WATER FESTIVAL สงกรานต์สาดน้ำ ลดความตึงเครียด

4.04.24 | 16:30 น.
WATER FESTIVAL สงกรานต์สาดน้ำ ลดความตึงเครียด

WATER FESTIVAL
สงกรานต์สาดน้ำ
ลดความตึงเครียด

สุจิตต์ วงษ์เทศ

สงกรานต์เป็นปีใหม่ของ “ทมิฬ” อินเดียใต้ ที่แผ่ไปหลายประเทศในอุษาคเนย์ ได้แก่ พม่า, จีน, ลาว, กัมพูชา, ไทย แต่ไม่ใช่ปีใหม่ไทย เพราะปีใหม่ไทยดั้งเดิมอยู่เดือนอ้าย (เดือน 1 จันทรคติ) ตรงกับธันวาคม สุริยคติ ต่อมาถูกชนชั้นนำทำสงกรานต์เป็นปีใหม่ไทย

ไทยมีสงกรานต์ในฤดูร้อน เป็นหน้าแล้ง ไม่มีฝน ซึ่งอยู่ช่วงเวลาตามปฏิทิน 2 แบบ คือ แบบไทย เดือน 5 จันทรคติ ตรงกับแบบสากล เดือนเมษายน สุริยคติ

สงกรานต์ไทยเป็นประเพณีผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันจาก 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนพื้นเมืองดั้งเดิม (ไม่เรียกสงกรานต์) และส่วนรับจากอินเดีย (เรียกสงกรานต์)

Advertisement

ร่างเสมือนของผีบรรพชน (ผีฟ้า, แถน) ที่ให้ความคุ้มครองชุมชน เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว
(ภาพเขียนบริเวณผาแต้ม อ. โขงเจียม จ. อุบลราชธานี จากหนังสือ ศิลปะถ้ำ ผาแต้ม โขงเจียม คัดลอกโดย พเยาว์ เข็มนาค กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2532)

1. ส่วนพื้นเมืองดั้งเดิม

เป็นพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาผี หลายพันปีมาแล้ว เรียกพิธีเซ่นผีขอฝน (ไม่เรียกสงกรานต์) ซึ่งมีกิจกรรม (ไม่พบในอินเดีย) ดังนี้

(หนึ่ง) เลี้ยงผีบรรพชน ซึ่งเรียกผีฟ้า (หรือผีแถน) ด้วยเครื่องเซ่นต่างๆ

(สอง) ร้องรำทำเพลงขับลำวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร

(สาม) เข้าทรงด้วยการเชิญผีฟ้าลงร่างทรงซึ่งเป็นหญิง (ไม่ลงทรงผู้ชาย)

(สี่) ทำนายฟ้าฝนและผลผลิตของพืชพันธุ์ในปีการผลิตหน้าที่จะมาถึงเดือนต่อๆ ไป

(ห้า) กินเลี้ยงและมีการละเล่นเข้าทรงผีในเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ผีครก, ผีสาก, ผีกระด้ง (นางด้ง), ผีสุ่ม, ชนวัว, แข่งเกวียน, บวดควาย ฯลฯ

(หก) บงการให้ฝนตกด้วยการปั้นเมฆ, แห่นางแมว เป็นต้น

วัวชน (ในพิธีกรรม) ราว 2,500 ปีมาแล้ว ภาพเขียนสีแดงในถ้ำเลียงผา เขาผาแรต ต. น้ำรอบ อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี (ลายเส้นและข้อมูลของสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)

คนจูงควาย (ตัวผู้) ราว 2,500 ปีมาแล้ว มีอาการดุร้าย ไม่อยู่ในความควบคุม ต้อง “บวดควาย” เพื่อกำราบปราบปรามในพิธีขอฝนหน้าแล้ง สืบเนื่องถึงสมัยหลังเรียก “กระอั้วแทงควาย” ปัจจุบันรู้จักในชื่อกระตั้วแทงเสือ (ลายเส้นคัดลอกของกรมศิลปากรจากหนังสือ ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี กรมศิลปากร พ.. 2533)

ปั้นเมฆ แสดงอวัยวะเพศหญิง (รูปที่ทำวงกลมล้อมรอบ) ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ภาพเขียนสีพบที่ถ้ำเขาปลาร้า เขตติดต่อ อ. ลานสัก. หนองฉาง จ. อุทัยธานี)

