อาศรมมิวสิก : บทส่งท้ายหลังคอนเสิร์ต : จุดชี้วัดรสนิยม

24.03.24 | 11:34 น.

บทส่งท้ายหลังคอนเสิร์ต : จุดชี้วัดรสนิยม


ใครที่เป็นผู้รักการเดินทางไปชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกสดๆ บรรเลงจริงในสถานที่จริง มักจะมีความคาดหวังและรอคอยในการมอบบทเพลงแถมท้ายรายการ (Encore) จากศิลปินที่แสดงดนตรีอยู่เสมอๆ และการแสดงออกของทั้งศิลปินดนตรีและผู้ชมหลังจบการแสดงนี้ ก็เป็นการบ่งชี้ถึงรสนิยม, ระดับความคิด-ประสบการณ์ของทั้งสองฝ่าย ย้อนหลังไปเมื่อราวๆ กว่า 40 ปีก่อน การสอนวิชา “ดนตรีวิจักษ์” (Music Appreciation) ในมหาวิทยาลัย อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ฯ (อาจารย์ใหญ่ต้นตำรับแห่งวิชา “ดนตรีวิจักษ์” ของเมืองไทย) ท่านจะสอนนักศึกษาให้รู้ดีถึง “จรรยา-มารยาท” ในการชมคอนเสิร์ต (Concert Manner) เป็นอย่างดีก่อนที่จะพาบรรดานักศึกษาออกสู่สนามจริง เช่น เมื่อบทเพลงจบท่อนอย่างหนักแน่น อย่าเพิ่งปรบมือเพราะยังมีบทเพลงต่ออีก 2-3 ท่อน ให้รอจนเพลงจบบริบูรณ์เสียก่อน หรือถ้าไม่แน่ใจ อาจต้องแอบมองมาที่อาจารย์ว่า อาจารย์ให้คิวปรบมือหรือยัง? บางครั้งเมื่อศิลปินเดินเข้าหลังม่าน อาจารย์ก็จะให้คิวนักศึกษาให้ปรบมือต่อดังๆ เป็นสัญญาณเรียกศิลปินออกมารับเสียงปรบมืออีก (แบบที่เรียกว่า Curtain Call) ศิลปินต่างประเทศพากันปลื้มใจในการแสดงออกของผู้ชมชาวไทยในตอนนั้น

นั่นเป็นการสอนถึงจรรยา-มารยาท เป็นหนึ่งในมิติแห่งคุณค่าทางดนตรีที่สอนให้ผู้ชม รู้จักคำว่า “รสนิยมอันดี” อันเป็นการยกระดับความเป็นมนุษย์ สอนถึงความละเมียดละไม ความควร-ไม่ควรในการแสดงออกในระหว่างและหลังการแสดงดนตรี นั่นคือทั้งศิลปินผู้แสดงและผู้ชมต่างต้องให้การเคารพต่อดนตรีและศิลปะนั่นเอง มนุษย์ต้องไม่ยิ่งใหญ่กว่าศิลปะ ผู้เขียนเองชื่นชอบการออกไปฟังดนตรีสดๆ อยู่เสมอๆ เฝ้าสังเกตการณ์แสดงออกของศิลปินดนตรีและผู้ชมมายาวนาน ได้เห็นปรากฏการณ์สนุกๆ ที่สะท้อนถึงรสนิยมทั้งฝ่ายผู้ชมและฝ่ายศิลปินที่น่าจะเขียนถึง เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดว่าทั้งฝ่ายศิลปินดนตรีและผู้ฟังนั้น มีความรู้-ความเข้าใจในบทเพลงที่แสดงมากแค่ไหน หรือแม้กระทั่งศิลปินดนตรีมีประสบการณ์และระดับทางความคิดอย่างไร สิ่งเหล่านี้เราพอจะสังเกตได้อย่างชัดเจนในการแสดงออกหลังการแสดงดนตรีจบลงนั่นเอง

ปรากฏการณ์แบบการปรบมือ, โห่ร้องชื่นชมแบบสนั่นหวั่นไหวปานฟ้าถล่มแผ่นดินทลายหลังการแสดงดนตรีจบลง นั่นอาจไม่มีอะไรสลับซับซ้อน เป็นการแสดงออกแบบตรงไปตรงมา ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าใจได้ แต่ก็นั่นแหละดนตรีคลาสสิกนั้นในบางครั้งก็มีเรื่องราว, มีเบื้องหลังซึ่งมิได้เรียบง่ายและตรงไปตรงมาเสมอไป และถ้าหากผู้ชมผู้ฟังทราบและประจักษ์ดีถึงนัย-เบื้องหลังเสียงดนตรีนั้นๆ ปฏิกิริยาการสนองตอบต่อเสียงดนตรีหลังการแสดงก็จะแตกต่างผันแปรไปกับเนื้อหาดนตรีในทันที

Advertisement

เสียงดนตรีอันดังสนั่น, กึกก้อง อาจเป็นโศกนาฏกรรมมิใช่สุขนาฏกรรม

ในกรณีของเสียงดนตรีในลักษณะของดนตรีเล่าเรื่องราว (แบบที่เรียกกันว่า “Program Music”) เสียงดนตรีอันกระหึ่มและหนักแน่นชวนขนลุกขนพอง อาจไม่ใช่เสียงแห่งความสุขสันต์ปรีดิ์เปรมหรือการเฉลิมฉลองอย่างมีความสุขแต่อย่างใด แต่นั่นอาจกำลังพรรณนาถึงชะตากรรม, ความโศกเศร้า หรือแม้แต่ความโหดเหี้ยมทารุณ เช่น ในบทเพลงโหมโรง (Fantasy Overture) “โรเมโอ และจูเลียต” (Romeo and Juliet) ของไชคอฟสกี (Pyotr Ilyich Tchaikovsky) ซึ่งเขาผูกเนื้อเรื่องวรรณกรรมของเชกสเปียร์ เข้ากับโครงสร้างฉันทลักษณ์ “โซนาตามาตรฐาน” (Sonata Form) อย่างแนบเนียน, สนิทแบบไร้ตะเข็บ วรรณกรรมจบลงด้วยฉากงานศพของคุณหนูโรเมโอและคุณหนูจูเลียตจากทั้งสองตระกูลใหญ่ และคำอบรมของบาทหลวง “ลอเรนซ์” (Friar Lawrence) ให้สองตระกูลหันมาปรองดองกัน (และสมาชิกทั้งสองตระกูลก็หันมาจับมือโอบกอดกัน ด้วยเห็น “แสงสว่างทางธรรม”) ในบทเพลงโหมโรงนี้ ไชคอฟสกีเขียนท่อนหางเพลง (Coda) ใกล้จบ ด้วยเสียงกลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind Instrument) บรรเลงในลีลาเพลงสวดมนต์ (คำอบรมจากหลวงพ่อ) และตามมาด้วย “แสงสว่างทางปัญญาจงบังเกิด” (ดนตรีค่อยๆ เพิ่มความดังขึ้นจนจบลงอย่างกึกก้อง) เมื่อไชคอฟสกีเชื่อมโยงฉันทลักษณ์ทางดนตรีเข้ากับเนื้อเรื่องได้แนบสนิทปานนี้ ปฏิกิริยาชื่นชมเสียงดนตรีจึงไม่น่าจะแตกต่างจากการจบลงของการแสดงละครโศกนาฏกรรมเรื่องนี้หรือไม่, อย่างไร?

อีกกรณีหนึ่งที่น่าพิจารณาและนำมาอภิปราย ณ ที่นี้ก็คือบทเพลง “ซิมโฟนีหมายเลข 11 (ปี ค.ศ.1905)” (Symphony No.11 in G minor, Op.103 (The Year 1905)) ผลงานของ “ดมิทริ ชอสตาโควิช” (Dmitri Shostakovich) ดุริยกวีหัวการเมือง ชาวรัสเซียแห่งศตวรรษที่ 20 ผลงานนี้ประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ.1957 ชอสตาโควิช (แอบอ้าง) กล่าวว่า ประพันธ์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี แห่งการปฏิวัติบอลเชวิค (Bolshevik) ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1917 เขาหยิบยกแนวทำนองจากเพลงร้องปลุกใจปฏิวัติต่างๆ มากมาย มาใช้เป็นแนวทำนองในท่อนต่างๆ ของบทเพลงนี้ มันคือเพลงร้องปลุกใจที่ประณามการปกครองอันกดขี่, การปราบปรามประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นการหยิบยกมาเพียงแนวทำนอง ชอสตาโควิชตีกระทบรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ไปในตัว จนเมื่อ “มักซิม ชอสตาโควิช” ลูกชายเขาเองที่เป็นวาทยกรชื่อดังเห็นสกอร์ดนตรีเข้าก็ต้องถามเลยว่า “พ่อแต่งเพลงแบบนี้ไม่กลัวเขาจับเอาไปแขวนคอเหรอ?” มันคือการโหนโอกาสเฉลิมฉลองนี้ประณามรัฐบาลไปในตัวส่วนหนึ่ง

