เมื่อตัดสินใจประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร ผ่านคำนำของหนังสือ “ประชาธิปไตยสยามยุทธ” จำเป็นต้องตอบสนองความตั้งใจดีของ สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นเท่านั้น ทั้งยังต้องการส่งผ่านคำพูด แนวคิด ความรู้สึกต่างๆ ด้วยงานเขียน ให้ผู้คน ให้สังคมมีสันติสุขร่วมกัน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จึงถือเป็นฤกษ์งามยามดี สำนักพิมพ์จัดให้เกิดเวทีเล็กๆ ได้บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ของกลุ่มคน หรือที่เด็กรุ่นใหม่ช่างสรรหาคำศัพท์มาเรียกให้เก๋ไปตามยุคว่า ‘ติ่ง’ หรือ ‘แฟนคลับ’ ที่ชื่นชมและหลงรักงานวรรณกรรมของ ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ นั่นเอง

งานชวนพิจารณ์ผลงาน เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ร่วมพิจารณ์ประเมินคุณค่าและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมุมมองผ่านผลงานเสกสรรค์ ได้รับเกียรติจากวิทยากรชื่อดังมาร่วมพูดคุย ได้แก่ คุณสันติสุข โสภณสิริ นักเขียนและบรรณาธิการอิสระ, คุณสุชาติ ศรีสุวรรณ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), รศ.ดร.พิเชฐ แสงทอง อาจารย์และนักวิชาการวรรณกรรม โดยมี คุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักวิจารณ์วรรณกรรม เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย คุณอาทร เตชะธาดา กรรมการบริหาร สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น นักศึกษาจากปัตตานี พังงา และประชาชนหลากหลายสาขาอาชีพกว่า 30 ชีวิตเดินทางมาร่วมวงสนทนา ถึงความทันสมัยในงานเขียนของเสกสรรค์ ที่มีเนื้อหาข้ามผ่านกาลเวลา แม้จะเกิดยุคไหน คนรุ่นใหม่ก็ยังอ่านวรรณกรรมของท่านได้อย่างเข้าใจ ไม่เบื่อเลย
ทันทีที่ได้ยินชื่องาน คุณสันติสุข โสภณสิริ โดนคนเคยรู้จักของคุณเสกสรรค์แซวว่า “กล้าไปพิจารณ์งานเสก? สันติสุขตอบขอนิทัศน์ก็พอ” ด้วยความใกล้ชิดและสนิททำให้สามารถสรุปได้อย่างรวดเร็วว่า “งานเขียนแต่ละเรื่องบ่งบอกความเป็นเสกสรรค์ได้เป็นอย่างดี” ในทุกบรรทัดจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ทุกการพูดคุยจะได้รับความเป็นพี่ เป็นครู ไม่ตัดสินใคร ในทุกๆ เรื่องที่ได้อ่านเกิดจากการกลั่นผ่านความคิดและความรู้สึก อารมณ์ ณ ขณะนั้นจริงๆ ในตอนจบจึงมักเป็นปลายเปิดให้ผู้อ่านชวนคิดได้หลายแง่มุมเสมอ เพราะเชื่อว่าแต่ละคนได้เจอและมีชีวิตที่แตกต่างกัน

นักหนังสือพิมพ์ชั้นครูของมติชน คุณสุชาติ ศรีสุวรรณ ออกตัวว่าแม้จะจดจำชื่อและเรื่องราวเป๊ะๆ ไม่ได้เหมือนคนอื่น แต่ในความรู้สึกยังคงซาบซึ้งเสมอเมื่อพูดถึงหนังสือของเสกสรรค์ “อยากเป็นเหมือนพี่เสก เขาเปรียบเหมือนอาจารย์ทางการเขียน ติดตามงานและรู้จักท่านในฐานะผู้นำนักศึกษาตั้งแต่ผมเรียนมัธยม ในตอนนั้นได้รู้จักตัวตนของเสกสรรค์ผ่านการอ่าน แต่ละเรื่องสะท้อนบุคลิก นิสัย ความคิด จิตใจใหญ่โตที่พร้อมดูแลทุกคน วิธีใช้ภาษาสื่อสารอารมณ์เข้าถึงครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะ วิชาการ รัฐศาสตร์ สังคมการเมือง หรือแม้แต่นิยาย (Fiction) ก็ตาม”
รศ.ดร.พิเชฐ แสงทอง กับมุมมองอย่างคนติดตามผลงาน หรือจะเรียกผมอย่างคนยุคนี้ว่าเป็น ‘ติ่งเสกสรรค์’ ก็ได้ “ในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็น วิหารที่ว่างเปล่า, ผ่านพบไม่ผูกพัน ในยุค 2535 เรียกว่าเป็นเทรนด์หนังสือเพื่อชีวิตสำหรับนักอ่าน ในการเขียนท่านใช้ความรู้สึกนำ อ่านแล้วไม่ซับซ้อนไม่ต้องแปล ตรงไปตรงมา ที่สำคัญยังให้ประโยชน์กับผู้อ่านในหลายมิติ หลายเรื่องหลายเล่มผมได้นำไปใช้เป็นสื่อตัวอย่างในการเรียนการสอนอีกด้วย โดยหวังว่าเราจะเป็นตัวเชื่อมให้คนในอนาคตได้สัมผัสคุณค่าของชีวิตผ่านวรรณกรรม ที่อยู่เหนือกาลเวลาของคุณเสกสรรค์ต่อไป”

