อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีศักดิ์ศรี สิทธิลิขิตชะตา เลือกวินาทีสุดท้าย ยื้อหรือปล่อย? ต้องใช้หัว+ใจ

22.03.24 | 12:03 น.

อยู่อย่างมีความหมาย ตายอย่างมีศักดิ์ศรี
สิทธิลิขิตชะตา เลือกวินาทีสุดท้าย
ยื้อหรือปล่อย? ต้องใช้หัว+ใจ

กลายเป็นภาพเบสิก ที่ลูกหลานขอให้หมอยื้อยุดชีวิต

จัดยาตัวดีที่สุด เพื่อหวังกู้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของบุพการี ที่ป่วยติดเตียงเรื้อรังมายาวนาน

“แต่คนที่ป่วยอยู่ หายใจแฮ่กๆ เราดันลืมคิดถึงความรู้สึกเขาไปเพราะ ‘กลัวบาป’ ตัดใจไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลย้อนกลับมาที่ต้นเหตุอยู่ที่ ‘ฉันห่วงตัวฉัน’ ”

ต่อมความรู้สึกเห็นใจกระตุกทันที เมื่อได้ยินคำกล่าวของ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ที่ต่อสู้เรื่อง ‘การตายดี’ มาไม่ต่ำกว่า 20 ปี

Advertisement

เพราะได้เห็นภาพ ‘หมอ’ วัย 99 ปี อุทิศตนรักษาคนไข้มาทั้งชีวิต แต่กลับต้องนอนระโยงไปด้วยสายยื้อลมหายใจ แล้วเกิดสะท้อนใจ ยังไม่นับเรื่องราวมารดาของภิกษุ ที่นิทรามา 2 ปี แต่มีสติขยับปาก ‘ขอบคุณ’ แล้วหลับตา เมื่อได้ยินลูกหลานประชุมกับหมอว่าจะไม่ยื้อให้แม่ทรมานอีกต่อไป

ข่าวดี คือวันนี้ภาครัฐ และ กทม.มองเห็นความสำคัญ ผลักดันนโยบาย ‘สถานชีวาภิบาล’ ให้เกิดขึ้นอย่างน้อย 250 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ดูแลด้วยแนวทางประคับประคอง (Palliative Care) ตั้งแต่ตรวจพบโรคร้าย ส่งตัวรักษา จนกระทั่งวาระของการลาจาก เพราะการฮีลที่แท้ไม่ใช่แค่ร่างกาย ในวันที่ผู้คนหันมาโฟกัสสุขภาวะ ‘ความอยู่ดี’ น้อยคนนักที่จะเห็นความจำเป็นการของการประคองสุขให้คงอยู่จนวินาทีสุดท้าย

ล่าสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมมือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ชีวามิตร จัดอบรม “สุขภาวะทางปัญญาร่วมสร้างสังคมที่อยู่ดีและการตายดี” เมื่อวันที่ 14-15 มีนาคมที่ผ่านมา

‘การดูแลแบบประคับประคองเริ่มที่หัว+ใจ’ เป็นเวทีไฮไลต์ที่ดึง พยาบาล ญาติ ผู้ซึ่งดูแลสูงอายุติดบ้านและผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Caregiver) มาห้อมล้อม ถกถาม แน่นขนัดห้องประชุมอาคารภูมิพิพัฒน์ รพ.ราชพิพัฒน์

เพราะสถานที่พร้อม ต้องมาคู่บุคลากรที่เข้าใจ

เพราะการ ‘ปล่อย’ ในเวลาที่ควรปล่อย ไม่ได้แปลว่าไม่รักษา

และหากเป็นความต้องการของผู้ที่อยู่ในภาวะลมหายใจรวยริน ผู้ซึ่งเคยเป็นเสาหลักให้ครอบครัว ทำงานตอบแทนสังคมมาทั้งชีวิต คงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ได้ยิน

อยู่ดี ตายอย่างมีศักดิ์ศรี
เฉียด 2 แสนรอประคอง ต้องใช้หัว+ใจ

‘มะเร็ง’ คือโรคนัมเบอร์วันที่คร่าชีวิตคนไทย

มากถึง 67,000 ราย ในปี 2566 เข้าเกณฑ์ การดูแลแบบประคับประคอง ถึง 185,577 ราย (ข้อมูลจาก สธ.)