บทเพลงพรรณนาภาพเหตุการณ์ “อาทิตย์นองเลือด” (Bloody Sunday) ในวันที่ 9 มกราคม ค.ศ.1905 เมื่อบาทหลวงกาปอง (Gapon) นำกลุ่มผู้ประท้วงเดินขบวนไปยังพระราชวังฤดูหนาว ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อประท้วงพระเจ้าซาร์ที่ปกครองประเทศจนตกต่ำ, การทุจริตคอร์รัปชั่น, การแพ้สงครามต่อญี่ปุ่นอย่างน่าอับอาย ด้วยความเชื่อว่า เมื่อมีพระเดินนำหน้า ทหารจะไม่กล้าทำร้ายประชาชน แต่แล้วก็กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมเมื่อประชาชนมือเปล่าถูกทหารยิงตายเป็นใบไม้ร่วง ชอสตาโควิชพรรณนาภาพเหตุการณ์นี้ผ่านเสียงวงออร์เคสตราล้วนๆ (โดยปราศจาก “เนื้อร้อง” ใดๆ ทั้งสิ้น) โดยเฉพาะในท่อนที่สองอันเป็นจุดสำคัญที่เขาใช้คำบรรยายว่า “The 9th of January” ที่นำแนวทำนองลักษณะ 3 พยางค์ (Triplet) มาขยายเป็นภาพแห่งการระดมยิง (Salvo) ประชาชนมือเปล่าอย่างโหดเหี้ยม ผู้เขียนขอหยิบยกเหตุการณ์ในการแสดงบทเพลงนี้เมื่อหลายปีก่อนในประเทศไทย ซึ่งมีผู้เล่าว่าในขณะที่วงดนตรีกำลังบรรเลงถึงจุดนี้ด้วยเสียงดนตรีที่ดังลั่นสนั่นหวั่นไหว ผู้ชมชาวต่างประเทศผู้หนึ่งร้องไห้โฮขึ้นมาแบบกลั้นความรู้สึกไม่อยู่ เขาเตรียมศึกษาเนื้อหาเรื่องราวเบื้องหลังบทเพลงนี้มาอย่างดี เมื่อดนตรีบรรเลงมาถึงจุดนี้ เขาจึงเข้าใจภาพเหตุการณ์อันหฤโหดนี้ ผ่านเสียงดนตรีเป็นอย่างดี ในตอนจบเพลงท่อนสุดท้ายที่จบลงอย่างหนักแน่นก้องกังวาน (ชอสตาโควิช ใช้เสียง “ระฆังเตือน” ลอยค้างว่า “สักวันปวงประชาจะทวงคืน”) นี่ถ้าผู้ชมส่วนใหญ่ไม่ประสีประสา ก็คงรีบปรบมือโห่ร้องกับเสียงดนตรีที่จบลงอย่างหนักแน่นและก้องกังวานยิ่งใหญ่ แต่…ผู้ชมทั้งโรงนิ่งเงียบอยู่ชั่วอึดใจใหญ่ จากนั้นเสียงปรบมือจึงค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างเบาๆ ค่อยๆ ดังขึ้นทีละน้อยราวกับเครื่องหมาย “เครสเชนโด” (Crescendo) ทางดนตรี นั่นคือการแสดงบทเพลงแห่งโศกนาฏกรรมนี้ในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน ประสบการณ์อันน่าประทับใจเมื่อผู้ชมทั้งโรง (ที่มีจำนวนไม่มาก) น่าจะมีความเข้าใจ, เบื้องหลังและความหมายของบทเพลงมาก่อนเป็นอย่างดี