คนทำท่าคล้ายร่วมเพศ ลายเส้นคัดลอกจากภาพสลักราว 2,500 ปีมาแล้ว บนผนังถ้ำผาลาย ภูผายนต์ ต. กกปลาซิว อ. เมืองฯ จ. สกลนคร [ภาพจากหนังสือศิลปะถ้ำในอีสาน กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2532 หน้า 49]

ตุ๊กตาปั้นเมฆแสดงอวัยวะเพศชาย สำริด ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบที่เขาบ่อพลับ ต. ม่วงหัก อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในมิวเซียมท้องถิ่นวัดเขาไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์)

ปั้นเมฆขอฝนเป็นรูปหญิงชาย (ชื่อนางฝนกับนายเมฆ) กำลังเสพสังวาส โดยมีชายอีกคนหนึ่ง (ชื่อนายหมอก) นั่งอยู่ข้างๆ
ชาวบ้านขุดดินเหนียวมาปั้นกันเองขนาดเท่าคนจริงไว้กลางถนนทางสามแยกเข้าบ้านนาตะกรุด อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2558 (ภาพจาก m.thairath.co.th)

แข่งวัวเทียมเกวียน งานรื่นเริงช่วงสงกรานต์ที่จังหวัดเพชรบุรี

แห่นางแมวขอฝนในหน้าแล้ง (ภาพจาก. ชัยภูมิ กรกฎาคม 2562 จาก https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2722311)

แห่นางแมวขอฝน ต้นเหตุสาดน้ำสงกรานต์ [สาดน้ำสงกรานต์ไม่มาจากโหลี (Holi) สาดสีของอินเดีย (โหลี เป็นพิธีเผาข้าวในอยุธยา เรียก ธานย์เทาะห์)]

พิธีขอฝน

ปั้นเมฆ, คาถาปลาช่อน, แห่นางแมว ต้องทำต่อเนื่องคราวเดียวกันในพิธีขอฝน

ปั้นเมฆ เพราะเมฆทำให้มีฝน

(1.) ก่อนฝนตก มีเมฆจับกลุ่มเป็นรูปต่างๆ คนจินตนาการเป็นหญิงชายร่วมเพศ แล้วมีน้ำอสุจิเป็นฝน

(2.) หน้าแล้งไม่มีเมฆ คนเลยปั้นดินเหนียว (เหมือนเมฆ) เป็นรูปหญิงชายร่วมเพศ ก่อนฝนตก เรียกปั้นเมฆ

คาถาปลาช่อน

(3.) เมื่อปั้นเมฆแล้วต้องประกาศดังๆ ด้วยการร้องเป็นคำคล้องจอง (ปัจจุบันเรียก คาถาปลาช่อน)

มีว่า “ขี้เมฆสองก้อน มีละครสามวัน จับคนชนกัน ฝนก็เทลงมาฝนก็เทลงมา”

แห่นางแมว

(4.) แมวเป็น “ตัวแล้ง” หมายถึงเป็นต้นเหตุให้น้ำแล้ง เพราะแมวไม่ชอบน้ำ คือเกลียดน้ำ, กลัวน้ำ เลย “แก้เคล็ด” ด้วยการสาดน้ำใส่แมว

(5.) การสาดน้ำใส่แมวที่เกลียดกลัวน้ำ เป็น “ขั้วตรงข้าม” ที่แสดงการเทลงมาของฝน

(6.) สาดน้ำใส่คนเพื่อแหกคอก หรือ “นอกครู” ออกจากกฎเกณฑ์ทางสังคมที่ตึงเครียด เป็นผลต่อเนื่องจากสาดน้ำใส่แมว

แล้วสืบเนื่องเป็นสาดน้ำสงกรานต์ (ไม่มาจากโหลีสาดสี ของอินเดีย)

2. ส่วนรับจากอินเดีย

เป็นพิธีกรรมขึ้นศักราชใหม่ (ทุกวันนี้เรียกปีใหม่) เมื่อพระอาทิตย์โคจรจากราศีมีน

เข้าราศีเมษ เรียกสงกรานต์ (สงกรานต์ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า เปลี่ยนผ่าน)

ทั้งนี้ ตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ฮินดู ต่อมาสมัยหลังถูกแปลงเป็นศาสนาพุทธ

สงกรานต์อินเดียเข้าถึงไทย

เริ่มแรก ในวัฒนธรรมทวารวดี พบที่เมืองศรีเทพ (. เพชรบูรณ์) ประติมากรรมพระ สุริยเทพ สัญลักษณ์การโคจรของดวงอาทิตย์รอบเขาพระสุเมรุ เป็นปฏิทินสุริยคติ ราว พ..1000

