เปิดใจนักศึกษา ‘ธรรมศาสตร์’ โดดคว้าแชมป์โลก วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

26.04.24 | 12:51 น.

เปิดใจนักศึกษา ‘ธรรมศาสตร์’
โดดคว้าแชมป์โลก
วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

ในแวดวงสถาบันการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจ (Business School) ต่างทราบดีว่า การแข่งขันรายการ Sauder Summit Global Case Competition ถือเป็นสนามประลองอันทรงเกียรติ

จึงนับเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุด เมื่อทีมนักศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) คว้า ‘แชมป์โลก’ พ่วงด้วยอีก 2 รางวัลใหญ่ จากเวทีดังกล่าวประจำปี 2024 ณ มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

โดย 4 ตัวแทนนักศึกษาตัวแทนทีมไทยแลนด์ จากรั้วแม่โดม ได้แก่ มนัสยา พลอยนำพล, สุชาดา เจริญกิตติธรรม, บุณย์บุริศร์ กิตติรัตนคุณ และ แสนเสน่ห์ มุณีกานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 บริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ (BBA) จูงมือกันขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่ง จาก 16 ทีมมหาวิทยาลัยด้านธุรกิจทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น ยังคว้าเพิ่มรางวัล People Choice Award จากคะแนนโหวตอย่างเป็นฉันทามติของผู้เข้าร่วมชมการแข่งขัน

Advertisement

นอกจากนี้ ดร.วรพงษ์ จันยั่งยืน ที่ปรึกษาคณบดีด้านวิชาการและกิจกรรมนักศึกษา ประจำโครงการปริญญาตรีบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ (BBA) ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาก็คว้ารางวัล Best Faculty Advisor มาครองอีกด้วย

สำหรับ Sauder Summit Global Case Competition เป็นการแข่งขันวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ ใช้เวลา 5 วัน มีการกำหนดโจทย์ในหลากหลายอุตสาหกรรมให้แต่ละทีมได้วางแผน ทั้งการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน การขยายธุรกิจ โดยกรรมการผู้ตัดสินจะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมภาคนั้นๆ ซึ่งในปี 2024 มี 16 มหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าร่วม อาทิ Copenhagen Business School, CUHK Business School, University of Glasgow, Adam Smith Business School ฯลฯ

การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม 3 รอบ โดยรอบแรกและรอบสองมีเวลารอบละ 5 ชั่วโมง ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับโจทย์เป็นข้อมูลประมาณ 20 หน้ากระดาษ ซึ่งในระหว่างการแข่งขันไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ เมื่อหมดเวลา กรรมการจะจัดลำดับทีมที่ได้รับคะแนนมากไปหาน้อย ซึ่งลำดับจะมีผลต่อการแข่งขันในรอบสุดท้าย

การแข่งขันรอบสุดท้าย มีเวลาให้ทั้งหมด 24 ชั่วโมง และเปิดโอกาสให้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ รอบนี้หลักการคล้ายคลึงกับสองรอบแรก แต่จะเพิ่มความเข้มข้นเรื่องรายละเอียดของเนื้อหาที่ต้องนำเสนอ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รอบย่อย เพื่อหาทีมที่ชนะมาเจอกันในรอบตัดสิน

มนัสยา พลอยนำพล 1 ใน 4 นักศึกษา มธ. เปิดใจว่า ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ หรือ Final มีเวลาทั้งหมดทีมละ 30 นาที โดยจะนำเสนอ 20 นาที และตอบคำถามกรรมการ 10 นาที ทีมของธรรมศาสตร์ได้รับโจทย์เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ซึ่งทีมเห็นร่วมกันว่ายาก เพราะนอกจากมีเวลาจำกัดแล้ว ยังต้องอาศัยความเข้าใจลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีมธรรมศาสตร์ก็ค่อนข้างมีความมั่นใจ เพราะในระหว่างเรียนเคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันทางเคสธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 รอบ และมีประสบการณ์จากการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยอีกไม่น้อย และทำการฝึกซ้อมกันมาอย่างหนัก ฉะนั้นเมื่อได้รับโจทย์มาก็เริ่มช่วยกันคิดแผน จากนั้นก็แบ่งงานกันเป็นสัดส่วน ทั้งด้านวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน ด้านการนำเสนอกลยุทธ์ที่จะมีอยู่ราว 2-3 แบบ ด้านการเงินและความเสี่ยง

“จุดแข็งของทีมธรรมศาสตร์คือเรามีความเข้าใจในอุตสาหกรรม ซึ่งคณะกรรมการผู้ตัดสินก็ชื่นชมว่าทีมเรามีความเข้าใจในอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี รวมถึงทักษะการวิเคราะห์เป็นอย่างดี และยังให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องไม่ให้ออกมาน่าเบื่อ เพราะบางครั้งกลยุทธ์ของแต่ละทีมจะคล้ายกัน แต่วิธีการนำเสนอต่างกัน

มาถึงตอนนี้คงต้องบอกว่าการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยสำคัญมาก และมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในครั้งนี้ เนื้อหาในห้องเรียนเป็นฐานคิดที่ดี กิจกรรมและการยกเคสในห้องเรียน รวมถึงการแข่งขันเคสธุรกิจต่างๆ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ หลักสูตรการเรียนการสอนที่ทำให้นักศึกษาเอาไปใช้งานจริงมีผลต่อการแข่งขันจริง พูดได้เลยว่าเอาความรู้จากห้องเรียนออกมาใช้

นอกเหนือจากตัวของผู้เข้าแข่งขันแล้ว ทีมสนับสนุนจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ก็สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์หลายท่านและพี่ๆ ศิษย์เก่าที่เข้ามาเป็นโค้ช สอนพื้นฐานในทุกอุตสาหกรรมให้มีความเข้าใจตั้งแต่สมัยเรียนชั้นปี 1 และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ดร.วรพงษ์ ที่ทุ่มเทและคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดในการแข่งขันทุกๆ รอบ” มนัสยาเล่า

มนัสยามองว่า สิ่งที่ได้จากการแข่งขันจะสามารถนำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ เพราะวางแผนไว้ว่าจะเข้าทำงานด้านการเงิน

“ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะ โดยเฉพาะ
ที่ปรึกษา เพื่อนร่วมทีม และโค้ชที่ค่อยให้คำแนะนำ ส่วนตัวอยากให้เด็กไทย-เยาวชนไทยได้รับการสนับสนุนและได้รับประสบการณ์ที่ดีเหมือนที่เราได้รับในครั้งนี้ เพราะแรงสนับสนุนที่ได้จากองค์กรหรือจากคนที่มีประสบการณ์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างดีจริงๆ” มนัสยา
ทิ้งท้าย

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจจากเยาวรุ่นชาวไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลกสากล