควบคุมที่ดินที่เหลืออีกร้อยละ 60 ระบบการกำกับดูแลที่ดินไทยที่ตกทอดมาเป็นไปอย่างขาดเอกภาพ ตกผลึกเป็นการกำกับที่ดินรัฐ ที่ดินเอกชน และที่ดินประหนึ่ง กึ่งรัฐ-กึ่งเอกชน เช่น ที่ดิน ส.ป.ก. แต่ละส่วนมีกฎหมาย กฎเกณฑ์ และโครงสร้างการบริหารจัดการเฉพาะแยกจากกัน มีหลายหน่วยงานกำกับในแต่ละส่วน เป็น
พหุระบบที่ซับซ้อน สร้างความสับสน ไร้ประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาการทับซ้อนระหว่างที่รัฐกับที่รัฐด้วยกัน รวมถึงระหว่างที่รัฐกับที่ซึ่งประชาชนเข้าใช้หรือครอบครองมาเนิ่นนานตามสิทธิธรรมชาติ ความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิตามประเพณี

One Map มุ่งทำแผนที่ ‘เป็นหนึ่งเดียว’ หวังแก้ปัญหาทับซ้อน
ปลายทศวรรษ 2550 รัฐบาลมีโครงการใช้เทคโนโลยีใหม่ของ GPS และข้อมูลการถือครองที่ดินประเภทต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งจัดทำแผนที่ให้เป็นหนึ่งเดียว (One Map) และแสดงว่าพื้นที่ทุกตารางวาของไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดอย่างชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาการทับซ้อนของที่ดินที่กล่าวมา แต่โครงการก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
ในเบื้องต้นผลรวมพื้นที่ของที่ดินแต่ละประเภทรวมกันได้จำนวนถึง 465 ล้านไร่มากกว่าขนาดพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทยปัจจุบันที่มีประมาณ 320 ล้านไร่ ซึ่งหมายความว่าขณะนี้พื้นที่มากกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดในไทยกำลังทับซ้อนกันอยู่ นอกจากแนวเขตที่ดินประเภทต่างๆ จะไม่ชัดเจนแล้ว ปัญหายังพอกพูนขึ้นด้วยประเด็นการถือครองที่ดินในรูปแบบตัวแทนอำพราง อันนำมาซึ่งการโต้แย้งสิทธิระหว่าง
ภาครัฐกับประชาชนที่เพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
แม่แจ่มโมเดล-น่านแซนด์บ็อกซ์
พลังแห่งการต่อสู้ ผลักดันวิถี ‘คนอยู่กับป่า’
การต่อสู้อันยาวนานของประชาชนนั้นฉายพลังแจ่มชัดขึ้นดังกรณีที่ท้องถิ่นเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการใช้ที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเดิมขาดความเป็นประชาธิปไตยและความโปร่งใส เช่น ศรีสะเกษและกาฬสินธุ์ จนกระทั่งสามารถพัฒนาระบบการจัดการข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน สามารถคัดง้างผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุญาตให้กิจการเหมืองแร่ อุตสาหกรรม และพลังงานขนาดใหญ่เข้ามาใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ติดกับพื้นที่ชุมชนได้
เราได้เห็นความพยายามของชุมชนในการใช้ทุนทรัพยากรพื้นถิ่น ทุนมนุษย์ ทุนวัฒนธรรม ที่ต่างกันไปในแต่ละแห่ง มาสร้างกติกาและ ขับเคลื่อนวิถีคนอยู่กับป่าได้อย่างประสบผลสำเร็จ ในกรณีแม่แจ่มโมเดล จ.เชียงใหม่ และน่านแซนด์บ็อกซ์ จ.น่าน ที่ต่างมีการใช้ทุนของชุมชน และมีแนวทางในการขับเคลื่อนต่างกัน แต่มุ่งไปสู่การแก้ปัญหา โดยที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แม้สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้จะยังอยู่ในระดับสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า ไม่รวมถึงสิทธิในการจัดการ การกีดกัน และการถ่ายโอนที่ยังคงอยู่ในสภาพที่ต้องต่อรองกับภาครัฐต่อไป
ปัญหายุคใหม่ ทำ ‘คนเมือง’ สนใจป่า
โยง PM2.5-ภาวะโลกร้อน