หลังจากนั้น แผ่ถึงรัฐละโว้ (. ลพบุรี) เข้าสู่รัฐอโยธยาอยุธยา (. พระนครศรีอยุธยา)

สงกรานต์ไทย

หมายถึง สงกรานต์ในรัฐอโยธยาอยุธยา เพราะประชาชนส่วนมากเป็นชาวสยาม เรียกตนเองไทย (เป็นครั้งแรก)

รัฐอโยธยาอยุธยา สังคมมี 2 ระดับ คือ ราชสำนักและราษฎร

ราชสำนัก สืบทอดสงกรานต์ขึ้นศักราชใหม่จากวัฒนธรรมทวารวดี ศรีเทพละโว้ มีพิธีพราหมณ์แปลงเป็นพุทธ โดยสืบทอดการละเล่นสำคัญของพื้นเมืองในศาสนาผีเป็นการละเล่นในพระราชพิธี มีในสนามหลวง (พบในกฎมณเฑียรบาล) เช่น วัวชน, ควายชน เป็นต้น

ราษฎร ไม่รู้จักสงกรานต์ (เพราะรับจากอินเดียเพื่อเป็นพิธีกรรมของราชสำนักเท่านั้น ส่วนประชาชนเข้าไม่ถึง) จึงสืบทอดพิธีกรรมเซ่นผีขอฝนตามวิถีปกติมาแต่ดึกดำบรรพ์ มีแห่นางแมวขอฝน ฯลฯ ส่วนขึ้นปีใหม่มีเดือนอ้าย (เดือนที่ 1) จันทรคติ ตรงกับธันวาคม ทางสุริยคติ

ประชาชนเข้าถึงสงกรานต์สมัยกรุงเทพฯ

สมัยอโยธยาอยุธยา ประชาชนเข้าไม่ถึงสงกรานต์ จึงไม่รู้จักสงกรานต์ เพราะสงกรานต์เป็นพิธีกรรมชั้นสูงในราชสำนัก

ประชาชนในสยามประเทศไทยทุกชาติพันธุ์เข้าถึงสงกรานต์เมื่อสมัยกรุงเทพฯ พบหลักฐานสำคัญในนิราศเดือนของเสมียนมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) กวีแผ่นดิน ร.3 มีสรงน้ำพระพุทธรูปในวัด แต่ไม่มีเล่นสาดน้ำ

ชักบังสุกุล

หมายถึง เชิญอัฐิของบรรพชนที่ทายาทเก็บรักษาไว้มาร่วมบำเพ็ญกุศลทำบุญเลี้ยงพระวันสงกรานต์ ถ้าไม่มีอัฐิก็เขียนชื่อใส่กระดาษไว้ก็ได้ ถือว่าแผ่ส่วนกุศลให้บรรพชนเหล่านั้น

พิธีนี้เนื่องในศาสนาผี (สมัยก่อนประวัติศาสตร์พิธีศพครั้งที่ 2) ปนกับศาสนาพุทธ

ชุดไทยลายดอกสร้างใหม่เพื่อการท่องเที่ยว

ชุดไทยหรือเสื้อคอกลมลายดอกที่ทางการกำหนดให้ต้องแต่งในสงกรานต์ แบบแผนนี้ไม่เคยพบอยู่ในสังคมชาวไทยสยามยุคก่อนๆ (เช่น ยุคอยุธยา) จึงเป็นแบบแผนใหม่ล่าสุดของทางการที่ต้องการแสดงตนเป็นไทยแท้, ไทยทั้งแท่ง, ไทยทั้งดุ้น, ไทยเดิมตั้งโด่ ฯลฯ เพื่อการตลาดของการท่องเที่ยว

สงกรานต์สมัยก่อนพวกไพร่แต่งตัวตามมีตามเกิด หรือที่คิดว่างามของยุคนั้นๆ มีร่องรอยอยู่ในนิราศเดือน ของเสมียนมี (กวีสมัย ร.3) สะท้อนรสนิยมเล่นสงกรานต์ของคนในยุคต้นกรุงเทพฯ ว่าแต่งตัวตามสะดวกสบาย และตามลักษณะชนชั้น เช่น

ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์ ดูสะคราญเพริศพริ้งทั้งหญิงชาย”,
ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท ใส่สีฉาดฟุ้งเฟื่องด้วยเครื่องหอม”,
มีเท่าไรใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง ดูเพริศพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา”,
ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา” ฯลฯ

ไม่มีตรงไหนเลยที่จะกำหนดให้แต่งชุดไทยเสื้อคอกลมลายดอกเหมือนทางการยุคนี้มีระเบียบออกมา

