13 หลักพลิกชีวิต ‘คนไทยต้องไม่ไร้สิทธิ’ ภารกิจพิสูจน์ DNA คืนอิสรภาพคนชายขอบ

สารพันธุกรรมบุคคลไร้สัญชาติ ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 2 เม.ย.
“มีบัตร คือมีอิสรภาพ”
เป็นประโยคทัชใจที่ดูจะไม่เกินจริง
“ไปไหนมาไหนก็ได้ ลูกสาวดีใจมาก พอมีบัตรจะไปทำงานเก็บผลไม้ที่แคนาดา”
สมจิตร ขันเรือง อดีตคนไทยไร้สิทธิ ที่ปัจจุบันได้ใช้ทั้งสิทธิด้านสุขภาพทั้งใช้สถานะของการเป็นพลเมืองผ่านเลข 13 หลักบนหน้าบัตร ที่จะส่งลูกไปยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่
ยามป่วยไข้ ป้าอำพัน ลอยนวล ใช้วิธีอดทนให้ถึงที่สุดก่อน ถึงค่อยไปหาหมอที่คลินิก แต่รอบไหนไม่มีจ่าย หลายครั้งถึงกับต้องหอบเห็ดเอาหน่อไม้ไปใช้หนี้ บางคนถึงขั้นเจ็บป่วยหนักแต่ก็ไม่กล้าแบกหน้าไปหาหมอ
ไม่มีแม้แต่เงินเดินทางไปโรงพยาบาล คือคำตอบ
บ้างก็ถูกมองว่าเป็นคนผิดกฎหมาย ทิพย์เกสร วงค์สา เป็นตัวอย่างของเคส คนกลางโขง ลาวก็ไม่ใช่ ไทยก็ไม่เชิง เมื่อไม่มีสถานะ ชีวิตไม่ต่างจากถูกจองจำในคุก ก่อนจะมีข่าวดีที่เปลี่ยนชีวิตคนชายขอบไปตลอดกาล
“หนูได้ผ่าตัดโรคหัวใจรั่ว พี่สาวคลอดลูก แม่เข้ารักษาอาการป่วยหนักฟรี เพราะทุกคนมีบัตรแล้ว”
เหล่านี้เป็นผลลัพธ์หลังการขับเคลื่อนของ 20 โรงพยาบาล ที่เห็นความสำคัญของการเข้าถึงสิทธิ ร่วมด้วยช่วยกันเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ร่วม 5 ปีเต็ม ตั้งแต่ปี 2563 ตามกรอบบันทึกความร่วมมือ (MOU) การดำเนินงานพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ ของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน 9 หน่วยงาน
ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กรุงเทพมหานคร, องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.)
เปลี่ยนผู้ไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร์ ให้มีภาพบนหน้าบัตร ใช้สิทธิรักษา-คว้าสวัสดิการแห่งรัฐได้ในฐานะ ประชาชนไทย
คืนสิทธิคนชายขอบ
22 องค์กรรุก ‘พิสูจน์ดีเอ็นเอใกล้บ้าน’
นับเป็นภารกิจ เพื่อยกระดับการอำนวยความยุติธรรมให้เข้าถึงประชาชน
หลังผ่านพ้น 5 ปีแรก 2563-2567 จนถึงปัจจุบันมี รพ.เข้าร่วม 20 แห่ง ‘ใน 12 จังหวัด มีคนไทยไร้สิทธิและกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพฯ แล้วถึง 2,570 คน แบ่งเป็นกลุ่มคนไทย 1,340 คน และกลุ่มคนไร้บ้าน คนไทยตกหล่นและชาติพันธุ์ ใน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี อีก 1,230 คน’
สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จึงเป็นอีกหนึ่งเรี่ยวแรงสำคัญ ที่เปิดให้เข้ามาตรวจ DNA ได้ฟรี
และเพื่อเป็นการประกาศก้อง ยกย่องผู้ที่ทำคุณเพื่อสังคม เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สสส.จึงร่วมมือ สปสช. มพศ. สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันเอเชียศึกษา และแนวร่วม มอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ แก่องค์กรผู้สนับสนุน ทั้ง 9 หน่วยงาน, 22 องค์กรเครือข่ายการจัดเก็บสารพันธุกรรม