มีความยุ่งยากอีกมากในอนาคต หนึ่งในความยุ่งยากนั้นคือการจัดระเบียบที่ดิน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐไทยได้รับการสนับสนุนจากนายทุนชาติ นายทุนท้องถิ่น และนายทุนข้ามชาติ ทำให้ประชาชนถูกกีดกันออกจากที่ดินและถูกผลักให้เผชิญปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร ปัญหาระบบนิเวศ และการละเมิดสิทธิชุมชนที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าในอีกมิติหนึ่ง การกำกับดูแลที่ดินและผืนป่าอย่างมีประสิทธิภาพยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในบริบทของวิกฤตโลกร้อนและมลภาวะซึ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะผืนป่ามีศักยภาพสำคัญในฐานะแหล่งดูดซับคาร์บอนของโลก ในขณะเดียวกันผืนป่าก็กำลังเผชิญปรากฏการณ์ไฟป่าชุกขึ้น ซึ่งลำพังกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่เพียงพอจะจัดการได้ทันการณ์
การอภิปรายเรื่องคนกับป่า ณ ปัจจุบันได้เปิดมิติที่โยงกับปัญหายุคใหม่ กล่าวคือ คนเมืองสนใจป่ามากขึ้น จากมิติที่มีนัยเชื่อมโยงไปถึงปัญหาภาวะโลกร้อนและฝุ่น PM2.5 จากหมอกควันและมลพิษทางอากาศที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
กำกับดูแลที่ดิน ทั้งศาสตร์ ทั้งศิลป์ ที่ไม่อาจละเลย
การกำกับดูแลที่ดินอันซับซ้อนละเอียดอ่อน ผสานหลากมิติ ทั้งภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ความใฝ่ฝันของผู้คน และสิทธิธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์นั้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่อาจละเลย หรือให้น้ำหนักกับด้านใดมากน้อยไปกว่ากัน
เหตุที่เป็นศาสตร์ ก็เพราะว่าที่ดินเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางธรรมชาติ เป็นทรัพย์เศรษฐกิจของชาติที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ อากาศ และสิ่งแวดล้อม จึงต้องการความรู้ ข้อมูล และเทคนิคต่างๆ
ส่วนเหตุที่เป็นศิลป์ ก็เพราะที่ดินมีมนุษย์อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ที่ดินคือหลักประกันขั้นพื้นฐานที่สุดว่าพวกเขาจะมีที่พักพิงคุ้มภัย มีบ้านให้เติบใหญ่ และมีทรัพยากรให้หากิน เป็นความมั่นคงอย่างแรกที่มนุษย์พึงมี เพื่อจะนำไปสู่ความสามารถที่จะมีชีวิตอย่างมั่นคงในด้านอื่นๆ
ทั้งยังบ่งบอกเอกลักษณ์ของกลุ่มชนจากแต่ละถิ่นที่อยู่อันหลากหลาย
ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรืออาจารย์ป๋วย เป็นนักเศรษฐศาสตร์มนุษยนิยม แม้ท่านจะเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในสายงานของท่านจนกล่าวได้ว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอด แต่อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าท่านไม่ได้เชื่อในบทบาทของตลาดอย่างเต็มที่ตามแนวทางของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสุดโต่ง แต่กลับมองว่าเศรษฐกิจเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน
ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ อาจารย์ป๋วยได้รับเชิญไปที่มหาวิทยาลัย
เคมบริดจ์ และได้ร้อยเรียงบันทึกว่าด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองของท่าน ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มนุษยนิยม ซึ่งเห็นประชาชนเป็นใหญ่ภายใต้รัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภา ประชาธิปไตย
แนวคิดนั้น อาจารย์ป๋วยนิยามเป็นคำสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้งและทรงพลังว่า สันติประชาธรรม อันประกอบด้วยแก่นสาร 2 ประการ คือ หนึ่ง สิทธิและเสรีภาพ ของคนที่จำกัดความตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ภายใต้ขอบเขตที่จะไม่ทำลายเสรีภาพและสิทธิของผู้อื่น และสอง การมีส่วนร่วมกำหนดโชคชะตาของสังคมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะมีฐานะ เพศสภาพ หรือกำเนิดมาอย่างใด

เปิดข้อเสนอจากผลวิจัย ‘ปฏิรูปขนานใหญ่’ คือคำตอบ
ศาสตร์และศิลป์ของการกำกับดูแลที่ดินไทย ปัญหาที่ทับถมและข้อท้าทายใหม่ๆ ที่โถมทับ ชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปฏิรูประบบกำกับดูแลที่ดินไทยขนานใหญ่ ซึ่งงานวิจัยของข้าพเจ้าและคณะวิจัยขอเสนอแนวทางหลักเป็นโครงการระยะยาวโดยย่อ ตามประเด็นต่อไปนี้
1.ส่งเสริมการกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ เมื่อแต่ละท้องถิ่นมีสภาพภูมิศาสตร์ อิทธิพลในพื้นที่ และปัญหาที่แตกต่างกัน การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงประโยชน์การใช้ที่ดิน รวมถึงการแก้ปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินรัฐ และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
จึงควรต้องเปิดให้องค์กรระดับภูมิภาค จังหวัด และประชาชน มีส่วนร่วมในการกำหนดและดำเนินนโยบายทุกขั้นตอนอย่างแท้จริง มีกระบวนการเจรจาต่อรองที่โปร่งใส เป็นธรรม ปลอดจากอำนาจการชี้นำของผู้มีอิทธิพล
อาจให้สถาบันการศึกษา หรือองค์กรพัฒนาเอกชนในท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือด้านการจัดระบบข้อมูลและการสำรวจความเห็น แทนที่จะรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางดังที่เคยเป็นมา
2.ปรับการกำกับดูแลที่ดินให้เป็นระบบเดียวที่เรียบง่ายและทันการณ์ ไม่ว่าจะเป็นระบบกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายที่ดิน รัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวเนื่องกันให้เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และสอดคล้องกัน ทั้งยังต้องปรับโครงสร้างองค์กรกำกับดูแลที่ดินให้ชัดเจนขึ้น โดยมีองค์กรกลาง เช่น กรมที่ดินเป็นหน่วยงานหลัก และจัดทำโครงการระยะยาวที่มีเป้าหมายชัดเจน
3.ลดการถือครองที่ดินโดยรัฐที่มากเกินความจำเป็น ขณะที่ประชาชนจำนวนมากขาดไร้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ภาครัฐกลับถือครองที่ดินถึงประมาณร้อยละ 60 ของที่ดินทั้งหมดในประเทศไทย การแจกแจงที่ดินประเภทต่างๆ ก็ยังมีปัญหา ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งที่ครอบครองที่ราชพัสดุเป็นล้านๆ ไร่ แต่ทิ้งร้างไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์
รัฐต้องเร่งการดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ให้แล้วเสร็จโดยเร็วและโปร่งใส เพื่อให้แนวเขตที่ดินแต่ละประเภทชัดเจน ไม่ทับซ้อนกัน ทั้งในกรณีที่ดินของรัฐกับที่ดินของรัฐ และในกรณีที่ดินของรัฐกับที่ดินของเอกชน
ตามด้วยการสร้างกลไกเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ที่ดินเหล่านี้ได้ โดยในทางกฎหมายยังอาจให้ที่ดินนั้นอยู่ในครอบครองของรัฐ ด้วยรูปแบบที่สอดคล้องกับความประสงค์และความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญกับคนไปพร้อมๆ กับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การจัดให้มีป่าชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างเหมาะสม การจัดการใน
รูปแบบโฉนดชุมชนตามแนวทางของภาคประชาชน เร่งรัดการรับรองสิทธิในที่ดิน ส.ป.ก.ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข
4.ป่าไม่จำเป็นต้องปลอดคน การรักษาทำนุบำรุงที่ดินป่ายิ่งสำคัญและยุ่งยากมากขึ้น ในบริบทของวิกฤตโลกร้อน งานวิจัยชี้ว่าการที่ชุมชนอยู่ร่วมกับป่านั้นสามารถช่วยรักษาป่าได้ดี เห็นควรต้องส่งเสริมความ
ร่วมมือกันระหว่างชุมชนป่ากับภาคราชการ ในกระบวนการขยายพื้นที่อนุรักษ์
5.เมืองต้องไม่กินคน ความเป็นเมืองจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจะทับทวีและเลวร้ายลงในวิกฤตโลกร้อน เราจึงจำเป็นต้องปรับปรุงการกำกับดูแล และวางผังที่ดินเมืองเพื่อสังคมโดยรวมให้มีประสิทธิภาพ โดยต้องปรับสมดุลระหว่างการหากำไรของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และเป้าหมายของสังคม ซึ่งก็คือการมีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน
รวมทั้งการเก็บภาษีที่ดินเพื่อบรรลุเป้าหมายของสังคมโดยรวม

