ใกล้วันสำคัญทางศาสนาอย่างวันมาฆบูชาเข้ามาทุกที วันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ จากนั้นถัดไปอีกไม่นานก็เข้าสู่เทศกาล “สงกรานต์” ปีใหม่ของผู้คนในโลกตะวันออก
พระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร ญาณสุนทโร) หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ดำริอุบายอันเป็นกุศลสำหรับคนไทยที่แสวงหาความเป็นสิริมงคลทั้ง 2 เทศกาล ด้วยแนวคิดที่คล้องจอง จดจำง่าย และสื่อความหมายลึกซึ้ง อย่าง “ไหว้พระ 9 วัด ไหว้พระมหากษัตริย์ 9 อนุสาวรีย์ ไหว้วีรชนคนดีประจำจังหวัด”
ไหว้พระ 9 วัด
การไหว้พระ 9 วัด ซึ่งดูเหมือนเริ่มจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้กลายเป็นธรรมเนียมนิยมในหมู่พุทธศาสนิกชนในปัจจุบัน โดยในเกาะรัตนโกสินทร์และบริเวณใกล้เคียงมีวัดวาอารามมากมายตามแต่ปรารถนาสิ่งใด ซึ่งมักถูกให้ความหมายตามนามของอารามนั้นๆ อาทิ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรวิหาร อธิษฐานให้มีสติปัญญา, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ “วัดโพธิ์” ให้ความร่มเย็นเป็นสุข ดังอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบังแดดฝน, วัดพระศรีรัตนศาสดารามราชวรมหาวิหาร หรือ “วัดพระแก้ว” สื่อความว่า คิดสิ่งใด ก็ล้วนเนรมิตขึ้นได้ดังแก้วเนรมิต เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีศาลหลักเมือง ที่บ่งชี้ถึงการก่อร่างสร้างตัว ลงหลักปักฐาน มีความมั่นคงในชีวิต
เหล่านี้ เชื่อกันว่าล้วนเป็นมงคลตั้งแต่นาม จนถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ ณ อารามนั้นๆ
“มนุษย์เราควรบูชาสิ่งที่ควรบูชา การไม่บูชาสิ่งที่ควรบูชาเป็นอัปมงคล การบูชาสิ่งที่ไม่ควรบูชาก็เป็นอัปมงคลเช่นกัน เดี๋ยวนี้คนไหว้ศาลผีตายโหง เพราะกลัวตัวเองตายโหง คนดีผีจะไปทำอะไรได้ ยิ่งไหว้ยิ่งไปเพิ่มพลังให้ผี มีม้าลายไปวาง เสียเงินใช่เหตุ แค่ข้ามทางม้าลายก็ไม่ตายโหงแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า บุคคลที่มีบุญบารมี เมื่อจากไปแล้ว เราบูชาได้ 4 อย่าง ได้แก่ ธาตุเจดีย์ คือ บูชากระดูก ซึ่งอาจอยู่ในเจดีย์หรืออนุสาวรีย์, ธรรมเจดีย์ คือ บูชาคำสอนด้วยการปฏิบัติตาม, อุทเทสิกเจดีย์ คือ บูชารูปภาพ รูปปั้น รูปหล่อ และบริโภคเจดีย์ คือ บูชาเครื่องใช้ไม้สอยของบุคคลเหล่านั้น การบูชาอย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุดที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บูชา” เจ้าคุณพิพิธอธิบาย

ไหว้พระมหากษัตริย์ 9 อนุสาวรีย์
เจ้าคุณพิพิธกล่าวว่า แนวคิดเรื่องการกราบไหว้พระบรมราชานุสาวรีย์นั้นเกิดจากมุมมองที่ว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาธำรงอยู่อย่างเสถียรสถาพรมาถึงปัจจุบันสมัย เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ดังนั้น ต่อจากนี้เป็นต้นไปอยากให้ชาวพุทธหันมาสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ 9 รัชกาล เพิ่มเติมจากธรรมเนียมไหว้พระ 9 วัดซึ่งทำกันอยู่แล้ว
“รัชกาลที่ 1 มีลานพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อไปกราบไหว้ ให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพระบารมีให้สร้างเนื้อสร้างตัวได้ ดังเช่นพระองค์สร้างกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 2 ไปไหว้ได้ที่อัมพวา สมุทรสงคราม พระองค์ทรงเป็นนักศิลปศาสตร์ คนเราจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีศิลปศาสตร์หลายแขนง ขออัจฉริยภาพของพระองค์มาประสิทธิ์ประสาทพรให้แก่เรา รัชกาลที่ 3 มาอธิษฐานได้ที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ มุมถนนราชดำเนินกลาง ตัดกับถนนมหาไชย พระองค์ทรงเป็นเจ้าสัว มีอัจฉริยภาพด้านการค้าขาย เราก็ขอพรให้สมปรารถนาเรื่องธุรกิจ” เจ้าคุณพิพิธอธิบาย
ทั้งนี้ พระบรมราชานุสาวรีย์หลายรัชกาลไม่ได้มีเพียงแห่งเดียว สามารถเลือกสถานที่ที่สะดวกในการเดินทาง เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4 นอกจากในกรุงเทพฯ คือในวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร ยังมีที่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ที่ตำบลหว้ากอ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำ

“รัชกาลที่ 4 ทรงมีวิสัยทัศน์ในพระวิเทโศบาย ทรงเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ รวมถึงวิทยาศาสตร์ ก็อธิษฐานขอพรพระองค์ในด้านนี้ ส่วนรัชกาลที่ 5 ขอให้ทำกิจการใดก็มีสติปัญญา ดังเช่นที่พระองค์ทรงแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ปรับเปลี่ยนและบริหารจัดการประเทศจนรุ่งเรือง สักการะที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ต่อมารัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน สักการะแล้วอธิษฐานให้มีสติปัญญา เพราะพระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ ดังพระสมัญญานามพระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 7 ทรงเป็นกษัตริย์ที่พระทัยกว้าง เป็นผู้เสียสละ บริเวณหน้ารัฐสภามีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ให้คนไทยสักการะ รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระราชาผู้เป็นที่รักของประชาชน พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์มีหลายแห่ง เช่น สวนสาธารณะ เชิงสะพานพระราม 8 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรวมพระอัจฉริยภาพทุกอย่างไว้ สามารถไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ที่บ้าน ใช้น้ำอบ น้ำหอม พวงมาลัย รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้” เจ้าคุณพิพิธกล่าว
วีรชนคนดีประจำจังหวัด
นอกจากไหว้พระในวัดวาอาราม 9 แห่งและพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ 9 รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี สิ่งที่ควรค่าแก่การสักการะก็คือวีรชนคนดีประจำจังหวัด ซึ่งอาจเป็นพระมหากษัตริย์ ขุนนางผู้ทำคุณแก่บ้านเมือง รวมถึง “คนธรรมดา” สามัญชน ที่ประพฤติตนอย่างมีคุณูปการแก่ท้องถิ่น
“ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็ไหว้พระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่ หรือจะไปที่จันทบุรีก็ได้ มีพระรูปของท่านที่ค่ายตากสิน ยังมีวีรกษัตริย์อย่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่อนุสรณ์ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี ทุ่งมะขามหย่อง อยุธยา ที่พระราชวังจันทร์ พิษณุโลก และอีกหลายแห่ง ขุนนางผู้จงรักภักดีอย่างพระยาพิชัยดาบหักก็เป็นวีรชนที่กล้าหาญ มีอนุสาวรีย์ของท่านที่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ วีรชนค่ายบางระจัน สิงห์บุรี ก็เป็นคนดีที่น่ายกย่อง”
เจ้าคุณพิพิธยังเปรียบเทียบถึงความแตกต่างระหว่างอนุสาวรีย์ของต่างประเทศกับของไทย โดยชี้ให้เห็นว่า ต่างประเทศสร้างขึ้นเป็นตัวแทนให้ระลึกถึงและเป็นสัญลักษณ์ ในขณะที่บ้านเรา มีเรื่องของ “ความศักดิ์สิทธิ์” เข้าไปเกี่ยวข้อง กล่าวคือ ในการสร้างจะมีพิธีกรรม การวางศิลาฤกษ์ใต้ฐานอนุสาวรีย์ แม้แต่การหล่อโลหะขึ้นเป็นรูปร่างก็ต้องมีพิธีกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้น ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนจึงกราบไหว้บูชา เพื่อให้สิ่งดีๆ ย้อนกลับมาหาตนเอง สำหรับพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ เจ้าคุณพิพิธมองว่า ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ไหว้ได้ หากเป็นคนไทยซึ่งอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร เป็นการไหว้ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

“รัฐบาลควรมีวิธีการจัดการ ผู้ว่าราชการจังหวัดควรทำเป็นแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกระทรวงวัฒนธรรมควรร่วมด้วย สถานที่เหล่านี้ไม่ควรเป็นสถานที่ปิด ต้องเปิดให้เข้าไปกราบไหว้ หามงคลใส่ตัวให้มากๆ ช่วงเทศกาลควรหาคนมาบริการ สงกรานต์ให้เข้าไปสรงน้ำ ประพรมแค่ฐานก็เป็นบุญแล้ว ในขณะเดียวกันคนในสังคมก็ต้องช่วยกันดูแล อย่าเห็นว่าเป็นของราชการเท่านั้น แต่ต้องคิดว่าเป็นของพวกเราทุกคน การสนับสนุนให้ไหว้สิ่งศักด์สิทธิ์ ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจก็จะตามมา ดูวัดดังๆ ทั่วประเทศ อย่างวัดโสธรฯ วัดไร่ขิง วัดมหาธาตุ วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดพนัญเชิง คนไปคึกคักมาก การค้าขายช่วงสั้นๆ เกิด เพราะคนไม่ได้ไปไหว้อย่างเดียว ยังต้องมีค่าน้ำมัน มีอาหารการกินระหว่างทาง”
เจ้าคุณพิพิธตบท้ายว่า ปีหนึ่งไหว้ไม่ครบ ไม่เป็นไร มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น ที่สำคัญคือต้องศึกษา “ประวัติ” ของทุกสถานที่ด้วย ไม่ใช่สักการะเพียงอย่างเดียว โดยทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิมพ์แผ่นพับหรือเอกสารแจกให้อ่านประดับความรู้
เพราะแสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี

