ลพบุรี ‘เมืองทหาร’
ลิงศาลเจ้าพ่อ
150 ปีที่แล้ว ไม่พบหลักฐานว่ามีลิงศาลพระกาฬ ลพบุรี
ร.5 เสด็จประพาสมณฑลอยุธยา มีพระราชหัตถเลขาเล่าเรื่องศาลพระกาฬเมืองลพบุรี 146 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2421) แต่ไม่มีเล่าเรื่องลิงศาลพระกาฬ
อย่างนี้แสดงว่าในแผ่นดิน ร.5 ยังไม่มีลิงศาลพระกาฬ หรือมีไม่มากจนไม่น่าสนใจ
ลิงศาลเจ้าพ่อสมัยแรกๆ
ลิงศาลพระกาฬ เริ่มมีหลักฐานราว 97 ปีที่แล้ว พ.ศ.2470 (แผ่นดิน ร.7) มีคำบอกเล่า พบในงานวิจัยของ เวธัส โพธารามิก ดังนี้
“มีคำเล่ากันมาแต่โบราณว่า ที่เมืองลพบุรีมีฝูงลิงเชื้อสายหนุมานอยู่อาศัย ถ้าราษฎรทำเรือนหลังคามุงกระเบื้อง ลิงก็มักมารื้อหลังคาเสีย แต่ผู้ที่ไปเที่ยวเตร่แต่ก่อนไม่เห็นฝูงลิง ก็สันนิษฐานว่าเป็นนิทาน” ดังนั้น เมื่อเวลา ร.5 เสด็จประพาสครั้งที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ก็ไม่พบว่ามีฝูงลิงอยู่ในเมืองลพบุรี
ครั้นล่วงมาอีกช้านานจนเมื่อตั้งโรงทหารบกที่ใกล้ศาลพระกาฬ ได้ยินว่ามีลิงพลัดเข้ามาครัวหนึ่ง พวกทหารให้ข้าวกิน แต่นั้นก็มีพวกลิงเข้ามาอาศัยอยู่ที่ต้นไทรศาลพระกาฬ จนทุกวันนี้มีเป็นฝูงใหญ่ คนก็ชอบไปดูไปเลี้ยงจนลิงเลยคุ้น ถึงเข้ารับหรือเข้าแย่งกล้วยอ้อยในมือคน

“เขาเล่าว่าบางทีลิงฝูงนี้พากันขึ้นรถไฟ ซึ่งบรรทุกของขึ้นไปเที่ยวจนโคกกะเทียมหรือเหนือกว่านั้น แล้วอาศัยรถไฟกลับลงมาเมืองลพบุรีได้ แต่ข้อนี้จะจริงเท็จอย่างไร ไม่ได้เห็นแก่ตา”
“แม้ข้อความนี้จะไม่ได้ระบุถึงจำนวนประชากรและแหล่งอาศัยของฝูงลิงเอาไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ส่อความว่าความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมและเชิงนิเวศระหว่างคนกับลิงในตัวเมืองลพบุรีนั้นมีมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ว่า “คนก็ชอบไปดูไปเลี้ยงจนลิงเลยคุ้น ถึงเข้ารับหรือเข้าแย่งกล้วยอ้อยในมือคน” ซึ่งส่อความถึงระดับความคุ้นเคยของลิงที่มีอยู่สูง อันเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในเชิงบวกกับมนุษย์
นอกจากนั้น ข้อความชุดนี้ก็ยังส่อความถึงการรับรู้ของผู้คนในช่วงเวลานั้นด้วยว่ามองลิงในลักษณะของสัตว์ป่าพเนจรที่พลัดเข้ามาขออาหารจากมนุษย์ มากกว่าจะเป็น “ลิงศักดิ์สิทธิ์”
[ปรับปรุงจากงานวิจัย ลิง กับ คน: ไพรเมทวิทยาเชิงชาติพันธุ์ของลิงแสม (Macaca fascicularis) ณ ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดย นายเวธัส โพธารามิก วิทยานิพนธ์ตามหลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2556 หน้า 9-12]
เมืองทหาร สร้างศาลใหม่
จอมพล ป. พิบูลสงคราม พัฒนาเมืองลพบุรีโดยสร้างศาลารูปทรงสมัยใหม่ (ที่เห็นในปัจจุบัน) บนฐานศาลพระกาฬเดิมระหว่าง พ.ศ.2494-2496

ถนนหนทางที่จะเดินทางมาสักการะเจ้าพ่อศาลพระกาฬเป็นไปได้โดยสะดวกขึ้น ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อพระกาฬเลื่องลือไปไกล คนมาขอพรกราบไหว้ทั่วสารทิศ และด้วยความเมตตาที่มีต่อสัตว์ร่วมโลก อาหารที่เหลือจากการเซ่นไหว้จึงถูกเจือจานผ่านไปถึงลิงป่ากลุ่มเล็กๆ กลุ่มนั้นอยู่เสมอ
ลิงป่าลิงวอกฝูงนั้นเริ่มไม่เห็นความจำเป็นในการอพยพเคลื่อนย้ายเพื่อหาอาหาร ปักหลักอยู่ที่นี้ก็มีอาหารกินอยู่เสมอ จึงยึดศาลพระกาฬเป็นที่พำนักกาย ดำรงพันธุ์ออกลูกออกหลานขยายประชากรเป็นลิงฝูงใหญ่ปรับตัวเข้ากับสภาพป่าที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเมือง
[ปรับปรุงจากหนังสือ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดลพบุรี คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 หน้า 77-81]
ลูกศิษย์เจ้าพ่อ
เวธัส โพธารามิก เล่าต่อไปว่า อีก 4 ทศวรรษต่อมา ปรากฏบทความนำเที่ยวลพบุรีขึ้นฉบับหนึ่ง โดยผู้เขียนชื่อ กมล ฉายาวัฒนะ (2514) ได้พูดถึงลิงเหล่านี้เอาไว้ในตอนหนึ่งว่า
“ลิงที่พระกาฬนี้เป็นที่รู้จักกันดี … แต่ก่อนเคยเป็นฝูงลิงขนาดใหญ่ มีลิงสองร้อยกว่าตัว ปัจจุบันร่อยหรอไปด้วยเหตุใดไม่ปรากฏเหลืออยู่เพียงร้อยกว่าตัวเท่านั้น ลิงที่ศาลพระกาฬนี้มีอยู่มาแต่นานแล้ว กล่าวกันว่า แรกทีเดียวด้านหลังศาลเป็นป่าใหญ่มีลิงอาศัยอยู่ เมื่อมีคนนำส้มสูกลูกไม้และอาหารมากราบไหว้แก้บน [เจ้าพ่อพระกาฬ] ลิงจึงคุ้นกับคนมากขึ้น ต่อมาป่าแถบนั้นถูกโค่นถางออกไป ลิงจึงมาอาศัยอยู่ที่ศาลเลยทีเดียว เพราะรู้ว่าไม่มีใครกล้ารบกวน และอาหารการกินก็สมบูรณ์ดีเนื่องจากมีคนมาแก้บนกันเสมอ ลิงป่าจึงแปรสภาพเป็นลูกศิษย์เจ้าพ่อเรื่อยมาจนทุกวันนี้”

จะเห็นว่าความตอนนี้มีการระบุถึงจำนวนประชากรอย่างคร่าวๆ และแหล่งที่มาที่ชัดเจนของลิงเหล่านี้เอาไว้ด้วย ว่าเคยเป็น “ลิงป่า” มาก่อนที่จะเข้ามาอาศัยในศาลพระกาฬ นอกจากนี้ เมื่อเรานำข้อความชุดนี้ไปเปรียบเทียบกับข้อความในบันทึกการเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 5 ก็จะเห็นได้ถึงความแตกต่างในเรื่องของการรับรู้ของผู้คนที่มีต่อลิงกลุ่มนี้ กล่าวคือ ในบทความของกมล ฉายาวัฒนะ นั้น ลิงเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น “ลูกศิษย์เจ้าพ่อ” ไม่ใช่ลิงพเนจรที่พลัดเข้ามาขออาหารอีกต่อไป เพราะบัดนี้พวกมันได้อาศัยอยู่ในศาลพระกาฬ ซึ่งเป็นที่ที่พวกมัน “รู้ว่าไม่มีใครกล้ารบกวนและอาหารการกินก็สมบูรณ์”
ข้อความชุดนี้จึงส่อความถึงระดับความคุ้นเคยกับมนุษย์ของลิงกลุ่มนี้ว่ามีระดับที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 40 กว่าปีที่ผ่านมา และยังส่อความถึงขันติที่ผู้คนในพื้นที่มีต่อพฤติกรรมการหาอาหารของลิงกลุ่มนี้ (นั่นก็คือการเข้ามากินของบูชาในศาลพระกาฬ) ว่าอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ กมล ฉายาวัฒนะ ยังบรรยายต่อไปถึง “กฎข้อบังคับ” ที่ลิงกลุ่มนี้มีต่อบรรดาลิงที่ “หลบออกไปหากินในตลาด” [ด้านตรงข้ามกับศาลพระกาฬ] ซึ่งมักจะเป็นการ “ฉกฉวยขโมยเขากินมากกว่าจะมีคนมาหยิบยื่นให้” ลิงเหล่านี้จะกลายเป็นลิงที่ “สังคมไม่ปรารถนา” และ “เมื่อกลับเข้ามาสู่ฝูงเดิมก็จะโดนรุมทำร้าย” ข้อความนี้ส่อความว่า มีลิงบางตัวที่เข้าไม่ถึงอาหาร และ/หรือการสืบพันธุ์ ทำให้ต้องอพยพออกจากกลุ่มเดิมเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ ดังนั้น มันจึงส่อความถึงความจำกัดของทรัพยากรอาหารในศาลพระกาฬไปด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นหรือจำนวนอาหารที่ลดลงก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น ลิงบางตัวจึงถูกกดดันให้ต้องออกไปหาอาหารที่อื่น อันจะนำไปสู่การเกิดลิงกลุ่มใหม่ขึ้นในเวลาต่อมา
