บทส่งท้ายคอนเสิร์ต,รสนิยมทางดนตรี (ตอนจบ)
บทความในวันนี้ยังคงเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากครั้งที่แล้ว ซึ่งว่าด้วยการแสดงออกของศิลปินและผู้ฟังดนตรีในช่วงท้ายของการแสดงดนตรีคลาสสิก (Classical Music) ที่มักจะมีประเด็นที่น่าสังเกต, น่าคิดอยู่เสมอๆ นอกจากเสียงปรบมือจากผู้ชมแล้ว การมอบบทเพลงแถม (Encore) จากศิลปินก็นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสังเกต บางครั้งบทเพลงแถมแสดงถึงความสามารถในเชิงเทคนิคอีกด้านหนึ่งของศิลปินบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรี (Soloist) ที่ในบทเพลงหลักของรายการเพลงมิได้เปิดโอกาสให้แสดงออก แต่ในบางครั้งเราก็กลับพบว่าบทเพลงแถมของศิลปินเดี่ยวนั้นกลับไปลดทอนคุณค่าของบทเพลงหลักในรายการที่เพิ่งจะบรรเลงจบไปด้วยความยากเย็นอย่างน่าเสียดาย ศิลปินเดี่ยวผู้มากด้วยฝีมือและประสบการณ์จึงมีการเตรียมการในเรื่องบทเพลงแถมอย่างเหมาะสมและระมัดระวังในเรื่องการมอบเพลงแถมหลังบทเพลงหลักเป็นอย่างดี
บทเพลงแถมมีลักษณะเป็นบทเพลงสั้นๆ ที่มีคุณลักษณะทางดนตรีที่น่าประทับใจไปในหลากหลายรูปแบบ มีทั้งบทเพลงแถมจากวงออร์เคสตราทั้งวง หรือบทเพลงแถมจากศิลปินเดี่ยวเพียงคนเดียว ในกรณีของบทเพลงแถมจากวงออร์เคสตรานั้น เรามักได้พบเจอจากวงออร์เคสตราที่เป็นอาคันตุกะจากต่างแดน ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็มักจะนิยมนำเอาเพลงพื้นบ้านของตนเองมาเรียบเรียงขึ้นใหม่สำหรับวงออร์เคสตราอย่างมีสีสัน หรือแม้แต่การตัดตอนนำเอาบทเพลงบางท่อนยกมาบรรเลงให้ฟังกันอีกรอบในอารมณ์, ความรู้สึกที่ร้อนแรงมากขึ้น แต่สำหรับเพลงแถมจากศิลปินเดี่ยวนี่สิ มักจะเรียกเสียงฮือฮาด้วยความประหลาดใจอย่างมากจากผู้ชมได้เสมอๆ เพราะบ่อยครั้งมันคือ “การหักมุมทางดนตรี” ได้อย่างสุดขั้วทีเดียว
โดยเฉพาะในกรณีที่บทเพลงหลักในรายการแสดงเป็นบทเพลงขนาดใหญ่, มีความยาวมากในระยะเวลาการบรรเลง มีเนื้อหาแนวคิดทางดนตรีที่ลึกซึ้ง อาทิ บทเพลงเดี่ยวเครื่องดนตรีประเภทคอนแชร์โต (Concerto) ที่ประพันธ์ขึ้นในยุคโรแมนติก (ศตวรรษที่ 19) ทั้งหลาย บทเพลงในแนวนี้ต้องการพลังอารมณ์ความรู้สึกและความจดจ่อในสมาธิอย่างสูงทั้งจากตัวศิลปินและผู้ชม บทเพลงที่มีความยาว 3 ท่อน โดยมีระยะเวลาในการบรรเลงโดยเฉลี่ยประมาณ 40-45 นาที เหน็ดเหนื่อยกันไปทั้งนักดนตรีและผู้ฟัง การหักมุมทางอารมณ์ดนตรี จึงเป็นการ “คลายเส้นทางดนตรี” ได้อย่างชะงัดนักแล ศิลปินเดี่ยวจึงมักมอบบทเพลงแถมที่เข้มข้นด้วยเทคนิค, รสชาติ และเป็นประสบการณ์ทางดนตรีอันล้ำเลิศ จนบ่อยครั้งมากที่เราแทบจะรู้สึกได้ว่าการได้ฟังบทเพลงแถมเหล่านี้ ได้อรรถรสอันเข้มข้นจนแทบจะไม่แพ้เพลงหลักที่เพิ่งบรรเลงจบลงไปทีเดียว