แต่นี่เป็นเพียงหนึ่งในสถิติของโรคยอดฮิต ที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้

“Palliative Care คือการเพิ่มคุณภาพชีวิต ให้อยู่อย่างดีที่สุดจนถึงเวลาที่จากไป อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ทุกข์ทรมานจากการยื้อ”

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เล่าความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากรให้ตอบโจทย์สังคมและมีมาตรฐาน ด้วยการเสริมหลักสูตร Palliative Care กับนักเรียนแพทย์ ที่เชื่อว่าการทำให้คนตายดี 1 คน ช่วยได้หลายมิติมาก ทั้งญาติ หมอ เพิ่มเตียงห้องฉุกเฉิน และลดงบประมาณ

“อยู่ในที่ที่เราอยากอยู่ มีคนที่เรารักอยู่ข้างๆ ไม่อยากไปตายใน ICU ต่อให้เป็นหมอ ICU ก็ตาม”

แต่การ ‘มีความสุขจนลมหายใจสุดท้าย’ ได้สางเรื่องคั่งค้าง จะมีสักกี่คนที่ทำได้?

“เรามักถูกสอนให้ช่วยชีวิตให้อยู่นานที่สุด นับเคสทำคลอด แต่ไม่เคยนับว่าช่วยให้คนตายดีไปกี่ราย ตอนนี้ข่าวดี แพทยสภาออกกฎแล้วว่า หมอทุกคนต้องเข้าใจเรื่องความตาย เราจึงสอนบุคลากร ใน รพ.ก็มีทีมดูแลผู้ป่วยจนถึงเสียชีวิต ใช้คำว่า ชีวา+อภิบาล กลายเป็น ‘ชีวาภิบาล’

ใจรักบริการอย่างเดียวไม่พอ หมอฉันชายขอย้ำว่า ต้องปลูกมายด์เซตใหม่ให้ฝังในดีเอ็นเอ คือมีทั้ง ‘Hand Head Hearth’ มีฝีมือรักษา มีความรู้ และต้องไม่ขาดความเข้าใจในหัวอก มองด้วยแว่นความเป็น ‘ลูกหลาน’

เส้นแบ่ง ยื้อ-วางมือ
เบนเข็มการรักษา จากอยู่นานเป็น ‘อยู่ดี’

‘การรักษาที่ไม่ได้ประโยชน์’ คืออีกคำในวงการที่น่าคิด

คุณหมอฉันชายชี้ว่า ‘เส้นความเสี่ยง’ ขึ้นอยู่กับบางโรคและบางเคส อย่าง ‘ผังผืดในปอด’ ไม่ควรใส่เครื่องช่วยหายใจ แต่ถ้าลองแล้วดีขึ้นก็เดินหน้าต่อ ถ้าออกแนวจะล้ำเส้นก็ควร ‘เปลี่ยนเป้าหมายในการรักษา’

“จากความหวังให้ ‘อยู่นานขึ้น’ เป็นให้ ‘อยู่ดี’ แล้วอะไรที่จะทำให้อยู่นานขึ้นเราอาจจะไม่ทำ”

การเขียน ‘Living Will’ ถึงสิ่งที่ปรารถนาก่อนตาย อาจเป็นหนึ่งในทางออก แต่ความท้าทายคือ การถูกบังคับใช้

ผอ.รพ.จุฬาฯมองว่าในแง่ของกฎหมายเกี่ยวกับ Living Will ยังเต็มไปด้วยช่องโหว่ เคยมีเคสคนไข้ระยะสุดท้ายที่หมอวางมือให้แค่มอร์ฟีนเพื่อประคับประคอง แล้วญาติมาฟ้องว่าตายเพราะมอร์ฟีน

“กฎหมายยังไม่มูฟเลย เชื่อไหม ‘การุณยฆาต’ ทำได้ในไทย เขียนไว้ว่าถ้าใครช่วยให้คนที่อายุน้อยกว่า 16 ฆ่าตัวตายคนนั้นผิด แสดงว่าถ้าเราช่วยผู้ใหญ่ได้?”