ขอยกอีกตัวอย่างหนึ่งจากสำนักรัสเซีย กรณีนี้คือ “ผลงานชิ้นเอก” (Masterpiece) ของดุริยกวีบรมครูอย่าง ไชคอฟสกี อีกเพลงหนึ่งนั่นก็คือ ซิมโฟนีหมายเลข 6 (Pathetique) บทเพลงที่ซ่อนเงื่อนงำลึกลับบางประการที่ทำให้เรื่องราวชีวิตของไชคอฟสกี ทิ้งปมปริศนาไว้ให้ชาวโลกต้องครุ่นคิด ทำให้ “ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร” เมื่อเขาจบบทเพลงซิมโฟนีชิ้นเอกและชิ้นสุดท้ายในชีวิตด้วย “ความตาย” (หลังนำออกแสดงรอบปฐมทัศน์ไม่ถึงเดือนเขาก็จากโลกนี้ไป) บทเพลงนี้สร้างประเด็นฉุกคิดเรื่อง การปรบมือชื่นชมในบทเพลงซิมโฟนีอย่างน่าชวนขบคิดในความย้อนแย้ง ประการแรกบทเพลงจบลงด้วยความตาย ในการแสดงรอบปฐมทัศน์ ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จด้วยดีนักเพราะผู้ชมในยุคนั้นต่างไม่เคยเห็นการสลับตำแหน่งทางอารมณ์ทางดนตรีที่เสมือน “ผิดฝาผิดตัว” แบบนี้ อะไรกัน ท่อนที่ 3 จบลงอย่างหนักแน่นบริบูรณ์ แต่พอมาถึงการจบลงของท่อนที่ 4 (ท่อนสุดท้าย) กลับจบลงแบบค่อยๆ แผ่วลงๆๆๆ ทีละน้อยๆๆ จนจบลงแบบเสียงกระซิบ ทำไม่มันไม่ “ผ่าม-ผ่าม-ผ่าม” แบบการจบลงของซิมโฟนีทั่วๆ ไป นี่คุณ (ไชคอฟสกี) กำลังจะบอกอะไรกับพวกเรา (ผู้ชม) ผู้ชมไม่เข้าใจ เสียงตอบรับจึงไม่ดีนัก และอีกไม่ถึงเดือนไชคอฟสกีก็ถึงแก่กรรม ตกลงความตายในซิมโฟนีบทสุดท้ายเป็นเพียงความตายในศิลปะดนตรีที่เขาเขียนขึ้น หรือมันเป็นคำบอกลาชาวโลกของเขาจริงๆ มันเป็นเพียงความคล้องจองโดยบังเอิญ หรือมันเป็นความจงใจจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเขา ที่จะต้องกระทำอัตวินิบาตกรรม เพื่อลาโลกด้วยความอับอาย นี่เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาจนทุกวันนี้ เขาทิ้งคำกล่าวกับหลานชายว่า “ปล่อยให้พวกเขาคาดเดากันไปเถิด” (Let them guess) อันเป็นวาทะอมตะ คู่กับผลงานชิ้นนี้

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า การปรบมือแสดงความชื่นชมในบทเพลงนี้ ก็ยังทิ้งประเด็นชวนถกเถียงบางประการถึง “ความควร-ไม่ควร”, จรรยามารยาทในการฟังดนตรีซิมโฟนี นั่นก็คือในตอนจบของท่อนที่ 3 ซึ่งดนตรีในท่อนนี้อยู่ในลักษณะเพลงมาร์ชอันฮึกเหิม (แต่ เมื่อฟังผ่านมานานพอเราจึงรู้สึกได้ว่านั่นมันแฝงความตระหนกกลัวและหวาดหวั่นอยู่ภายในจิตใจ) ไชคอฟสกีมีอัจฉริยภาพสูงในการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกผ่านเสียงดนตรีของเขา เขาค่อยๆ เติมพลังไฟอันร้อนแรงลงในดนตรีท่อนนี้เป็นลำดับ ค่อยๆ เร่งดีกรีเพิ่มพลังและความดังจนเดือดดาล-ระเบิดออกในตอนจบ ใครเล่าเมื่อได้ถูกสร้างอารมณ์เร่งเร้าด้วยพลังแห่งดนตรีมาเป็นลำดับแบบนี้จะอดกลั้นไหว พวกเราผู้ชมจึงมักจะทั้งปรบมือ, โห่ร้อง, เป่าปาก หรืออะไรก็แล้วแต่ด้วยการระเบิดอารมณ์ตามเคมีแห่งเสียงดนตรีที่ไชคอฟสกีปรุงแต่งไว้ให้เรา แต่ๆๆ…นั่นมันไม่ใช่เพลงจบลงโดยสมบูรณ์ จรรยามารยาทอันดีกำกับเราว่า อย่าปรบมือรบกวนสมาธิศิลปิน เมื่อเพลงยังไม่จบบริบูรณ์ นี่จึงเป็นกรณีพิเศษ กลายเป็นธรรมเนียมยกเว้นว่า ในตอนจบของดนตรีท่อนนี้ เราจะถือเป็นข้อยกเว้นว่าสามารถปรบมือแสดงความชื่นชมได้ จนมีคำว่า “Applaud the Movement” สำหรับดนตรีท่อนนี้ และวาทยกรหลายๆ คนจึงแก้ปัญหานี้ ด้วยวิธีการคือ เมื่อดนตรีจบท่อนลงอย่างหนักแน่น (แบบผู้ชมกลั้นไม่อยู่) นี้ วาทยกรจะบรรเลงท่อนสุดท้ายสวมเข้ามาในทันทีต่อเนื่อง แบบไม่เว้นช่องไฟ นี่จึงอาจจะถือเป็นการ “มัดมือ” ผู้ชมเพื่อไม่ให้ปรบมือแทรกระหว่างท่อน