รวมทั้งรางวัลองค์กรและบุคคลดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2567 ได้แก่ เครือข่ายผู้ให้บริการสูงสุด 1 รางวัล, เครือข่ายต้นแบบยอดเยี่ยม 1 รางวัล, ด้านการสร้างและสามารถพัฒนาเครือข่ายการจัดเก็บสิ่งส่งตรวจ 1 รางวัล บุคคลต้นแบบเครือข่าย (ภาครัฐ) 1 และภาคประชาชน อีก 7 รางวัล ท่ามกลางตัวแทนจากโรงพยาบาล ขึ้นรับมอบประกาศยกย่องด้วยความปลื้มปีติ

โดยมี พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานในพิธี ปลุกขวัญกำลังใจและจารึกเกียรติประวัติ ในการช่วยเหลือบุคคลไร้สัญชาติ
นพ.วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มองเห็นปัญหาอันดับต้นๆ ของบุคคลไร้สถานะทางทะเบียนราษฎร์ คือ อยู่ไกลปืนเที่ยงไม่สะดวกต่อการแจ้งเกิด และขัดสนเรื่องค่าเดินทาง
“จึงเกิดการพัฒนาเครือข่ายจัดเก็บสารพันธุกรรมในพื้นที่ห่างไกล ด้วยความมุ่งมั่นจากหลายภาคส่วนทั้ง รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความพร้อม ช่วยจัดเก็บสารพันธุกรรมทั่วประเทศเพื่อพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ ผลักดันให้คนทุกกลุ่มได้รับศักดิ์และสิทธิอย่างเท่าเทียม” นพ.วีระกิตติ์ลั่นวาจา
ก่อน 9 หน่วยงานร่วมส่งเสียงประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะทางทะเบียนราษฎร์

คนไทยต้องไม่ไร้สิทธิ
ถ้าเลือดเนื้อเชื้อไทย จ่ายย้อนให้ 365 วัน
บอกเลยว่า ยกให้การไขปมปัญหาสถานะทางทะเบียนราษฎร์ เป็นเรื่องเร่งด่วน
เสียงของ บรรจบ จันทรัตน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ฝ่ายการทะเบียนและเทคโนโลยีสารสนเทศ มท. เห็นว่าเรื่องนี้เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาการใช้สิทธิ ไม่ใช่แค่ในแง่กฎหมาย แต่ยังรวมถึงนโยบายของรัฐ
ล่าสุด มท.วางกลุ่มเป้าหมายที่เร่งรัดอยู่ 2 กลุ่มหลัก คือ 1.คนไทยที่ตกหล่นจากทะเบียนของรัฐ 2.บุคคลไร้สัญชาติไทย 991,425 คน เพื่อคืนความเป็นธรรมทางสังคม
“หากได้รับความร่วมมือเช่นนี้ เชื่อว่าจะแก้ได้อย่างรวดเร็ว กรมการปกครอง เราเต็มที่และเต็มใจที่จะแก้ไขปัญหานี้” เป็นคำมั่นจากทางฝั่งกรมการปกครอง
หันมามองฝั่งองค์กร ที่ยึดถือปรัชญา ‘เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’
ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการ สปสช. ขยายความถึงที่มาที่ไปในการเข้ามาข้องเกี่ยว
ย้อนไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คน ช่วยเหลือเคสบายเคส กระทั่งเริ่มคิดได้ว่า ต้องร่วมมือกันถึงจะสำเร็จได้
“ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน เรามีเครือข่ายที่ทำงานเพื่อลดปัญหา ‘คนไทยต้องไม่ไร้สิทธิ’ เราเจอคนไร้สิทธิมหาศาล ไม่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่ยังรวมถึงเรื่องกระบวนการทั้งหมด จึงร่วมมือในการแชร์ทรัพยากรร่วมกัน มี สสส.เป็นแม่งานใหญ่ ในการสนับสนุนงบประมาณ แต่เรี่ยวแรงที่สำคัญคือ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่สร้างเครือข่ายภาคประชาชน เราจะไม่เจอคนไร้สิทธิ ถ้าเราไม่ทำงานกับชุมชน
“คนเหล่านี้เหมือนเห็ด ถ้าไม่จำเป็นเขาจะไม่ผุดออกมา ถ้าเขาป่วย เจออีกทีคือโรงพยาบาล ที่ผ่านมา รพ.รับไปดูแล แต่เขามีค่าใช้จ่าย เพราะไม่มีบัตรประชาชน”
ภญ.ยุพดีกระซิบข่าวดีที่สุดแสนจะ วิน-วิน คือปัจจุบันไม่ต้องเดินทางไกล และหากตรวจสอบย้อนกลับไปพบว่าคนไข้เป็น คนไทย ใช้สิทธิบัตรทองได้ทันที สปสช. จ่ายค่ารักษาย้อนหลังให้ถึง 360 วัน
“ชาวบ้านจากเชียงราย ไม่ต้องเดินทางมากรุงเทพฯ เขาก็ไปตรวจได้ที่ 20 รพ.ใกล้บ้าน”
ภญ.ยุพดีเล่าถึงการที่ สปสช.เพิ่มบทบาทตัวเอง จากการให้บริการรักษาพยาบาล สู่ผู้เก็บสิ่งส่งตรวจ มายังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมฝาก มท.ดูในด้านกฎหมายของสำนักงานทะเบียนราษฎร์ หรือสำนักงานเขต ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญทำให้เกิดการพิสูจน์สิทธิ นอกจากนี้ ทาง พม.ยังเข้ามารับบทแบ่งเบา เรื่องงบค่าเดินทางไปตรวจดีเอ็นเออีกด้วย
เรียกว่าใส่ทุกพลังไม่มียั้ง หวังเป็นกระบวนการ คืนสิทธิให้คนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไม่ต้องรอจนแก่ตาย
หั่นเวลาพิสูจน์สัญชาติใน 1 ปี
ที่น่าแฮปปี้ไม่แพ้กัน คือระยะเวลาที่หั่นลงไปเกือบ 10 เท่า
ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ชวนมองความเปลี่ยนแปลง จากเมื่อก่อนต้องใช้เวลาถึง 10-20 ปี ในการพิสูจน์สิทธิสถานะ แต่หลังเอ็มโอยูถูกเซ็น ร่นเวลาพิสูจน์สัญชาติจาก 10 ปี เหลือแค่ไม่เกิน 12 เดือนเท่านั้น
“มีเคสที่ทำสำเร็จภายใน 4 เดือน 1 ปีก็มี คือความหมาย ความสำคัญของการใช้ชีวิตต่อไปของคนไทยไร้สิทธิ แต่ก่อนเรามักจะได้ยินกันเสมอ รอจนแก่ตายอาจจะยังไม่ได้รับสิทธิที่ควรได้ แต่เมื่อได้รับความร่วมมือ ทำให้เรื่องที่ยาก เดินได้ง่ายและเร็วขึ้น ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน”
สำหรับบทบาทของ สสส. เข้ามาสนับสนุนทั้งทางวิชาการ ด้วยการหนุนนักวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษา เพื่อขับเคลื่อนให้นโยบายมีน้ำหนักและใช้ได้จริง และหนุนภาคประชาสังคมที่เป็นหัวหอกร่วมกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะรุกเข้าหาเคสในพื้นที่ เพื่อบอกกล่าวว่า ‘คุณมีสิทธิ’
“การเดินไปบอกให้เขารับรู้ ทำให้เขาไม่ต้องกลัวหน่วยงานราชการ การเข้ามาติดต่อสำหรับบางคนอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่ภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยเรื่องการติดต่อหน่วยงานจนจบเคส เรียกว่าทั้งกระบวนการพิสูจน์ดีเอ็นเอใกล้บ้าน ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลา และลดความกลัวของประชาชนในการเดินทางเข้ามาพิสูจน์สิทธิ” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ขอร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการซัพพอร์ต
ให้คนไทย ไม่ไร้สิทธิอีกต่อไป

เฉียดล้านไร้ ‘บัตรประชาชน’
เร่งให้สัญชาติ คืนยุติธรรมถ้วนหน้า
“มนุษย์ไม่ใช่ปัจจัยการพัฒนา แต่มนุษย์ต้องได้รับการพัฒนา
การไร้รัฐ ไร้สัญชาติ ผมถือว่านอกจากเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังเป็นความอ่อนด้อยของการบริหารประเทศ”
เป็นความเห็นของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีแผ่นดินเกิด การไร้ซึ่งสถานะทางพลเมือง หรือทะเบียนบ้าน ถือเป็นสิ่งที่โหดร้าย ทว่า น่ายินดีที่ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาเรื่องนี้ เป็นดั่งกระดุมเม็ดแรก ในการลดความเหลื่อมล้ำ
“เป็นพลวัตที่นานพอสมควร แต่นานของแต่ละคนไม่เท่ากัน นานของเราวันนึง 24 ชั่วโมง แต่คนที่ไร้สถานะ 24 ชม.ของเขา ไม่ต่างอะไรจากการไร้สถานะบุคคล ทั้งที่กฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญมาตรา 25 บอกว่า อะไรเป็นสิทธิของประชาชนต้องได้ทันที ไม่ต้องรอการสงเคราะห์”
เพราะทันทีที่เกิดบนแผ่นดินไทย เขาต้องเป็นคนไทย
รมว.ยุติธรรมชวนคิดต่อว่า 991,425 คน ที่มหาดไทยรับว่าควรจะได้สัญชาติไทย ให้รับสัญชาติไปก่อน แล้วค่อยตรวจย้อนหลังได้หรือไม่ จากการวิเคราะห์หากไม่แก้ปัญหาลักษณะนี้ คนจะเกิดน้อยกว่าตาย ปล่อยไว้อีกสัก 50 ปี ประชากรไทยอาจเหลือเพียงแค่ 22 ล้าน
“ผมคิดว่าคนเกือบล้าน ถ้าให้เขาได้สถานะเป็นคนไทย เขาจะเรียนหนังสือด้วยความมุ่งมั่น เราจะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ซึ่งอยากให้ทำงานวิจัยเสริมเพื่อให้ประชาชนไว้ใจ เพราะการตรวจดีเอ็นเอตอนนี้ไม่ยากแล้ว ผมประกาศเลยว่าความยุติธรรมต้องไปหาคนทุกคน หรือที่เรียกว่า ‘ความยุติธรรมถ้วนหน้า’ ต้องเกิดขึ้น”
ที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมพยายามแก้กฎหมาย แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
“เป็นความหวัง เป็นสิ่งท้าทายที่อยากให้วางยุทธศาสตร์ร่วมกัน กำหนดเป็นไทม์ไลน์ และใช้ผมให้เป็นประโยชน์ ผมเข้าประชุม ครม.ผมจะพูดให้” พ.ต.อ.ทวี ปวารณาตน ไม่ใช่พูดเพื่อตัวเอง แต่เพื่อดันอนาคตของคนในประเทศ

ปลดล็อกสิทธิรักษา
หยุดวงจร นอนรอวันตาย
เงี่ยหูฟัง ในฝั่งของผู้ใกล้ชิดกับชาวบ้าน
วรรณา แก้วชาติ ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เป็นอีกหัวเรือหลักที่ปักธงสู้ด้วยความมุ่งมั่น
เรียกว่าเป็นตัวเปิด
“มูลนิธิของเราเริ่มตั้งแต่ปี 2559 เพราะช่วงนั้นเริ่มพบว่ามีพี่น้องคนจนเมืองและคนไร้บ้าน เสียชีวิตเพราะไม่ได้ไปโรงพยาบาล พอศึกษาก็เจอปัญหาว่าเพราะเขาไม่มีบัตรประชาชน หรือเคยมีแต่มีปัญหา ติดทะเบียนบ้านกลางแล้วถูกจำหน่าย ไม่สามารถใช้ในการอ้างอิงเพื่อใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้”
จนกระทั่งใน ‘วันที่อยู่อาศัยสากล’ จึงขนป้ายไปเดินรณรงค์ ยื่นข้อเสนอกับรัฐบาล ว่าคนไทยทุกคนบนผืนดินไทยจะต้องเข้าถึงสิทธิรักษาโรค
“ตอนนั้นรัฐบาลก็เลยมอบหมายให้ สธ.มาตอบปัญหาพวกเรา ว่าจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร และทาง สธ.ก็มอบให้ สปสช.เป็นคนเข้ามาดู”