บทเพลงแถมจากศิลปินเดี่ยวแบบนี้ บ่อยครั้งมันน่าทึ่งไปจนคู่ควรแก่คำว่า “มหัศจรรย์”, น่าทึ่งจนทำให้ผู้ชมทั้งโรงแทบจะหยุดหายใจไปด้วยความตื่นตะลึงในเทคนิคการบรรเลงที่ผิดมนุษย์ และก็ด้วยความมหัศจรรย์แบบนี้เอง ที่ทำให้การเดินทางไปชมการแสดงสดๆ กลายเป็นประสบการณ์อันมีค่ายิ่ง เป็นประสบการณ์ทางโสตประสาทที่ไม่อาจชดเชยได้เลย จากการฟังผ่านสื่อบันทึกเสียง (หรือชุดเครื่องเสียง) ที่ไม่ว่าจะดีขนาดไหนก็ไม่อาจเก็บรายละเอียดทางเสียงอันมหัศจรรย์ที่ว่านี้ได้ทั้งหมด ณ จุดนี้ เราจึงสัมผัสได้ว่าโสตประสาทโดยกำเนิดของมนุษย์นี้เองที่ละเอียดอ่อน ทรงคุณค่าทางคีตศิลป์และดุริยางคศิลป์สำหรับพวกเรายิ่งกว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงราคาแพงใดๆ ที่สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียง “ภาพถ่าย” ที่เชิญชวนเราไปสัมผัส, สูดลมหายใจ ณ สถานที่จริง ในสถานการณ์และประสบการณ์ทางดนตรีจริงๆ
ผู้เขียนจะพยายามใช้ความสามารถในทางภาษาถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่านี้ให้ละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ บทเพลงที่แสดงสีสัน, ความมหัศจรรย์ทางเสียงแบบที่เครื่องเสียงไม่อาจถ่ายทอดได้นี้ จะสร้างภาพลักษณ์ (Image), ระยะทาง-ระยะห่าง, และเล่ห์กลความลวงทางเสียงสารพัดอย่าง (เล่ห์กลในทางดนตรีและศิลปะไม่ใช่ความเลวร้าย แต่เป็นศิลปะขั้นสูง) ลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งที่ว่านี้ก็คือ ความเร็วทางดนตรีในแบบเหนือคำบรรยาย เร็วจนแทบจะพาผู้ชมข้ามมิติแห่งเวลา ขอยกตัวอย่าง บทเพลงในทำนองนี้ เช่น “Carnival of Venice” บทเพลงพื้นบ้านอิตาลีที่ “นิคโคโล ปากานินิ” (Niccolo Paganini) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินที่ว่ากันว่า “เก่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมี” ได้เริ่มนำออกมาเรียบเรียงในลักษณะแปรทำนอง (Variations) เป็นคนแรก หลังจากนั้นเป็นต้นมาบทเพลงนี้ได้รับการนำไปจำแนกเสียง, ดัดแปลงสำหรับแสดงอภินิหารทางเสียงสำหรับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ ตามมาอีกมากมายเหลือคณานับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าอย่าง แตรทรัมเป็ต (Trumpet) หรือ “คอร์เน็ต”(Cornet) ความมหัศจรรย์ทางเสียงของบทเพลงนี้ก็คือความเร็วในการสลับเสียงโน้ตสูง-ต่ำด้วยความเร็วมากจนกระทั่ง สร้างภาพลวงทางเสียงให้เกิดการแยกกันระหว่างเสียงสูงกับเสียงต่ำ จนเสมือนการบรรเลงตอบโต้กันของศิลปินเดี่ยวสองคน (เสมือนคนหนึ่งเป่าเสียงสูง, อีกคนหนึ่งเป่าเสียงต่ำ) ทั้งๆ ที่ผู้ชมก็เห็นประจักษ์ด้วยสายตาตนเองว่า บทเพลงนี้กำลังบรรเลงด้วยศิลปินเพียงคนเดียว


ความน่าขันประการสำคัญคือความมหัศจรรย์ทางเสียง ที่ดุริยกวีอย่าง ปากานินิ ได้บรรจงคิดเล่ห์กลความมหัศจรรย์ทางเสียงนี้ก็คือ เมื่อยามที่บทเพลงในลักษณะนี้ได้รับการแสดงสดๆ บนเวที เราจะรู้สึกทึ่งเมื่อได้เห็นอยู่กับสายตาว่ามีผู้บรรเลงเดี่ยวเพียงคนเดียว แต่เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงที่ศิลปินสองคนกำลังบรรเลงโต้ตอบกันอยู่ มิติทางเสียงเช่นนี้กระมัง ที่เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่เราเรียก นิคโคโล ปากานินิ ว่าเป็น “ปีศาจแห่งไวโอลิน” มีประสบการการแสดงสดๆ แบบนี้เกิดขึ้นเมื่อราวยี่สิบปีก่อน เมื่อ “หนูน้อยมหัศจรรย์” (ในขณะนั้น) ชาวญี่ปุ่นนามว่า “ซายากะ โชจิ” (Sayaka Shoji) ตระเวนแสดงมาถึงเมืองไทย เธอมอบบทเพลงแนวปีศาจนี้ เป็นเพลงแถมให้กับผู้ชม ผู้เขียนเองแทบจะขยี้ตาและอยากถามหาผู้บรรเลงเดี่ยวที่กำลังบรรเลงเคียงคู่กับเธอในขณะนั้น เพราะเสียงที่เรากำลังได้ยินอยู่ในขณะนั้นเป็นเสียงนักไวโอลินสองคน ที่กำลังบรรเลงดนตรีสองแนวเสียงสนทนาโต้ตอบกัน แนวหนึ่งกำลังดีดสาย, อีกแนวหนึ่งสีด้วยคันชัก ณ ห้วงขณะเวลาอันมหัศจรรย์นั้นเอง ที่เราตระหนักได้ดีถึง คำว่า “ปรากฏการณ์แห่งปากานินิ” (Paganini Effect) มันคือการแสดงผีหลอกทางดนตรีอย่างน่ามหัศจรรย์
ความน่าขันก็คือ “Paganini Effect” ที่ว่านี้มิได้ปรากฏอยู่เพียงแค่ในบทเพลงที่เขียนขึ้นจากปลายปากกาของปากานินิเพียงคนเดียว นักแต่งเพลงที่เป็นศิลปินเดี่ยวฝีมือเยี่ยมทั้งหลายก็พยายามบรรจุเทคนิคที่ว่านี้ลงไปในบทเพลงของเขา และก็เป็นไปดังที่กล่าวกันว่า โน้ตเพลงเป็นเพียงจุดขาวๆ ดำๆ บนกระดาษ ส่วน “ดนตรี” ที่แท้จริงนั้นซ่อนอยู่เบื้องหลังกระดาษโน้ตนั้น เป็นภาระหน้าที่ซึ่งศิลปินจะต้องค้นหาให้พบและแสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อโสตประสาทของผู้ชม นั่นหมายความว่า “Paganini Effect” นั้น แม้นักแต่งเพลงได้เขียนมันไว้บนกระดาษ แต่นักไวโอลินแต่ละคนก็ไม่อาจจะดึงเอา “ปรากฏการณ์” ที่ว่านี้ออกมาสำแดงได้ประจักษ์ชัดเท่าเทียมกัน แม้ว่าพวกเขาจะอ่านมันจากโน้ตบนกระดาษแผ่นเดียวกัน ความมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นได้เพียงบนเวทีการแสดงจริง เมื่อเรานำศิลปินเดี่ยวคนเดียวกันนี้มาบรรเลงบทเพลงในการบันทึกเสียง เราไม่สามารถนำ “Paganini Effect” มาบรรจุลงไปในการบันทึกเสียงได้ ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือบันทึกเสียงที่ละเอียดอ่อนปานใด แต่มันไม่อาจถ่ายทอดมิติทางเสียงที่ว่านี้ลงไปด้วยได้ แม้เทคนิคนั้นศิลปินเดี่ยวจะบรรเลงได้สมบูรณ์แบบเพียงใดแต่เครื่องมือบันทึกเสียงก็ไม่อาจตามเก็บมิติทางเสียงอันมหัศจรรย์นั้นมาได้ทั้งหมด ประดุจการเฝ้าดูปรากฏการณ์ฝนดาวตก หรือพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเมื่อแสงอาทิตย์ แรกแย้มพ้นขอบฟ้า เราจะมองฝนดาวตกและพระอาทิตย์ขึ้นด้วยตาเปล่าเพื่อสัมผัสความงามอันน่าอัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นต่อสายตาเราจริงๆ ในเพียงไม่กี่วินาที การคอยจับกล้องบันทึกภาพ ไม่อาจถ่ายทอด เฉดแห่งสีสันอันมหัศจรรย์ ตามธรรมชาตินี้ได้ตามความเป็นจริง คนที่เคยปีนเขา, เดินทางไกลเพื่อสัมผัสความงามแห่งธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์นี้จะรู้ดีว่า การดูจาก “ภาพถ่าย” กับการดู “ของจริง” นั้นมันเปรียบเทียบกันไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น งานบันทึกเสียงทำหน้าที่ได้ดีที่สุดก็เป็นได้เพียงแค่ “ภาพถ่ายทางเสียง”
ผู้เขียนขอเพิ่มเติมในประเด็นนี้อีกเล็กน้อยด้วยการยกตัวอย่างผลงานบันทึกเสียงชิ้นหนึ่งของศิลปินเดี่ยวทรัมเป็ตชาวอเมริกัน ร่วมสมัยนามว่า “วินตัน มาร์ซาลิส” (Wynton Marsalis) ผู้มีเทคนิคความสามารถอยู่ในระดับขั้นเทพอย่างแท้จริง เขาเคยออกอัลบั้มบรรเลงเดี่ยวแตรคอร์เน็ต (Cornet) ออกมาชุดหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “Carnaval” ในปี พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987) คัดเลือกบทเพลงสำหรับบรรเลงเดี่ยวแตรคอร์เน็ตมากมายที่เขียนขึ้นในยุคศตวรรษที่ 19 ยุคสมัยที่แตรชนิดนี้กำลังรุ่งเรืองในฐานะเครื่องดนตรีสำหรับบรรเลงเดี่ยวเพื่ออวดความสามารถทางเทคนิคขั้นสูงโดยเฉพาะ คัดเลือกบทเพลงมากมายที่เขียนขึ้นในยุคนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะบรรจุเทคนิคมากมายที่ดัดแปลงมาจาก “Paganini Effect” ของไวโอลิน เรื่องน่าเศร้าก็คือว่า แม้จะได้รับการบันทึกเสียงในระบบดิจิทัลด้วยเครื่องมือที่ดีเยี่ยม แต่เมื่อถึงจุดสุดยอดแห่งความมหัศจรรย์ ผู้ฟังที่ไม่รู้เรื่องราวของ “Paganini Effect” ต่างก็มิได้เห็นความหัศจรรย์ในเทคนิคนี้ เพราะเขารู้สึกได้จากเสียง (จากลำโพงและชุดเครื่องเสียง) ว่ามันคือเสียงแตรสองตัวที่เป่าตอบโต้กันธรรมดาๆ นั่นก็เพราะงานบันทึกเสียงไม่อาจถ่ายทอดมิติแห่งการแสดงสดๆ ออกมาได้หมดเท่านั้นเอง

เรื่องบทเพลงแห่งเทคนิคอันมหัศจรรย์ที่ศิลปินเลือกใช้แถมหลังบทเพลงหลักนี้ ยังสะท้อนถึงคำว่า “รสนิยม” ของทั้งฝ่ายศิลปินและฝ่ายผู้ชมด้วย กล่าวคือหลังการแสดงบทเพลงหลักในรายการจบลงด้วยความประทับใจอันยิ่งใหญ่ผ่านไปแล้ว ผู้ชมปรบมือต่อยาวนาน ในบางกรณีศิลปินเดี่ยวมิใช่หมดเรี่ยวแรงจนเล่นเพลงแถมไม่ไหว หากแต่พวกเขาได้เล็งเห็นแล้วว่ารสชาติและเนื้อหาแห่งการตีความในบทเพลงใหญ่นั้นมัน “เต็มอิ่ม” แล้ว มันผ่านความเป็นสุดยอดทางดนตรีแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ อีกแล้วที่จะต้องหาบทเพลงอะไรที่จะมาบรรเลงตามหลังอีก ผู้ชมควรรับความอิ่มเอิบเต็มอิ่มจากบทเพลงหลักอย่างเพียงพอแล้ว เสมือนการรับประทานอาหารชั้นดีที่มากด้วยทั้งปริมาณและคุณภาพครบชุดแล้ว ไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่เชฟผู้ปรุงอาหารจะต้องทำอาหารจานแถมอะไรมาให้ตามหลังอีก ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าชุดอาหารหลักนั้นเตรียมการมาอย่างสุดฝีมือแล้ว การเสิร์ฟอาหาร “จานแถม” อาจทำให้เกิดการอิ่มจนเกินพอดี หรือยิ่งไปกว่านั้น อาหารจานแถมเล็กๆ ไปกลบรสชาติของชุดอาหารจานหลักที่ปรุงด้วยความยากเย็นลงไปจนหมดสิ้นอย่างน่าเสียดาย บ่อยครั้งเสียงปรบมืออย่างกึกก้องจากผู้ชมจึงมิได้แสดงว่าพวกเขาต้องการ “เพลงแถม” เสมอไป มันเป็นเพียงการยกย่องในการทุ่มเทต่อการบรรเลง “บทเพลงใหญ่” ที่เพิ่งจะจบลงไปนั่นเอง สิ่งเหล่านี้จึงเป็นประเด็นทางรสนิยม, เหตุผล, รสชาติทางดนตรี และความพอเหมาะ-พอดีนั่นเอง
ดังที่พวกเราทราบกันมาอย่างยาวนานแล้วว่า ดนตรีคลาสสิกคือเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สอนพวกเราเรื่องความละเมียดละไม และรสนิยม (การรู้ความควร-ไม่ควร) เสียงปรบมือ, การแสดงออกด้วยความชื่นชม มีเหตุผลที่แฝงอยู่ลึกๆ อย่างน่าพิจารณาโดยตลอด ผู้เขียนขอจบบทความนี้ด้วยคำคมของ “วลาดิเมียร์ โฮโรวิทซ์” (Vladimir Horowitz) ศิลปินเดี่ยวเปียโนชาวรัสเซียผู้เป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ ที่กล่าวถึงเสียงปรบมือจากผู้ชมไว้สั้นๆ และน่าจดจำ (พอๆ กับฝีมือเปียโนของเขา) ว่า “Applause doesn’t mean anything. Silence is the success of The Artist.” (เสียงปรบมือน่ะ ไม่ค่อยได้มีความหมายอันใดหรอก การพากันเงียบกริบ (ด้วยความตะลึงงัน) นี่สิคือความสำเร็จของศิลปิน) และหากผู้อ่านท่านใดอยากจะขยายความในประเด็นนี้ ก็ขอเรียนเชิญกลับไปอ่านบทความในหัวข้อเดียวกันนี้เมื่อตอนที่แล้วของผู้เขียน ซึ่งได้ขยายความเรื่อง “ความเงียบงัน” หลังคอนเสิร์ตนี้ไว้แล้วโดยพิสดาร
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