เสื้อ หมายถึง เครื่องสวมใส่กายท่อนบนของคนพื้นเมืองอุษาคเนย์ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ถ้าจะมีก็เริ่มหลังรับอารยธรรมอินเดียและจีน พบร่องรอยในนิทานกำเนิดรัฐฟูนัน เมื่อพราหมณ์จากอินเดียทำพิธีนุ่งผ้าให้นางใบมะพร้าวหัวหน้าเผ่าพื้นเมืองเป็นหญิง ซึ่งนุ่งเตี่ยวหุ้มอวัยวะเพศเท่านั้น (เหมือนจีสตริงทุกวันนี้) เสื้อคอกลม ไม่ใช่ประเพณีพื้นเมืองอุษาคเนย์ และไม่ใช่ไทย แต่รับจากที่อื่น เช่น อินเดีย, จีน ลายดอก ที่แพร่หลายทุกวันนี้ มีต้นแบบจากประเพณีตะวันตกเมื่อไม่นานมานี้ เช่น เสื้อฮาวายจากสหรัฐ ฯลฯ

ผ้าลายดอกเสื้อคอปกและเสื้อคอกลม ไม่ใช่ของไทยมาแต่เดิม เพราะเป็นสิ่งรับมาสมัยหลังจากอุตสาหกรรมทอผ้า ซึ่งควรยอมรับความจริงอย่างองอาจ และยกเป็นอัตลักษณ์สร้างใหม่อย่างภาคภูมิก็ได้ ไม่ผิดกติกา

ขนทรายไปสร้างวัด

ขนทรายเข้าวัด มีคำบอกเล่าที่เชื่อกันมานานแล้ว ว่าต้นเหตุจากทรายที่มีบนพื้นดินในวัดติดตีนเปล่าชาวบ้านที่เดินเข้าๆ ออกๆ เป็นประจำ เมื่อถึงสงกรานต์เลยนัดหมายกันไปขนทรายเข้าวัด ถือเสมือนใช้หนี้คืน

ก่อพระทราย มีคำบอกเล่าว่าสืบเนื่องจากขนทรายเข้าวัดได้กองพะเนินเทินทึก เลยพากันก่อพระทรายในวันสงกรานต์ สมมุติเป็นรูปสถูปเจดีย์ ถือเป็นทำบุญอุทิศส่วนกุศล

คำบอกเล่า 2 เรื่องต่อเนื่องกัน อาจพิจารณาดังนี้

เรื่องขนทรายเข้าวัดเป็นนิทานโน้มน้าวให้ขนทรายใช้คืนวัด แต่ไม่น่าเชื่อว่าจริง

ส่วนเรื่องก่อพระทราย มีร่องรอยเป็นไปได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการก่อสร้างศาสนสถาน เช่น สถูปเจดีย์

เข้าทรงแม่สี (แม่ศรี) วันสงกรานต์ (ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.. 2547)

ขนทรายเข้าวัด เป็นประเพณีที่ชาวบ้านร่วมกันหาแหล่งทราย แล้วขนทรายไปกองเก็บในวัดให้พระสงฆ์และช่างใช้ผสมดินเหนียวทำอิฐเผาแข็งแกร่งเป็นวัสดุก่อสร้างศาสนสถานสำคัญในวัด เช่น พระพุทธรูป, สถูปเจดีย์, โบสถ์, วิหาร นิยมทำในหน้าแล้ง เพราะน้ำแห้งน้ำลดตามแหล่งน้ำ มองเห็นแหล่งทราย แล้วตักขุดทรายสะดวกกว่ามีน้ำมาก

ประเพณีขนทรายเข้าวัดอย่างนี้ไม่เคยมีมาก่อน เพราะชุมชนดั้งเดิมนับถือศาสนาผี (ใช้หินตั้ง ไม่มีเทคโนโลยีเผาอิฐ) แต่จะมีเมื่อรับนับถือศาสนาพราหมณกับพุทธจากอินเดีย ราวหลัง พ.. 1000

ขนทรายเข้าวัดและก่อพระทราย สะท้อนความเชื่อเก่าและใหม่ปนกัน คือ ผี, พราหมณ์, พุทธ

ผู้รู้พิธีกรรมอินเดียและลังกา บอกว่ามหาสงกรานต์ของพราหมณ์อินเดียไม่มีขนทราย และพุทธในอินเดียกับลังกาก็ไม่มีประเพณีขนทรายเข้าวัดและก่อพระทราย