
หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แก่พม่าเมื่อ พ.ศ.2310 (ค.ศ.1767) คำถามสำคัญที่น่าหาคำตอบก็คือ รัฐสยามนั้นสามารถฟื้นตัวและแผ่ขยายอิทธิพลครอบคลุมอาณาจักรต่างๆ ได้อย่างไรในเวลาอันสั้น? อีกทั้งราชธานีใหม่นี้ดูจะมั่นคงและแข็งแกร่งกว่าที่เป็นมาในอดีตด้วยซ้ำไป
จากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผ่านมามักจะพบคำอธิบายอยู่ 2 ประเด็นด้วยกัน คือ
1.การผูกขาดการค้าทางทะเลกับต่างประเทศ (โดยเฉพาะกับจีนรวมถึงการจิ้มก้อง) จนได้กำไรงดงามมีความสำคัญอย่างมากในการสร้างอำนาจของรัฐสยามในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากการค้าของสำเภาหลวงแล้ว การค้าสำเภาของเอกชนก็เฟื่องฟูควบคู่กันไป
2.การควบคุมกำลังคน โดยอาศัยการเกณฑ์แรงงาน ส่วย เพื่อเข้ามาฟื้นฟูสยามให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง จนกระทั่งเศรษฐกิจขยายตัวใหญ่ขึ้น รวมถึงไพร่หนีนาย จึงเป็นเหตุให้ยกเลิกระบบนี้ในสมัยปฏิรูปการปกครองรัชกาลที่ 5 คำอธิบาย 2 กระแสนี้ได้รับการกล่าวอ้างสืบต่อกันมานานอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ดี เมื่อเร็วๆ นี้ มีข้อเสนอใหม่เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งอธิบายแตกต่างจาก 2 กระแสหลัก โดยเกิดจากการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการชาวญี่ปุ่นชื่อ โคะอิสุมิ จุงโกะ ศาสตราจารย์ประจำแผนกวิชาพลวัตทางสังคมวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในบทความที่ชื่อ “การแผ่ขยายอำนาจของรัฐสยามในสมัยธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์” แปลโดย อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู จากนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560

บทความชิ้นดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อมุ่งศึกษากระบวนการของรัฐสยามสมัยธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ ในการฟื้นฟูราชอาณาจักรตลอดจนการแผ่ขยายอำนาจ โดยอาศัยเอกสารเกี่ยวกับการบริหารทางราชการที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นหลักฐาน
โคะอิสุมิ จุงโกะ เริ่มเปิดประเด็นแรกจากงานศึกษาของเขาในหัวข้อ กระบวนการขยายอำนาจของรัฐ : แรงงานเกณฑ์หรือส่วย? อธิบายถึงการเกณฑ์แรงงานในสมัยธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ จากเอกสารพบว่าก่อนทศวรรษ 1820 นั้นมีน้อยมาก ซ้ำยังค่อนข้างที่จะจำกัดอยู่ในบริเวณบางกอกและที่ราบภาคกลางรอบราชธานี
การขยายขอบเขตการเกณฑ์แรงงาน ส่วย เพิ่งเริ่ม (อย่างจริงจัง) ในปลายทศวรรษ 1820 ถึงต้นทศวรรษ 1830 เมื่ออำนาจของส่วนกลางแผ่ขยายเข้าควบคุมลุ่มน้ำโขงและที่ราบสูงโคราชอย่างมั่นคงหลังปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ลง จึงมีการเกณฑ์ส่วยเงินเป็นครั้งแรกใน ค.ศ.1827 จาก 11 หัวเมือง

และประเด็นสำคัญที่ โคะอิสุมิ จุงโกะ นำเสนอถึงกระบวนการฟื้นฟูราชอาณาจักรตลอดจนการแผ่ขยายอำนาจของรัฐสยามสมัยธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์นั้นมี 3 หัวข้อ ได้แก่
1.”ซื้อ” สินค้า แรงงาน และความจงรักภักดี จุงโกะอธิบายว่า กษัตริย์สยามตั้งแต่สมัยธนบุรีได้มีการว่าจ้างแรงงานมากกว่าเกณฑ์มาใช้ฟรีๆ รวมถึงออกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อข้าวของต่างๆ แจกพสกนิกรที่ยากไร้เพื่อแลกกับความจงรักภักดี
ดังมีหลักฐานในเอกสารของบาทหลวงฝรั่งเศสชิ้นหนึ่งที่บันทึกว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงแจกจ่ายเงินแก่ราษฎรทุกคนในท้องที่ที่ทรงยาตราทัพผ่านไป เป็นเหตุให้ทัพของพระองค์จากเดิมที่มีขนาดเล็กค่อยๆ ขยายจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน” การใช้จ่ายเงินในลักษณะนี้ยังดำเนินต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอีกด้วย
ส่วนรายได้หลักของกษัตริย์นั้นมาจากการเก็บภาษีอากรซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ที่เก็บจากชาวจีนและสยาม (อากรสุราเป็นแหล่งรายได้ใหญ่ จัดเก็บในบางกอกและพื้นที่ใกล้เคียง) เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่จำเป็นของอำนาจกษัตริย์
2.การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญต่อการขยายอำนาจของรัฐสยามคืออาวุธ กษัตริย์สยามเอาพระราชหฤทัยใส่อย่างยิ่งต่อการจัดหาอาวุธยุทธภัณฑ์ทั้งจากท้องที่อื่นๆ และผ่านพ่อค้าอังกฤษ
และหัวข้อที่ 3.การขยายอำนาจของรัฐสยาม : ประชากรต่างด้าวในฐานะเชลยสงคราม คำอธิบายในหัวข้อนี้สัมพันธ์กับหัวข้อที่ 2 กล่าวคือ เมื่อได้มีการจัดหาอาวุธแล้วก็นำไปสู่สงครามกับบริเวณโดยรอบ ผลจากการรบพุ่งกับบริเวณโดยรอบเอื้อประโยชน์ต่างๆ แก่สยามในฐานะผู้ชนะมากมาย ทั้งทรัพยากร ข้าวของเครื่องใช้ อาวุธยุทธภัณฑ์ และอีกอย่างคือทำให้เกิด “เชลยศึก” รัฐสยามเมื่อรบชนะก็กวาดต้อนคนเหล่านั้นลงมายังราชธานีให้มาเป็น “แรงงานกลุ่มสำคัญที่ต้องราชประสงค์ในการใช้สอยต่างๆ”
กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งผลให้รัฐสยามขยายอำนาจควบคุมหัวเมืองในช่วงเวลานั้นจนอำนาจของสยามยิ่งใหญ่ขึ้นมาในศตวรรษที่ 19 หรือไม่ อยากให้ท่านผู้อ่านหาคำตอบเอง เรื่องนี้ต้องอ่านและคิดแย้งจึงจะสนุก
หากท่านอยากรู้เรื่องราวรอยต่ออันสำคัญ หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ให้ละเอียดชัดเจนขึ้นกว่านี้ โปรดอ่าน “การแผ่ขยายอำนาจของรัฐสยามในสมัยธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์” ของ โคะอิสุมิ จุงโกะ ได้ใน “ศิลปวัฒนธรรม” บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร คำตอบจะแหวกแนวจากประวัติศาสตร์กระแสหลักหรือไม่? มากน้อยเพียงใด? ต้องติดตาม!!