ละโว้-ทวารวดี ไม่มีลิง
ลพบุรี เพิ่งมีลิง
ลพบุรีเป็นชื่อใหม่ของละโว้ (คำว่าละโว้ จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าเป็นภาษาตระกูลมอญ-เขมร แปลว่าภูเขา)
เมืองละโว้เป็นศูนย์กลางของ “ทวารวดี” สืบเนื่องจากเมืองศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์)
“ทวารวดี” เป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมของรัฐเมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว (ราว พ.ศ.1000) ได้ชื่อจากเมืองของพระกฤษณะในมหากาพย์มหาภารตะทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับลิงในรามเกียรติ์)
ประชาชนเมืองละโว้เมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว ไม่รู้จักชื่อ “ทวารวดี” ส่วนมากรู้จักชื่อละโว้ (พบจารึกชื่อละโว้ ที่เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับลิงในรามเกียรติ์
อโยธยาศรีรามเทพนครและกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เกี่ยวข้องกับรามเกียรติ์และลิง
เมืองละโว้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นลพบุรี เชื่อกันว่าในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ กษัตริย์อยุธยาที่เสด็จไปประทับจนถึงสวรรคต (พ.ศ.2231)
ลพบุรีได้ชื่อจาก “พระลพ” โอรสพระราม (เมืองของพระรามคืออโยธยา, อยุธยา)
ตั้งแต่นั้นมา บรรดาภูมินามชื่อบ้านนามเมืองในเขตลพบุรีและใกล้เคียงถูกสร้างให้มี “สตอรี่” เรื่องเล่าเกี่ยวกับรามเกียรติ์ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องหนุมานและบริวารคือลิง (ดูในหนังสืออุปกรณ์รามเกียรติ์ ของเสฐียรโกเศศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2495)
รามายณะซึ่งเป็นต้นตอรากเหง้ารามเกียรติ์ไทย มีโครงเรื่องหลักอยู่ที่ความขัดแย้งทางการเมืองของคนในโคตรตระกูลเดียวกัน ซึ่งอยู่ทางเหนือ (อินเดียเหนือ) ในวัฒนธรรม ลุ่มนํ้าสินธุ
ทศกัณฐ์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ต้องหนีลงไปทางใต้ แล้วตั้งหลักสู้รบอยู่เกาะลงกา (ศรีลังกา)
พระรามเป็นฝ่ายชนะและแต่งรามายณะใส่ร้ายให้ทศกัณฐ์เป็นพวกรบเลวรุกราน ดังนั้น พระรามต้องตามกวาดล้างทศกัณฐ์โดยผ่านอินเดียใต้ จากนั้นข้ามช่องแคบไปถึงเกาะลงกา
หนุมานเป็นลิงหัวโจก พาฝูงลิงเป็นทหารอาสาพระรามรบทศกัณฐ์
ลิงในรามายณะ-รามเกียรติ์เป็น “กวีโวหาร” ภาษาสัญลักษณ์ หมายถึงคนพื้นเมืองชาวทมิฬ อินเดียใต้ ไม่ใช่ลิงจริงๆ ซึ่งเป็นสัตว์ป่า
ทมิฬ อินเดียใต้ เป็นคนพื้นเมืองชำนาญการค้าระยะไกลทางทะเลราว 2,000 ปีมาแล้ว นับถือหนุมานเป็นบรรพชน มีศาลหนุมานเป็นศาลผีบรรพชน
ทมิฬ อินเดียใต้ เป็นต้นตอรากเหง้าวัฒนธรรมอินเดียในอุษาคเนย์รวมทั้งไทย ได้แก่ ศาสนา, ตัวอักษร, ปราสาทหิน, และรามเกียรติ์ไทยมีต้นแบบอยู่ที่รามายณะทมิฬ อินเดียใต้