“อย่างไต้หวัน ใครจะมีสิทธิให้หยุดเครื่องช่วยหายใจได้ เขียนไว้ชัดเป็นสเต็ปเลย ญาติ 1 หมอ 1 เห็นด้วย ไม่ผิด ของเราต่อให้มี ‘Living Will’ ก็ยังมีช่องว่าง คนไข้วาระสุดท้ายแล้วแต่ญาติบอกไม่สุดท้าย ‘ถ้าหมอทำฉันฟ้อง’ จึงต้องใช้กฎหมายช่วย”

ปล่อยวางไม่ได้
เพราะคำว่า ‘กตัญญู’

“ถ้าเรามีแพชชั่นสำหรับการอยู่ดี ‘ตายดี’ ต้องเป็นส่วนหนึ่งด้วย”

คุณหญิงจำนงศรี หรือป้าศรี ผู้ก่อตั้งและประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ แห่งชีวามิตร ขอเสริม

เมื่อมารดาเสียตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบครึ่ง จึงต้องคอยตอบคำถามเสมอว่าแม่ไปไหน แต่ยังแข็งแรงสดใสในวัย 84 เพราะวางใจให้สบาย มองความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“เราอยู่กับคำว่า ‘ตาย’ มาตลอด ทำให้เราไม่กลัวการใช้คำนี้ อันที่จริงเด็กเขาก็เห็นมด-แมลงตายอยู่แล้ว” ป้าศรีเห็นด้วยว่าควรมีการสอนเรื่องเหล่านี้ในแบบเรียน และเพิ่มคำว่า Terminal Care ด้วย เพื่อสร้างเส้นแบ่งระยะท้ายจริงๆ ให้ชัด

“เราฟัดเรื่องนี้มา 20 ปี เพราะเห็นความตายของแพทย์รุ่นแรกของ สธ. ท่านอายุ 99 ปี ผ่าตัดใน รพ.ที่ดีมาก ด้วยคุณหมอที่ดีที่สุด ใส่เครื่องช่วยหายใจ ปรากฏว่า 6 เดือนกว่า กระตุ้นความดันตลอด ทั้งๆ ที่ท่านได้ช่วยชีวิตคนมามากมาย แพทย์ผู้บุกเบิก รพ.ต่างจังหวัด ทำไมต้องซัฟเฟอร์ถึงขนาดนี้ ร้องไห้ทุกวัน มองที่ข้อมือ-ข้อเท้า ขอให้เราบอกหมอเลิกยื้อ เพราะลูกหลานไม่กล้า”

คุณหญิงจำนงศรีเผยต้นกำเนิดของ ‘ชีวามิตร’ เห็นปัญหาของการตายดีที่ติดพันอยู่กับคำว่า ‘กตัญญู’ จึงพยายามช่วยให้เมตตาตัวเอง มองสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ และเรียนรู้วิธีการปล่อยวาง ลดความเบิร์นเอาต์ของจิตอาสาได้อีกทาง

“เราเป็นเพื่อนมนุษย์ มีตาย เจ็บ เศร้า เหมือนกันหมด แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งสารพัด ขอให้เห็นใจทุกคน”

“เราเคยคิดถึงความตายของตัวเราเองไหม เราจะเป็นเพื่อนกับตัวเองอย่างไรตอนที่จะตาย ก็ลองคิดว่าเราจะไปเป็นเพื่อนตาย ของคนที่เราไปดูแลระยะสุดท้าย เสมือนเป็นเพื่อนกับตัวเอง” ป้าศรีทิ้งท้าย

เพื่อนตาย คุณอยากมีไหม?
‘สมุดเบาใจ’ พินัยกรรมชีวิตล่วงหน้า

ในฝั่งของหมอ กทม. นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล รองผู้อำนวยการ (ฝ่ายการแพทย์) รพ.ราชพิพัฒน์ มองว่าโชคดีที่ 10 กว่าปีมานี้ แพทย์รุ่นใหม่เริ่มได้เรียน Palliative Care