ในงาน..ฟังรุ่นใหญ่วัยเก๋ามาพักหนึ่ง ก็ถึงเวลารุ่นเล็กอย่างน้องๆ นักศึกษา และแฟนคลับที่มาร่วมเสวนา พิจารณ์หนังสือของศิลปินคนโปรดกันบ้าง โดยน้องๆ ส่วนใหญ่ได้มุมมองและแนวคิดจากหนังสือแต่ละเรื่อง แตกต่างกัน บางคนถึงกับหาทางออกและมีคำตอบให้ตัวเอง ได้เพียงแค่ ‘อ่าน’ จากหลายเรื่อง อาทิ สายน้ำและทางช้าง, คนหาปลา, วันที่ถอดหมวก, ฤดูกาล, ข้าวเม็ดน้อย, มหาวิทยาลัยชีวิต, คนกับเสือ, บุตรธิดาแห่งดวงดาว, ผู้ยิ่งใหญ่, สะพานไม้ไผ่เหนือสายน้ำเชี่ยว เป็นต้น
ด้วยความศรัทธาในคุณเสกสรรค์ นรินทร์ องค์อินทรี นักแปล และนักเขียนอิสระ บิ๊กแฟนตัวยง ยกมืออาสาขอแปลหนังสือของนักเขียนคนโปรดให้แบบฟรีๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า คุณค่างานวรรณกรรมของคุณเสกดีมาก มีความเข้าใจมนุษย์อย่างแท้จริง จึงอยากให้ผลงานของท่านเป็นที่รู้จักในสากล และอยากให้นักเขียนรุ่นใหม่ใช้ศึกษาเป็นแนวทางการเขียนหนังสือสืบต่อไป

ด้าน บิ๊ก พงษ์ระพี นักเขียนและประธานชมรม AI ชื่นชมการเชื่อมต่อร้อยเรียงในแต่ละบท เห็นมิติการเดินทางของเรื่องราวเด่นชัด คุณบิ๊กจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเผยแพร่วรรณกรรมของคุณเสกสรรค์ให้ไปสู่สากลด้วยการแปลเป็นภาษาอังกฤษ “ผมได้อ่านหนังสือและซื้อเรื่องซ้ำๆ มาอ่านอยู่หลายครั้ง เพราะเมื่ออ่านจบแต่ละเล่ม มักจะแบ่งปันและส่งต่อให้กับคนอื่นได้อ่านหนังสือดีๆ ด้วยเสมอ”

ส่วนน้องนักศึกษาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วรรณกรรมของคุณเสกสรรค์ได้นำพาไปค้นหาวิถีแห่งชีวิตที่เหมาะกับตนเองได้เมื่ออ่านจบ ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก บางคนตัดสินใจลาออกจากอาชีพครู เพราะรับไม่ได้ในระบบที่ไม่โปร่งใสในองค์กร เกิดความขัดแย้งในใจ สุดท้ายตัดสินใจลาออกมาเดินบนเส้นทางใหม่ ที่เป็นตัวเองจนถึงปัจจุบันอย่างไม่กลัว โดยได้แง่คิดจากเรื่อง ‘วันที่ถอดหมวก’ สำหรับใครที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วเกิดความสงสัย แนะนำว่าลองเลือกสักเล่ม หยิบมาเปิดอ่าน นอกจากจะได้รู้จัก ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’ อย่างแท้จริงแล้ว ยังจะได้แนวทางและเข้าใจการดำรงอยู่ของชีวิตในโลกใบนี้มากยิ่งขึ้นก็เป็นได้
สุดท้ายก่อนจบการพิจารณ์ คุณอาทร เตชะธาดา แห่งสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น แย้มว่าเร็วๆ นี้ เตรียมจัดเซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่ มาช่วยกันลุ้นว่า คนไทยจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่สุดรางวัลของคนหนังสือได้หรือไม่ ติดตามข่าวสารได้ทุกช่องทางของสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น www.praphansarn.com หรืออุดหนุนอ่าน e-book ได้ที่แอพพลิเคชั่น CHULABOOK ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เท่านั้น
‘เพราะประพันธ์สาส์นไม่ใช่แค่สำนักพิมพ์ แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนนักเขียนไทยอย่างเต็มกำลัง’
สุชาฎา ประพันธ์วงศ์

