
ดนตรีที่เมืองอโยธยา
วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา จะเดินทางไปแสดงที่เมืองอโยธยา ในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2567 เวลา 18.00-21.00 น. ควบคุมวงโดยพันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ เริ่มด้วยการประลองเยาวชนยอดฝีมือดนตรี 6 วง ต่อด้วยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เล่นเพลงโบราณ เทพบันเทิง อยุธยาโบราณคดี เพลงฉ่อย รำโทน คนไทย อโยธยา วัดโบสถ์ เทพทอง เจ้าการะเกด สองไม้ กาเหว่า ปรบไก่ และเพลงเครือญาติ
ถ่ายทอดทำนองเพลงโบราณโดยศิลปินร่วมสมัย ศิลปินที่ร่วมงาน ได้แก่ จินตนา กล้ายประยงค์ สมปอง พรหมเปี่ยม นพพร เพริศแพร้ว อิสรพงศ์ ดอกยอ ลูกคู่จากมูลนิธิ อาจารย์สุกรี เจริญสุข ผลงานเพลง สุจิตต์ วงษ์เทศ
รัฐบาล (เศรษฐา ทวีสิน) แถลงนโยบายเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2566 ว่าประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศษฐกิจ สังคมและการเมืองเป็นภาวะวิกฤต การเพิ่มรายได้ประเทศการสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน ต้องใช้การตลาดนำนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ การสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ (Soft Power) ด้านศิลปะดนตรี ซึ่งเป็นหุ้นส่วนสำคัญของนโยบายพลังสร้างสรรค์ของรัฐบาล
เมืองอโยธยาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้ลืมเมื่อ 100 กว่าปีมานี้ (พ.ศ.2450) เพื่อสถาปนาและยกย่องเมืองสุโขทัยให้เป็นราชธานีแรกของไทย ทำให้ชื่อเมืองอโยธยาสูญหายไปรวมชื่อเข้ากับเมืองอยุธยา แต่ไม่มีชื่อเมืองอโยธยาเหลืออยู่ การฟื้นฟูเมืองอโยธยาเป็นการชำระประวัติศาสตร์ชาติที่สำคัญเพื่อให้ถูกต้องและทำให้เมืองอโยธยาฟื้นคืนมาโดยที่ไม่ถูกทำลายเพิ่ม ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะเมืองอโยธยาอยู่ติดกับเมืองอยุธยา ซึ่งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางไปมาสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว
การเสนอเพลงที่เป็นรากฐานเดิมของวัฒนธรรมอโยธยา ใส่เนื้อร้องใหม่ นำมาแสดงในพื้นที่เมืองเก่า ที่วัดกุฎีดาว เมืองอโยธยา บันทึกรายการโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพลงดั้งเดิมในรูปแบบสมัยใหม่เป็นการนำอดีตมารับใช้ปัจจุบันเพื่อสร้างสรรค์ดนตรีใหม่ เป็นการก่อกวนทางปัญญาหรือก่อกวนทางวิชาการ วางรากฐานให้คนรุ่นต่อไปได้ศึกษา บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ สร้างสรรค์โดยใช้จินตนาการทางดนตรีเป็นต้นแบบ
อโยธยาเป็นชุมชนเก่า มีศิลปวัฒนธรรม พิธีกรรม และมีวิถีชีวิต ดนตรีอยู่ในวิถีชีวิตชุมชน จากมุมของประวัติศาสตร์ชาติ อโยธยาเป็นเมืองสำคัญมากเกี่ยวข้องกับวิธีคิด ความเชื่อและพิธีกรรมศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเกิดขึ้นที่เมืองอโยธยา ไม่ใช่ที่เมืองสุโขทัย เมื่อศาสนาพุทธนิกายเถรวาทปะทะกับศาสนาผี เป็นความเชื่อที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาก่อนปะทะกับศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ความเชื่อเรื่องผู้ที่มีบุญบารมี เพื่อจะเปิดทางให้สามัญชนที่จะขึ้นเป็นผู้นำ มีโอกาสขึ้นเป็นกษัตริย์ของชุมชนได้
อโยธยาเป็นเมืองที่เริ่มใช้ภาษาไทย เกิดอักษรไทยขึ้นที่เมืองอโยธยาซึ่งเป็นเรื่องของพิธีกรรมและดนตรีเข้ามาร่วมอยู่ในพิธีของผู้ปกครอง เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์และเรื่องของความสนุกสนานบันเทิงของประชาชน ซึ่งดนตรีได้กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์สังคม
