ส่องภารกิจข้ามสมุทร เรือฟริเกต ‘ว็องเดมีแยร์’ จากฝรั่งเศสเทียบท่าคลองเตย

19.04.24 | 12:43 น.
ส่องภารกิจข้ามสมุทร เรือฟริเกต ‘ว็องเดมีแยร์’ จากฝรั่งเศสเทียบท่าคลองเตย

ส่องภารกิจข้ามสมุทร เรือฟริเกต ‘ว็องเดมีแยร์’
จากฝรั่งเศสเทียบท่าคลองเตย

นับว่าเป็นโอกาสอันหาชมได้ยาก 4 ปี หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เรือถูกยุติภารกิจเพื่อการเยี่ยมเยือนกระชับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ จวบจนถึงฤกษ์งามยามดีอีกครั้ง ที่ได้เริ่มปัดฝุ่นนำเรือขนาดใหญ่ลำนี้ โลดแล่นข้ามมหาสมุทร พร้อมเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนได้เข้าเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ภายในเรืออย่างใกล้ชิด

ตบเท้าเข้าเยี่ยมชม ฟริเกตว็องเดมีแยร์ (Vendémiaire) เรือของกองทัพเรือฝรั่งเศส ได้เดินทางเยือนประเทศไทย เทียบท่า ณ ท่าเรือกรุงเทพ (ท่าเรือคลองเตย) เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างฝรั่งเศสในฐานะประเทศที่อยู่ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนที่ผ่านมา

การข้ามน้ำข้ามทะเลคราวนี้ มาพร้อมภารกิจภายใต้ชื่อ ASIE ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเวลาราว 3 เดือน ประกอบด้วย การเข้าร่วมภารกิจและการฝึกร่วมกับกองทัพเรือของประเทศหุ้นส่วนในภูมิภาค โดยมีกำหนดปฏิบัติภารกิจในประเทศต่างๆ

เน้นย้ำจุดยืนเกี่ยวกับภารกิจสุดเข้มข้น เพื่อผนึกความร่วมมือและสื่อสาร ถึงด้านการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและเสรีภาพในการเดินเรือ ที่หลายประเทศให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้กันทั้งสิ้น ได้แก่ ติมอร์-เลสเต อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน และออสเตรเลีย

Advertisement
คณะผู้แทนกองทัพเรือไทยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ภารกิจเรือมหาอำนาจ มุ่งรักษาเสถียรภาพทางน้ำ

เริ่มสัมผัสความเกรียงไกรและเป้าหมายสำคัญของ ‘ฟริเกตว็องเดมีแยร์’ เรือประจำการ ณ ฐานทัพเรือเมืองนูเมอา นิวแคลิโดเนีย ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งตัวเรือมีความยาว 94 เมตร มีความกว้าง 14 เมตร และมีกำลังพลประจำเรือจำนวน 94 นาย

ฝรั่งเศสเป็นชาติอธิปไตยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยฝรั่งเศสมีดินแดนโพ้นทะเลที่มีประชากรรวมกว่า 2 ล้านคน และมีทหารประจำการจำนวน 8,300 นาย รวมถึงสถานการ์ของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงภูมิยุทธศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศสและหุ้นส่วน

เหตุนี้ฝรั่งเศสจึงตั้งเป้าที่จะเดินหน้าดำเนินบทบาททางน้ำอย่างเต็มที่ ในฐานะมหาอำนาจในภูมิภาค เพื่อรักษาผลประโยชน์อธิปไตยของตน และเพื่อรับรองความปลอดภัยของพลเมือง รวมทั้งมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการรักษาเสถียรภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค

เข็มทิศชีวิต ‘นาวาโท ดรูแอล’ กัปตันผู้โลดโผน-ลุยสุดทุกภารกิจ

นอกจากภารกิจของตัวเรือที่ต้องโลดแล่นไปยังน่านน้ำหลากภูมิภาค มีกัปตันคนสำคัญผู้กำเข็มทิศอยู่เบื้องหลังการบังคับหางเสือเรือใหญ่ลำนี้ ให้สามารถเดินหน้าออกไปอย่างมั่นคง โดย นาวาโท เซบัสเตียง ดรูแอล (Commander Sébastien Drouelle) ผู้บัญชาการเรือวัย 45 ปี เป็นนายทหารของกองทัพเรือฝรั่งเศส จากจุดแรกเริ่มมีความชำนาญการด้านการตรวจจับ (Detection)