ชอสตาโควิช

หลังจบท่อนสุดท้ายของบทเพลงนี้นี่ยิ่งน่าสนุก ราวกับไชคอฟสกีจะทิ้งประเด็นวิจารณญาณไว้ให้ผู้ชมตัดสิน มันจบลงแบบแผ่วลงๆๆๆ ประดุจลมหายใจสุดท้ายของผู้กำลังจะวายชนม์ โน้ตกระซิบพยางค์สุดท้ายที่ราวกับดวงวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่าง เราผู้ชมควรจะมีปฏิกิริยาแสดงออกกับปรากฏการณ์ขณะนี้อย่างไร ลุกขึ้นปรบมือโห่ร้องอย่างกึกก้อง “ในทันที” (เพื่อแจ้งให้ทราบว่าฉันรู้มารยาทการปรบมือดีว่าต้องรอจนจบท่อนสุดท้ายจริงๆ) หรือควรเป็นเช่นไร ผู้เขียนชมการแสดงบทเพลงนี้สดๆ มาหลายครั้งและก็ชอบสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ชมหลังบทเพลงนี้จบลง บางครั้งเมื่อจบลงผู้ชม (ที่ยังไม่ทราบข้อมูลบทเพลง) ก็งงๆ ไม่กล้าปรบมือ, บางครั้งก็มีการปรบมือโห่ร้องชื่นชม “ในทันทีทันใด” ราวกับมันจบลงด้วย “ผ่าม!-ผ่าม!-ผ่าม!” แบบซิมโฟนีทั่วไป บางครั้งก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจแห่งความเงียบงันครู่ใหญ่ๆ เงียบสนิทราวกับการยืนไว้อาลัยผู้วายชนม์ในงานศพ แล้วเสียงปรบมือจึงค่อยๆ ดังขึ้นเบาๆ อย่างสงบสำรวม ถ้าเป็นดังนี้ นั่นจะเป็นการดื่มด่ำรสชาติแห่งชีวิต, การปลดปลงความยึดติดก่อนลาโลกนี้ไปอย่างสงบ นั่นหมายความว่าพิธีกรรมแห่งการอำลาชีวิตในคอนเสิร์ตฮอลล์จะสมบูรณ์เอิบอิ่มได้และตกผลึกทางความคิดได้มาก-น้อยเพียงใด พวกเราบรรดาผู้ชมนี้แหละที่จะมีส่วนร่วมกำหนดสร้างสรรค์อยู่ด้วยไม่น้อยทีเดียว

ไชคอฟสกี

ผู้เขียนอาจจะขวางโลกไปหน่อย นี่มันโลกยุคไหนแล้ว ทำไมต้องมาพิรี้พิไรจู้จี้จุกจิกเรื่องมารยาทการฟังดนตรีคลาสสิก เรื่องมากแบบนี้นี่เล่าถึงได้ไม่มีคนฟัง ต้องมานั่งรณรงค์อนุรักษ์ แต่สำหรับผู้เขียนเองแล้วมักคิดสวนทางโลกตามประสา “คนรุ่นเก่า” ว่า ถ้าเราเพียงแค่จะมาฟังดนตรีเพียงแค่ได้ชื่อว่าเป็น “ไฮโซ” ฟังดนตรีชั้นดี นั่นมันเสียเวลาเปล่าๆ ถ้าหากดนตรีมันจะดำรงอยู่เพียงแค่เป็นเสียงอันหรูหรา, เป็นรสนิยมอันหรูหราประดับบารมี ถ้าหากมันจะดำรงอยู่เพียงแค่ระดับเปลือก-กระพี้ดังนี้ สู้ปล่อยให้มันสูญไปเสียยังจะดีกว่า เอาเวลาและพลังชีวิตไปทำอย่างอื่นยังจะเข้าท่าเสียกว่า จริงไหม?

บวรพงศ์ ศุภโสภณ