เที่ยว‘ภูกระดึง-ภูกระดิ่ง’
ก่อน‘กระเช้าไฟฟ้า’จะมา

ราวเดือนธันวาคม 2566 โครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งในการประชุม ครม.สัญจร ของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่จังหวัดหนองบัวลำภู พูดกันถึงเป้าหมายหารายได้ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสร้างงานให้กับชาวบ้านในระดับชุมชนของจังหวัดเลย และจังหวัดใกล้เคียง โครงการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงจึงกลายเป็นข่าวใหญ่ทั้งในหน้ากระดาษและสื่อออนไลน์ขึ้นอีกครั้ง หลังห่างหายไปเกือบ 30 ปี และครั้งนี้ พ.ศ.2567 เริ่มมีความเห็นของคนในพื้นที่เปลี่ยนไปจาก แต่เดิมที่เคยขึ้นป้ายคัดค้านไม่เอากระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง แต่มาครั้งนี้กลับเป็นป้ายสนับสนุนให้มี อย่างไรก็ดี ข้อยุติในเรื่องนี้ก็ยังไม่มีคำตอบอยู่ดีว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง อีกทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังรีๆ รอๆ ไม่กล้าฟันธง เพราะยังมีทั้งผู้เห็นต่างและผู้เห็นด้วย โยนให้เป็นเรื่องของการสำรวจศึกษาต่อไปอีก

ก่อนที่กระเช้าไฟฟ้าจะมา และก่อนจะมีการประกาศปิดอุทยานฯในวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ถือโอกาสเดินเท้าขึ้นภูดูทิวทัศน์สัมผัสธรรมชาติ
“ภูกระดึง” หรือ “อุทยานแห่งชาติภูกระดึง” กินพื้นที่ปัจจุบันระบุตัวเลข 217,576.25 ไร่ หรือ 348.12 ตารางกิโลเมตร ซึ่งดูเหมือนว่าจะลดลงไปจากตัวเลขเดิมที่เคยมีระบุไว้ แต่ก็ยังจัดเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ 2 ของไทยรองจากอุทยานแห่งชาติ “เขาใหญ่”
ประกอบด้วยภูเขาหินทรายที่มีธรรมชาติสวยงาม และป่าสน ทั้งสนสองใบและสนสามใบ (สนในระดับความสูง 800-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล) รวมทั้งต้นเมเปิ้ล และดอกไม้ป่านานาพรรณ และยังมีสัตว์ป่าอีกหลากหลายชนิด



หลายตำนานพูดถึงความเป็นมาของภูกระดึง ซึ่งมีเรื่องเล่าคล้ายๆ กัน ว่ามีนายพรานตามล่ากระทิงที่โดนยิงบาดเจ็บหนีขึ้นไปบนภู แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ แต่กลับได้ยินเสียง “กระดิ่ง” ที่ไม่รู้ว่าเสียงมาจากที่ไหน จึงกลายเป็นเสียงบอกเล่าว่าเป็นกระดิ่งของพระอินทร์ ยังมีตำนานที่แปลกออกไปกล่าวถึงที่มาว่าภูกระดึงเป็นดินแดนลึกลับที่ชาวบ้านในอดีตจะได้ยินเสียงระฆังดังแว่วมาจากยอดภูสูง และจะได้ยินเฉพาะวันพระหรือวันโกนเท่านั้น ชาวบ้านรอบๆ เชิงเขา ต่างคิดว่าเสียงระฆังปริศนาที่ได้ยินนั้น ดังมาจาก “เมืองลับแล” ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูที่ไม่มีใครเคยเห็น อีกที่มาหนึ่งของภูกระดึง สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นอย่างเพลง “ภูกระดึง” ที่แต่งโดย แก้ว อัจฉริยะกุล มี มัณฑนา โมรากุล เป็นผู้ขับร้อง จากท่อนที่ว่า “เขาภูกระดึงเสน่ห์ตรึงใจจริง สัณฐานเหมือนดังกระดิ่งทับหล้า สูงล้ำดังค้ำนภา สูงลิ่วทิวทัศน์ตื่นตา สวยกว่าเทวา สรรค์สร้าง…” คือเป็นการเรียกชื่อตามลักษณะที่ปรากฏคล้าย “กระดึง” ภาษาพื้นเมืองของคนอีสานที่เรียกเครื่องโลหะใช้แขวนคอวัว
มีการกล่าวถึงภูกระดึงอย่างเป็นทางการในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลในขณะนั้น ได้ส่งรายงานสภาพภูมิศาสตร์ของหัวเมืองอีสานไปยังกระทรวงมหาดไทย แต่เพราะการคมนาคมสมัยนั้นห่างไกลไปลำบาก จึงไม่มีการสำรวจใดๆ ที่ภูกระดึง ต่อมามีกลุ่มบุคคลแรกที่ขึ้นไปบนภูกระดึง เป็นกลุ่มนักสำรวจและเก็บพันธุ์พืชต่างๆ ที่มี ดร.เอเฟจี เคอรร์ (AFG.Kerr) นายแพทย์ชาวไอร์แลนด์ เป็นหัวหน้าทีม คุณหมอเคอรร์รับราชการเป็นนักพฤกษศาสตร์อยู่กับรัฐบาลไทย ซึ่งมีเขียนถึงในหนังสือ “ป่าไม้และพรรณพฤกษชาติ ภูกระดึง” ของ ธวัชชัย สันติสุข ผู้อำนวยการส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้สมัยนั้น ต่อมาประมาณปี 2463 หลวงวิจิตรคุณสาร นายอำเภอวังสะพุงในขณะนั้น ได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างพระพุทธรูปขึ้นบนลานหินกลางทุ่งกว้างป่าสนบนยอดภูกระดึง ในระยะหลังๆ มีการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปดังกล่าว สมเด็จพระศรีนคริน
ทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานนามพระพุทธรูปนี้ว่า “พระพุทธเมตตา” ปัจจุบันยังคงประดิษฐานอยู่บนยอดภูให้ผู้คนได้กราบไหว้เมื่อเดินทางไปถึง
เช้าของวันเดินเท้าขึ้นภูกระดึง คณะของเรา 6 คน เริ่มเดินจากประตูทางขึ้นภู ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเช็ก
ชื่อและเช็กจำนวนคน ทางเดินข้างหน้าที่ขาดไม่ได้คือไม้เดินป่า หรือ trekking pole หลายคนเตรียมมา แต่ถ้าไม่มี ทางอุทยานฯจะมีคอกสี่เหลี่ยมใส่ไม้ไผ่ลำยาวเรียวไว้ให้ เลือกใช้ได้เหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยพยุงตัวขณะเดินขึ้นเขาได้เป็นอย่างดีตลอดทาง ที่สำคัญทำให้เหนื่อยน้อยลง บรรยากาศจากจุดสตาร์ตยังสบายๆ ผ่านไปไม่นานทางเริ่มชันและขรุขระ ป้ายบอกระยะทางจาก “ปางกกค่า” ถึง “ซำแฮก” 1 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินนานและเหนื่อยกว่าทางราบปกติ “ซำแฮก” คือ “ซำแรก” ไม่ได้หมายความว่า “หอบแฮกๆ” อย่างที่ล้อกัน จุดนี้เรียกว่าเป็นจุดทดสอบว่าจะไปต่อหรือจะถอยหลังกลับ เพราะต่อจากนี้นอกจากทางเดินที่ค่อยๆ ไต่ระดับสูงชันขึ้นแล้ว ยังมีความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามเข็มนาฬิกา แม้จะเป็นปลายฤดูหนาวแต่อุณหภูมิตอนนั้นขึ้นต้นด้วยเลข 3 เลยทีเดียว เล่นเอาเหงื่อโชกไปทั้งตัว
คำว่า “ซำ” เป็นคำท้องถิ่นของคนอีสาน มีหลายความหมาย เช่น น้ำซำ คือน้ำที่ไหลออกมาไม่มากเพียงแต่ซับหรือซึมอยู่ในดิน หรือหมายถึง “เรียบ” ทางเรียบ-ราบ แต่ถ้าจะให้เดาคงหมายถึงที่แรกที่มีน้ำซึมออกมาจากดิน ใครที่ขึ้นมาถึงจุดนี้ต้องนั่งพักกันทุกคน เป็นจุดที่มีลมพัดเย็นสบายคลายเหนื่อย และมีร้านค้าให้ซื้อของกินต่างๆ โดยเฉพาะแตงโมราดน้ำหวาน และน้ำดื่ม บางคณะบางคนก็กินข้าวเช้าหรือข้าวกลางวันกันที่นี่ก่อนออกเดินต่อ แต่ละซำจะมีป้ายบอกระยะทางของซำถัดไป เช่น จากซำแฮกไปซำบอน 1,700 เมตร เป็นต้น สภาพป่าทั่วไปเวลานี้เป็นสีน้ำตาล ไม่เขียวสด อากาศค่อนข้างร้อน ทางเดินต่อจากซำแฮกไปไม่ชันมาก เดินได้ง่าย จะผ่าน “ซำบอน” “ซำกกกอก” ทั้งสองซำนี้ไม่มีร้านค้าให้แวะ จะมีอีกทีเมื่อไปถึง “ซำกอซาง” คณะเราพักเหนื่อยที่นี่อีกครั้งเมื่อได้รับการบอกเล่าว่าหลังจากนี้ทางจะเริ่มชันมากขึ้น ป่าช่วงนี้ดูเหมือนเป็นป่าละเมาะสลับป่าโปร่ง เป็นไม้เบญจพรรณ ตามเส้นทางเดินร่มเงาไม้มีน้อย ยังดีที่ตะวันเริ่มคล้อยความร้อนจึงคลายลง คณะเราผ่าน “พร่านพรานแป” ต่อไปยัง “ซำกกหว้า” แวะพักเอาแรงขากันนิดหน่อย เพราะต่อจากนี้เป็นการเดินขึ้นบันไดหินที่ชันและวกไปวกมา เพื่อไป “ซำกกไผ่” ก่อนจะรุดเดินหน้าต่อไป “ซำกกโดน” ร้านค้าที่นี่ลมเย็นสบายจนอยากจะนอนหลับสักตื่น แต่มีเสียงแม่ค้าเร่งให้ออกเดินทาง เพราะกลัวจะมืดระหว่างทางก่อนจะถึงหลังแป มีเพื่อนเดินทางคณะอื่นๆ ที่สวนกันมา เหมือนจะเป็นธรรมเนียมว่าต้องทักทายสวัสดีกันทุกคน พร้อมกับคำว่า “สู้ๆ นะ อีกนิดเดียวถึงแล้ว” และที่เห็นไม่ได้มีเพียงคนหนุ่มสาว กลุ่มวัยรุ่น แต่มีพระสงฆ์หนุ่ม หลวงพ่ออายุมากกว่า 70 ปี คุณลุงคุณป้าที่ผมบนศีรษะขาวโพลน และกลุ่มแม่ชีอายุแต่ละคนเลยเลข 6 ไปแล้ว คนเหล่านั้นยังเดินเท้าขึ้นภูกระดึง

คณะเรามาถึง “ซำแคร่” ราวสี่โมงเย็น คุณลุงที่ร้านค้าบอกว่าเป็นซำสุดท้ายแล้วก่อนถึง “หลังแป” และยังบอกอีกว่าทางเดินต่อจากนี้จะหนักกว่าที่ผ่านมา ต้องปีนป่ายหินก้อนใหญ่และขึ้นบันไดเหล็กปีนขึ้นผาสูงชันเกือบ 90 องศา คณะเราจึงเติมพลังกันเต็มที่ก่อนออกเดินทางไปให้ถึงจุดหมายทันเวลา ทุกอย่างเป็นไปตามคุณลุงเจ้าของร้านค้าบอก ทุกคนดูจะเมื่อยล้าหมดแรงเอาจริงๆ ถ้าไม่ได้ยินเสียงคนข้างหน้าตะโกนมาว่า “ถึงแล้วๆๆ…” พลังฮึดสุดท้ายกลับมาพร้อมเร่งฝีเท้า โผล่หน้าพ้นจากบันไดผาสูง ลมเย็นพัดมาปะทะ ความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงที่ผ่านมาราวถูกปลิดทิ้ง ในที่สุดทุกคนก็มาถึง “หลังแป” ลานกว้างใหญ่ เป็นทั้งจุดพักเหนื่อยและจุดขนถ่ายสัมภาระของลูกหาบ เพื่อส่งต่อไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่วังกวาง ทางเดินเท้านับต่อจากนี้เป็นทางราบต้องเดินอีก 3.5 กิโลเมตร จึงจะถึงที่พัก แม้จะเป็นทางราบแต่ไม่ได้สบาย เพราะเป็นการเดินบนดินทรายเนื้อละเอียด ต้องใช้แรงมากกว่าปกติ กลางทางมี “ต้นสนเดียวดาย” เป็นแลนด์มาร์กที่ใครต่อใครต้องไปเช็กอินถ่ายรูป จะว่าไปแล้วจุดที่เดินยากที่สุดของการขึ้นภูกระดึงมี 2 จุด คือจุดเริ่มต้นไปถึงซำแฮก และจุดสุดท้ายก่อนถึงหลังแป เพราะทั้งชันและขรุขระ ส่วนที่หลังแปนี้หากใครไม่อยากเดินสามารถเช่าจักรยานปั่นไปที่พักได้

บนยอดภูกระดึง ด้วยความที่เป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ ข้างบนจึงเป็นป่าสนและทุ่งหญ้า สำหรับป่าสนปัจจุบันโดนไฟป่าเสียหายไป 400 ไร่ ถึงเวลานี้ยังไม่ฟื้นตัว ส่วนดอกไม้ป่า ไม้ใบ ยังคงเป็นสีน้ำตาลเพราะขาดน้ำ คงต้องรอฤดูฝนที่จะมาถึง ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านี้จึงจะละลานตา เป็นธรรมชาติสร้างสรรค์ที่สวยงาม แหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมไป ยังเป็นการดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น และดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ชมความสวยงามของธรรมชาติตามผา เช่น ผาเหยียบเมฆ, ผาแดง, ผาจำศีล, ผาหมากดูก ฯลฯ ส่วนแหล่งเที่ยวประเภทน้ำตกต่างๆ อุทยานฯประกาศห้ามเข้าไปบริเวณน้ำตกทุกแห่ง เนื่องจากมีโขลงช้างป่าออกหากิน อาจเกิดอันตรายได้

ในความเป็นจริง “ภูกระดึง” อาจไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามที่สุด แต่ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ฟูมฟักพันธุ์ไม้แปลกตา หาดูไม่ได้ในพื้นที่ราบด้านล่าง เข้าใจว่าเมื่อก่อนพันธุ์ไม้แปลกอาจจะมีหลากหลายมากกว่านี้ แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงทำให้ระบบนิเวศภูเขาเปลี่ยนและพืชบางชนิดหายไป แต่ถึงกระนั้นความงามตามธรรมชาติของภูกระดึงไม่ได้ลดน้อยลงไป ที่สำคัญความยากลำบากของการเดินขึ้น “ภูกระดึง” ได้กลายมาเป็นบทพิสูจน์ของคนที่อยากท้าทายความสามารถของตนเอง !!
กรรณิการ์ ฉิมสร้อย