นาวาโท เซบัสเตียง ดรูแอล ผู้บัญชาการเรือ ฟริเกตว็องเดมีแยร์

ก้าวแรกที่เริ่มเข้าสู่เริ่มต้นอาชีพ หลังจบจากโรงเรียนทหารเรือในปี 2546 ด้วยการประจำการบนเรือตรวจการณ์ ‘อาราโก’ (Arago) และได้เข้าร่วมภารกิจในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมากมาย อีกทั้งได้รับมอบหมายให้ประจำการบนเรือป้องกันภัยทางอากาศ ‘ฟอร์แบ็ง’ (Forbin) ซึ่งถูกส่งไปเข้าร่วมปฏิบัติการ ‘อาร์มาต็อง’ (Harmattan) ในมหาสมุทรอินเดียและประเทศลิเบีย

จากนั้น ขยับมาศึกษาหลักสูตรชำนาญการพิเศษ ด้านปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศและการรบผิวน้ำ (Surface Combat and Air Defense Operations) จากโรงเรียน School of Combat Systems and Naval Weapons หรือ Ecole des systemes de combat et armes navals (ESCAN) ประเทศฝรั่งเศส

จนเข้าไปประจำการบนเรือต่อสู้อากาศยาน ‘ฌ็อง บาร์’ (Jean Bart) ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการข่าว และได้เข้าร่วมภารกิจในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ ‘ชามาล’ (Chammal) เพื่อต่อต้านกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส

ต่อมาได้กลับมาปฏิบัติงานที่โรงเรียนนายเรือฝรั่งเศสในตำแหน่ง ‘Navigation Instruction Group Leader’ (Shipyard) เพื่อเตรียมนักเรียนโรงเรียนนายเรือให้เป็นนายทหารเวรการรบ (Combat Watch Officer) นอกจากนี้ยังได้มีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนสถานะของโรงเรียนนายเรือฝรั่งเศสอีกด้วย

กระทั่งปี 2561 ได้เข้าบัญชาการเรือกวาดทุ่นระเบิด ‘แลเกลอ’ (L’Aigle) ซึ่งมีกำลังพลปฏิบัติงาน 50 นาย และได้เข้าร่วมภารกิจสนับสนุนการป้องปรามนิวเคลียร์และการต่อต้านทุ่นระเบิด นอกจากนี้ ได้ถูกส่งไปเข้าร่วมภารกิจ BALTOPS ขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ในทะเลบอลติก

จากนั้นเมื่อปี 2562 ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในอ่าวเปอร์เซียเพื่อตรวจตราเฝ้าระวังช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค หลังจบการกิจแล้วก็ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่ง ผู้ว่าการทางทะเลกำกับดูแลฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก

ท้ายที่สุดแล้วกลับมาเลือกเส้นทางการศึกษาต่อ ที่วิทยาลัยการสงครามฝรั่งเศสในปี 2563 ซึ่งหลังจบการศึกษา ก็ได้รับแต่งตั้งเป็น
ผู้อำนวยการหลักสูตรนายทหาร โรงเรียนนายเรือฝรั่งเศส โดยมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการฝึกนักเรียน และนายเรือฝึกหัดกว่าปีละ 1,400 คน

ความท้าทายกลางสมุทร พุ่งช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม

เมื่อถามถึงความสำคัญของภารกิจในการมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ นาวาโท ดรูแอลเปิดเผยว่า การเดินทางมาหารือกับไทยในครั้งนี้ จะทำให้การสื่อสารระหว่างกันดีขึ้น และได้ฝึกเกี่ยวกับการสื่อสารด้านการเดินเรือร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น