วันนี้เมืองอโยธยากำลังมีทางรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่าเมือง การรถไฟยืนยันและไม่ยอมที่จะวิ่งอ้อมเมือง ในการวิ่งผ่าเมืองอโยธยาอ้างว่าวิ่งไปตามเส้นทางรถไฟสายเดิมเป็นการยกระดับทางรถไฟความเร็วสูงเป็นทาง 2 ชั้น ซึ่งจะต้องขุดตอม่อขยายทางรถไฟให้ใหญ่และสูงขึ้น การขุดสร้างตอม่อและการขยายเส้นทางเป็นการทำลายเมืองอโยธยาเพิ่มขึ้นโดยตรง น่าตกใจที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นของรัฐ แต่รัฐกลับไม่สนใจปกป้องรักษามรดกสำคัญที่เป็นประวัติศาสตร์ชาติ แถมกลับทำลายประวัติศาสตร์ชาติโดยความตั้งใจ
ชื่อเมืองอโยธยาไม่มีในตำรา ไม่มีเมืองอโยธยาในประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีชื่อเมืองอโยธยาในวรรณคดี เนื่องจากอโยธยาถูกกีดกันออกจากประวัติศาสตร์ไทยในยุคที่ผู้นำคลั่งความเป็นไทย เพราะชื่อเมืองอโยธยาขัดกับประวัติศาสตร์แห่งชาติที่เพิ่งได้เขียนขึ้นใหม่ ประสงค์และต้องการให้กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก

อโยธยามีมาก่อนสุโขทัย อโยธยารับรู้กันในกลุ่มนักวิชาการเล็กๆ นักศึกษาประวัติศาสตร์นักโบราณคดี พ.ศ.2509 เมื่ออาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนเรื่องเมืองอโยธยาตีพิมพ์ในหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ จึงมีการศึกษาเรื่องเมืองอโยธยาเพิ่มขึ้น
เมืองอโยธยาเกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวี ลูกสาวเจ้าเมืองละโว้ ลพบุรี ซึ่งขึ้นไปครองเมืองลำพูน พระสวามีพระนางจามเทวีนั้นปกครองเมืองพระราม หมายถึง “เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร” คือเมืองของพระราม ซึ่งพระรามเป็นอวตารของพระนารายณ์ อโยธยาแปลว่าเมืองที่ไม่แพ้หรือไม่มีผู้ใดจะพิชิตได้ ส่วนพระรามเป็นเทพเจ้าผู้ทรงพลังอำนาจ จึงมีความมั่นคงมั่งคั่งอย่างยิ่ง ปัจจุบันเมืองอโยธยาอยู่ที่สถานีรถไฟอยุธยา ที่มีขบวนรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านทับเมืองอโยธยาโดยตั้งใจทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติ

เมืองอโยธยา พ.ศ.1600 เก่ากว่าเมืองสุโขทัยซึ่งมีอายุ พ.ศ.1700 อโยธยามีมาก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี อโยธยามีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรละโว้ เมื่ออาณาจักรขอมเสื่อมอำนาจลง อำนาจละโว้ก็เสื่อมลงด้วย ทำให้เมืองอโยธยาก่อกำลังและแข็งแรงขึ้น เมื่อโรคห่าระบาดที่เมืองอโยธยาทำให้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก กษัตริย์ของกรุงอโยธยาจึงต้องย้ายเมืองไปอยู่ที่ใหม่ ตั้งชื่อใหม่ มีพื้นที่เมืองใหม่ชื่อ อยุธยา
อโยธยาเป็นต้นแบบความเป็นไทย พูดภาษาไทย ใช้อักษรไทย ใช้ภาษาไทยเพื่อสื่อสารทางการค้า กรุงรัตนโกสินทร์ได้รับต้นแบบทางตรงจากเมืองอโยธยา (รัตนโกสินทร์ ธนบุรี อยุธยา อโยธยา) แต่ก่อนต้นแบบมาจากหลายสายโดยลงมาบรรจบรวมกันที่เมืองอโยธยา สำหรับเมืองสุโขทัยเป็นเมืองบริวารของอโยธยาอีกทอดหนึ่ง อโยธยามีตัวอักษรไทย จารึกเป็นภาษาไทย มีวัฒนธรรมไทย มีความเป็นคนไทย รวมทั้งวรรณกรรมที่เป็นภาษาไทย ความเป็นพุทธศาสนาเถรวาท มีพวกขอม ลาว มอญ เป็นต้น
กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงอโยธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) (พ.ศ.1857-1912) มีพระชนมายุ 55 พรรษา ครองราชย์เมื่อพระชนมายุ 36 พรรษา (พ.ศ.1893-1912) มีโรคห่าระบาด ผู้คนล้มตายจำนวนมาก พระเจ้าอู่ทองได้ย้ายเมืองจากอโยธยาไปสร้างเมืองใหม่ทางทิศตะวันตก ตั้งชื่อใหม่ว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาหรือกรุงศรีอยุธยา” พระเจ้าอู่ทองทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกของกรุงศรีอยุธยาและเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงอโยธยา ขณะที่เมืองอโยธยาก็ถูกรวบให้เป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา มีพื้นที่วัดพนัญเชิง วัดใหญ่ชัยมงคล วัดกุฎีดาว วัดอโยธยา วัดมเหยงคณ์ เป็นต้น

คนไทยมาจากไหน คำถามนักประวัติศาสตร์และโบราณคดี ของสุจิตต์ วงษ์เทศ คำตอบความเป็นไทยเริ่มต้นที่เมืองอโยธยา คนไทยพูดภาษาไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าสื่อสารกันด้วยภาษาไทย ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้า และใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน เรียกตนเองว่าไทย พบในกรุงศรีอยุธยา
วรรณกรรมลายลักษณ์ที่เกี่ยวกับภาษาไทยเป็นกฎหมายในลักษณะเบ็ดเสร็จ (เบ็ดเตล็ด) พ.ศ.1778 เป็นช่วงเวลา 115 ปีก่อนมีกรุงศรีอยุธยา เขียนเป็นภาษาไทยแต่ใช้อักษรเขมร เรียกว่า ขอมไทย มีใช้อยู่ในรัฐละโว้ ลพบุรี การเรียนภาษาไทยโดยใช้อักษรเขมรยังปฏิบัติกันมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการศึกษาของพระสงฆ์
พื้นฐานทางสังคมของอโยธยามีความเจริญสูง พ้นจากระบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” คือเลิกระบบการเข่นฆ่าล้างแค้น แต่ใช้การลงโทษด้วยวิธีอื่นๆ อาทิ การเสียค่าปรับ สังคมพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น มีบทเพลงดนตรีที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไทยและศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
วัดกุฎีดาว อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดร้าง คือไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ มีซากปรักหักพัง กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ พ.ศ.2478 วัดกุฎีดาวสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2254-2256 วัดกุฎีดาวเป็นโบราณสถานที่สวยงาม เป็นวัดหลวง เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเป็นที่พำนักของพระสังฆราชในอดีต ที่น่าสนใจมากก็คือ วัดกุฎีดาวมีศาลปู่โสมเฝ้าทรัพย์ “ผู้เฝ้ากรุมหาสมบัติ” เชื่อว่าในกรุมีสมบัติที่เป็นทองคำ (แก้วแหวนเงินทอง เพชรนิลจินดา) ฝังอยู่ใต้ดิน มีผู้ไปขุดค้นหาสมบัติ เพราะความเชื่อที่ว่า วัดกุฎีดาวมีกรุสมบัติฝังอยู่ ทุกคนที่ไปขุดหาก็โดนผีหัวขาดหลอก บ้างก็ว่ามีปู่โสมเฝ้าทรัพย์ได้ลากสมบัติหนี แม้ว่าการค้นหาจะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยก็ตาม แต่ก็ขุดหาสมบัติไม่เจอ

เล่ากันว่า พระเจ้าอู่ทองได้นำสมบัติของพระมเหสีฝังไว้ใต้ต้นโพธิ์ที่วัดกุฎีดาว แล้วได้ตัดหัวขุนนางที่ชื่อโสมให้เฝ้าทรัพย์สมบัติไว้ จึงกลายเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” บ้างเชื่อว่าเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์นั้น มีบันทึกเป็นลายแทงไว้ในพื้นที่เมืองอโยธยาและกรุงศรีอยุธยา มีหลุมฝังทรัพย์อยู่700 กว่าจุด ในวัดกุฎีดาว วัดใหญ่ชัยมงคล วัดราชบูรณะ ก็มีร่องรอยการขุดค้นหาสมบัติ มีการขุดเป็นหลุมๆ เพื่อหาสมบัติจำนวนมาก ที่ร่ำลือกันว่าผู้ขุดหาสมบัติก็ถูกผีหัวขาดหลอกหลอน ได้ทรัพย์ไปแล้วก็ต้องเอาทรัพย์มาคืน
คนโบราณติดต่อสื่อสารกับผีและเทวดาโดยการประโคมดนตรี การรักษาเมืองอโยธยาและการรักษาขุมทรัพย์ไว้ เพื่อให้รอดจากการทำลายโดยรถไฟความเร็วสูง อโยธยาเมืองเก่าเป็นสมบัติล้ำค่า การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านเมืองอโยธยา เป็นการทำลายขุมทรัพย์ของเมืองอโยธยาโดยตรง จึงขอประโคมดนตรีสื่อผ่านไปยังผีหัวขาด เทวดา และปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ขอให้ออกมาอาละวาดจัดการกับพวกขุดทำลายเมืองอโยธยา หรือช่วยดลใจให้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รถไฟความเร็วสูงวิ่งเลี่ยงเมืองไปทางถนนสายเอเชียแทน
การแสดงวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราที่วัดกุฎีดาว ใช้เพลงเก่าเพลงเทพทอง รำโทน ซึ่งเป็นเพลงพื้นๆ ของพวกไทย ลาว ขอม มอญ ประโคมปลุกผีหัวขาด เทวดา และปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ใช้พลังสร้างสรรค์ (Soft Power) ให้ออกมาปกป้องรักษาทรัพย์สมบัติเมืองเก่าอโยธยาไว้ เมืองอโยธยาเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ สร้างความภูมิใจ สร้างรายได้ให้แก่ลูกหลานในอนาคต เพื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาชื่นชมเมืองอโยธยา
สุกรี เจริญสุข