วรรณาเล่าต่อว่า หลังจากนั้นทาง สปสช.ก็ตั้งคณะอนุกรรมการการมีส่วนร่วม ชุดเล็กๆ ขึ้นมาศึกษา ว่ามีคนไทยไร้สิทธิคือใคร มาจากไหน จะหาเขาเจอได้อย่างไร แล้วเขามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วทาง สสส.ก็เริ่มเข้ามาสนับสนุน ให้ไปพัฒนาศักยภาพแกนนำกลุ่มต่างๆ เพื่อไขปมปัญหานี้
ในมุมของคนใกล้ชิดผู้ไร้สัญชาติ เชื่อว่าทางออกคือ ต้องมีองค์ความรู้ด้านการจัดการเคส เช่น กฎหมาย ถ้ามีปัญหาด้านสุขภาพ จะปลดล็อกได้อย่างไร หรือถ้ามีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ต้องมีกระบวนการอย่างไรในการเข้ามาสอดส่อง จึงพัฒนาออกมาเป็น MOU 9 หน่วยงานนี้ แบ่งภาระหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานไว้ชัดเจน
ถามถึงการเจออุปสรรคที่คิดว่ายากที่สุด อย่างแรกที่ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย มองเห็นคือ 1.เจอผู้สูงอายุ หรือคนที่ไม่มีจุดเกาะเกี่ยว เช่น จำไม่ได้ว่าพ่อแม่เป็นใคร หรือเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมือง พอไปติตต่อสำนักงานทะเบียนก็มีปัญหา ยื่นคำร้องอะไรไม่ได้ ให้กลับไปดำเนินการในพื้นที่ 2.เรื่องค่าใช้จ่าย
“ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่าย ค่าอะไร แต่พอไปก็ไม่เจอใครแล้ว มันก็เลยเป็นปัญหาในการยื่นคำร้องต่างๆ บางเคสไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน ไม่กล้าที่จะไปสำนักงานทะเบียน เพราะไปแล้วถูกให้กลับมาหลายๆ รอบ
เหมือนถูกลดทอนคุณค่าของตัวเองลง หลายคนรู้สึกไม่อยากไปแล้ว รอวันตาย รอแก่ตายไปเฉยๆ เลยมานั่งคิดกันว่า ทำอย่างไรที่จะเสริมพลังอำนาจให้กับเขา และเพิ่มศักยภาพให้กับแกนนำที่เข้าไปช่วย”
3.การสร้างหน่วยบริการต่างๆ เข้ามารองรับ เช่น การตรวจ DNA เราก็มีหน่วยบริการที่ส่งเข้ามา สำนักงานทะเบียนก็เริ่มทำเรื่อง กาบเชิงโมเดล เชื่อมประสานเป็นเครือข่าย จนกระทั่งถึงวันนี้ ค่อยๆ ปลดล็อกกันไปทีละเรื่อง
ในขณะที่ ‘ระดับนโยบาย’ ก็เริ่มไปผลักดันอย่างเช่น กลุ่มติดทะเบียนบ้านกลาง หรือถูกจำหน่ายรายการ ซึ่งมีเลข 13 หลัก สามารถใช้สิทธิด้านสุขภาพได้ ส่วนกลุ่มที่ตกหล่นต่างๆ ก็ให้เขาจัดทำทะเบียนประวัติสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เพื่อใช้มาตรา 19/2 ในการเข้าถึงสิทธิ ค่อยๆ ทำทีละนิด หาช่องทางหรือโมเดลที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่เข้ามาจัดการ
ที่น่าตกใจคือ วรรณาบอกว่า มีคนที่ไม่รู้จักคำว่าบัตรประชาชน หรือสิทธิบัตรทอง
“มีเหมือนกัน สมัยก่อนมีคนที่ไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองจะต้องมีสิทธิอะไรบ้าง แต่พอเริ่มมีบัตรทอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้ามา ทุกคนก็เข้าใจ รู้ว่าบัตรประชาชนมีค่า ฉันต้องหาทางทำให้ได้
“สำคัญขนาดพลิกชีวิตได้ บัตรประชาชนสำหรับคนบางคน มันคือชีวิต คือโอกาส คือทุกสิ่ง เพราะทุกสิทธิในบ้านเรา มันถูกผูกติดด้วยบัตรประชาชน”
อธิษฐาน จันทร์กลม