ทำให้เข้าใจว่า ต้องทำการแพทย์ต่อเนื่องด้วยเพราะคนไข้ไม่ได้เสียชีวิตในทันที แต่ต้องไปดูแลที่บ้าน กลับมาตามอาการที่ รพ.อยู่ดี จึงเกิดการสร้างระบบใหม่

“เมื่อผู้ว่าฯและรองเข้ามา ก็เข้าใจเรื่องนี้ดีจึงมี นโยบายสนับสนุน ทำแอพพ์ ‘หมอ กทม.’ ให้ติดต่อได้ง่ายและขยายให้ทุก รพ.สังกัด กทม.มีเตียงรองรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ พร้อมจัดประชุมสร้างระบบที่เชื่อมโยงทั้ง รพ.ข้างเคียง คนในชุมชน ศูนย์บริการสาธารณสุข และคลินิกอบอุ่น”

คือหนทางที่ กทม.กำลังมุ่งไป นอกจากต่อยอด ศูนย์ชีวาภิบาล ยังส่งต่อความรู้ให้ เนอร์สซิ่งโฮมที่ดูแลสูงวัยในชุมชน อีกราว 700-800 แห่ง

“ทางเวชศาสตร์ครอบครัว หมอมักสอนกันว่า การยื้อชีวิตที่เกินพอดี เหมือนติดคุกแล้วมีเครื่องพันธนาการไว้ คำว่า ไม่ยืดเยื้อ ไม่เร่งรัด ตามคำสอนของพระ คือจะละสังขารไม่ได้ แต่เราทำให้พอดี โดยไปประชุมร่วมกับครอบครัว ให้ข้อมูลชั่งใจ คนไข้ควรมีสิทธิตัดสินใจ เลือกวิธีที่เหมาะที่สุด ตัวเราอาจจะไม่อยากยื้อ แต่บางคนไข้ตัดสินใจยื้อตัวเองเพื่อรอลูก รอคนรักจากต่างประเทศ” คือมุมมองของหมอภูริทัต

นอกจากนี้ยังชี้ว่า ‘อายุ โรคร่วม และภาวะแทรกซ้อน’ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ จึงเป็นที่มาของการทำพินัยกรรมชีวิต หรือ ‘สมุดเบาใจ’ ให้แสดงเจตนาด้านสุขภาพล่วงหน้า และวางแผนการตายดี หรือ Living Will ในวันที่ยังมีสติสัมปชัญญะ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12

พร้อมชวนทุกคนลองเป็น ‘เพื่อนตาย’ ถอดหมวกสถานะ เลือกหนทางที่ดีที่สุดให้เพื่อน

“เพื่อนตาย คือทุกคนที่อยู่รอบตัวผู้ที่กำลังจะเสียชีวิต เราเห็นชัดสุดตอนงานศพ แต่สิ่งที่คนไข้ต้องการที่สุด คือก่อนงานศพต่างหาก” นพ.ภูริทัตมองเช่นนั้น

หลังฟังมุมมองรอบด้าน ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการ สสส. (สำนัก 11) เห็นด้วยอย่างยิ่ง เชื่อ ว่าสภาพแวดล้อม สำคัญไม่แพ้ยา แต่สิ่งที่ต้องเคลื่อนตามคือกฎหมายที่รองรับ และความเข้าใจของสังคมที่โอบอุ้มเพราะเข้าใจตรงกัน

“เรากำลังไปสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มที่ในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีผู้สูงวัย รวมถึงคนไข้กลุ่ม NCDs มากขึ้น ซึ่งการดูแลแบบประคับประคอง จะเข้ามาช่วยเหลือ”

ถ้าเป็นคุณจะเลือกวินาทีสุดท้ายอย่างไร

อยากอยู่ดี ตายตาหลับ ได้แบบตอนจบของหนัง ‘แฮปปี้เอนดิ้ง’ หรือไม่?