โรงเก็บเฮลิคอปเตอร์บนเรือ

“สิ่งสำคัญคือการหารือกับเจ้าหน้าที่กองทัพเรือประเทศพันธมิตร เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ตรงกัน ให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเราจะทำอะไร และเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนมีจุดมุ่งหมายในทิศทางเดียวกัน และในฐานะกัปตันเรือลำนี้ส่วนตัวแล้วมีประสบการณ์ที่ดีมากมาย ที่ได้พาเรือไปที่ต่างๆ ซึ่งเวลาที่ไปที่ไหนก็เหมือนเป็นตัวแทนของประเทศอีกด้วย

ภารกิจครั้งนี้จะเป็นการกระชับความร่วมมือและความสัมพันธ์มากมาย ทั้งการเข้าพบเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือประเทศต่างๆ เพื่อที่จะหารือเกี่ยวกับการฝึกทหารเรือร่วมกันในทะเล เพื่อพัฒนาความร่วมมือกันด้านการเดินเรือ และเป็นการกระชับความร่วมมือกันอีกด้วย

เรือลำนี้ไม่ได้มียุทโธปกรณ์สำหรับการปฏิบัติภารกิจด้านการรบ แต่ภารกิจหลักจะเป็นการช่วยเหลือทางมนุษยธรรม โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ที่อยู่บนเรือ เช่น เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเกิดเหตุภูเขาไฟระเบิด ที่ปาปัวนิวกินี ซึ่งมีผู้ประสบภัยเยอะมาก

การที่จะส่งของบรรเทาทุกข์ไปให้ผู้ประสบภัย ทำได้ยาก เพราะฉะนั้นเรื่อลำนี้ก็จะสามารถช่วยได้ สามารถบรรทุกสิ่งของบรรเทาทุกข์ได้ถึง 15,000 ตันและมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ที่จะสามารถลำเลียงสิ่งของไปแจกให้กับผู้ประสบภัย ตามพื้นที่ที่รถเข้าไปไม่ถึงได้” นาวาโท ดรูแอลเผยหัวใจหลักภารกิจ

‘ว็องเดมีแยร์’ ฝ่าคลื่นลม สัมผัสความอบอุ่นต่างแดน

เมื่อพูดถึงความท้าทายสำหรับการใช้ชีวิตอยู่บนเรือด้วยระยะเวลาอันยาวนาน นาวาโท ดรูแอลเล่าว่า การอยู่ในมหาสมุทรต้องเผชิญความท้าทายด้านสภาพอากาศ บางทีเจอคลื่นลมทะเลที่มันมีความรุนแรงมาก แต่ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเรือหลาย 10 วัน

“หนึ่งสิ่งที่เป็นความท้าทายของกัปตันที่จะต้องบังคับเรือฝ่าสภาพอากาศที่เลวร้ายในทะเลผ่านไปให้ได้ อีกหนึ่งท้าทายของการเป็นกัปตันเรือลำนี้ คือ การปฏิบัติภารกิจทางมนุษยธรรม และได้ช่วยเหลือผู้คน เช่น แจกของบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ

ห้องควบคุมเรือฟริเกตว็องเดมีแยร์

เวลาไปจอดแวะพักตามจุดเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ เราก็เหมือนตัวแทนของประเทศ บางครั้งที่มีการจอดแวะพัก ก็จะเปิดให้ผู้คนเข้ามาชมเรือได้ เพื่อแลกเปลี่ยนกระชับความสัมพันธ์ แต่ว่าต้องเป็นไปตามกำหนดการ และนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น ยังคงไม่ได้เปิดให้บุคคลสาธารณะเข้าชมได้ เพราะเรือเป็นทรัพย์สินของทางราชการของกองทัพเรือฝรั่งเศส

สุดท้ายแล้วอยากจะขอขอบคุณคนไทยและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่มาให้การต้อนรับเป็นอย่างดีตอนที่เรือมาถึง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองดุริยางค์กองทัพเรือ รวมถึงประชาชนคนไทยทุกคน” นาวาโท ดรูแอลเผยความซาบซึ้ง พร้อมทิ้งท้ายว่า

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผู้คนมีอัธยาศัยดี พอได้มาที่นี่แล้วก็ประทับใจที่คนก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

ภูษิต ภูมีคำ