เมื่ออาหารสะท้อน ‘เหลื่อมล้ำ’
ทุนนิยมในยุคเปลี่ยนผ่าน ปฏิบัติการบนปากท้อง
ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล นำไปสู่การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะเรื่องระบบปากท้องและความสัมพันธ์กับผู้คนในฐานะผู้บริโภค
ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสนใจประเด็นดังกล่าวที่ไม่อาจละเลย เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองผ่าน ‘สามย่านเสวนา’ ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ ‘ทุนนิยมอาหารกับการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล : ปฏิบัติการบนปากท้องของผู้คน’ ณ CU innovation Hub อาคารวิศิษฐ์ เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา
โดยมี 3 วิทยากรแถวหน้า ผู้เชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวเข้าร่วมถกปมอย่างเข้มข้น
นิยาม ‘ทุนนิยมอาหาร’ กับชนชั้นในสังคม
ผศ.ดร.สร้อยมาศ รุ่งมณี อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘ทุนนิยมอาหาร’ อธิบายว่า ทุนนิยมอาหารนั้น เปรียบเสมือนการที่เราได้ซื้ออาหารตามกำลังทรัพย์ และขณะเดียวกันอาหารเหล่านั้น ก็อาจมีปริมาณล้นเหลือ ระบบทุนนิยมคือการที่นำกลไกการตลาดทำให้อาหารเหล่านั้นกลายมาเป็นสินค้า

“ถ้าผู้คนที่มีรายได้น้อยที่เลือกบริโภคประเภทอาหารไม่ได้ ด้วยข้อกำจัดของการดำรงชีวิต ทางภาครัฐหรือเราเองควรจะสนับสนุนให้ผู้คนเหล่านั้นแปรรูปหรือผลิตอาหารเหล่านั้นเองหรือไม่ อาทิ ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างให้เกิดรายได้มากขึ้น หรือมีหน่วยงานใดในประเทศไทยที่สามารถกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจ เกิดแรงจูงใจ ในการผลิตอาหารหรือรู้จักการแปรรูปอาหารเพื่อให้เกิดประโยชน์มากขึ้น” ผศ.ดร.สร้อยมาศกล่าว
ด้านผู้ดำเนินรายการ เสริมเพิ่มเติมจากประเด็นที่ ผศ.ดร.สร้อยมาศ พูดถึงเกี่ยวกับทางเลือกชีวิตของคนในสังคม ที่บางครัวเรือนอาจจะไม่มีทางเลือกในชีวิตมากมายขนาดนั้น และกลไกอาหารถูกกำหนดด้วยราคา โดยขยายความจากหนังสือที่มีชื่อว่า ‘ระบอบอาหาร’ ที่ ผศ.ดร.สร้อยมาศ ได้ร่วมแปล เนื่องจากโลกได้ขับเคลื่อนด้วยทุน และทุนต้องการแรงงานราคาถูก และแรงงานถูกก็ยังต้องการสารอาหารเพื่อไปใช้ชีวิตในการประกอบอาชีพ ก็จะสรรหาอาหารที่มีราคาถูก
โดยกระบวนการผลิตอาหาร ผู้ผลิตก็จะดึงต้นทุนให้ถูกที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อทำให้เหมาะสมกับราคาสำหรับการจำหน่ายให้กับแรงงานรายได้ต่ำ และต้นทุนราคาอาหารที่ถูกเกินไป ก็อาจจะไปสร้างภาระให้กับสิ่งแวดล้อมและระบบการผลิตทั้งหมด สิ่งนี้เป็นความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนเร้นที่ผู้คนมองไม่เห็น
เทรนด์เทคโนโลยี ใช้ถูก ‘พ้นปัญหา’ ใช้ผิด ‘ผูกขาด’
ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและเสนอทางเลือกให้กับชีวิตประจำวันของคน รวมไปถึงเข้ามามีบทบาทช่วยในระบบการผลิตอาหารได้
อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถอดมุมมอง 2 ด้าน ว่าการใช้เทคโนโลยีนั้นหากใช้ให้ถูกทางก็จะเป็นการช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นจากปัญหา แต่ถ้าหากใช้ผิดทางก็จะเป็นการสร้างความผูกขาดและซ้ำเติมกับปัญหาเข้าไปอีก

“ในยุคของกระบวนการเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล การผลิต หรือการอำนวยการผลิตผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ โดยเฉพาะด้านบริการ ได้ปรับเปลี่ยนแปลงสภาพไปในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ในโทรศัพท์มือถือ หรือรูปแบบเว็บไซต์ ซึ่งก็ช่วยในการอำนวยความสะดวก สร้างประสิทธิภาพและสร้างประสิทธิผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างง่ายและต้นทุนถูกลง จึงทำให้ได้รับความนิยมแพร่หลาย ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็ได้นำมาใช้ในเรื่องของห่วงโซ่อุปทาน เรื่องของอาหารด้วย” นักวิจัยจากสถาบันเอเชียอธิบาย

จากนั้น ยังชวนคิดต่อในประเด็นที่ว่า คนส่วนใหญ่ล้วนมีประสบการณ์ในการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับการสั่งอาหารทั่วไป และปัจจุบันคนที่อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มเหล่านั้น ก็ได้เริ่มมีการคำนึงถึง ‘กำไร’ มากกว่าเดิม และมีการหาช่องทางดึงดูดให้มีฐานลูกค้ามากขึ้น โดยการเพิ่มควาหลากหลายทางการบริการ อาทิ การเพิ่มระบบการรับส่งอาหาร หรือระบบรถรับจ้าง รวมไปถึงการสร้างธุรกิจที่
หลากหลาย ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ที่หลากหลายมากกว่าเน้นรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
“แพลตฟอร์ตเหล่านี้จะช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น เพิ่มการเข้าถึงร้านอาหารมากขึ้น โอกาสทางการจ้างงานเพิ่มอัตรามากขึ้น และมีการเก็บข้อมูลที่สามารถใช้เป็นประโยชน์ในอนาคตมากขึ้น และส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจุดที่ผู้คนไม่รู้ทำให้รู้มากขึ้นถ้าหากใช้แพลตฟอร์มเหล่านั้นให้ถูกวิธี
แต่ขณะเดียวกันนายทุนเหล่านั้นก็คำนึงถึงกำไรมากเกินไป จึงก่อให้เกิดปัญหาได้มากมาย เช่น ทำให้คนเกิดการบริโภคมากเกินจำเป็น อัตราการจ้างงานที่ไม่มั่นคง ไม่เป็นธรรมเรื่องค่าตอบแทนที่ลดลงและสามารถบังคับซ้อนงานกันได้”
“การที่แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในระบบอาหารนั้น ไม่ควรใช้ในรูปแบบผิดที่ผิดทาง และได้นำไอเดียในการใช้เทคโนโลยีสร้างการมีส่วนร่วมของคนที่อยู่ในระบบอาหาร ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และไปทดลองกับเครื่องมือแพลตฟอร์มดิจิทัลและให้ชุมชนได้ทดลองใช้ เพื่อหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยสร้างทางเลือกขึ้นได้” อรรคณัฐทิ้งท้าย

เจาะมิติ ‘แรงงานหาบเร่’
ขณะที่ ดร.บวร ทรัพย์สิงห์ นักวิจัยสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดมุมมองให้เห็นภาพผู้คนในเมืองกับการบริโภคอาหารชัดยิ่งขึ้น ผ่านการไปสำรวจลงพื้นที่โดยจุดที่ให้ความสนใจคือกลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์จากผู้ผลิตที่เป็นเกษตรกรจนถึงผู้บริโภค ที่มีทุนนิยมเข้ามามีส่วนทำให้กระบวนการผลิตแปรปรวน ไม่เป็นไปตามระบบ และภาพของสถานที่ขายสินค้านั้นมีผลต่อผู้บริโภค

“กลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยนั้นมีข้อจำกัดหลายอย่าง และถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเมือง คนอาจจะมองว่าเกะกะพื้นที่ แต่การค้าหาบเร่โดยเป็นการค้าตามสถานที่สาธารณะ เช่น ตามทางเท้า ซึ่งจะเป็นการเปิดทางให้คนเข้าถึงสินค้าและอาหารได้ง่ายขึ้น โดยลักษณะการค้าเป็นการค้าขนาดเล็กและเป็นอาชีพที่สุจริต
การขายหาบเร่เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่จะช่วยให้คนที่รายได้น้อยไม่ให้พึ่งพารัฐมากเกินไป นอกจากนี้ ยังช่วยให้เมืองมีชีวิตชีวา ได้เจอผู้ค้า ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ค้ากับผู้บริโภคในเมือง และรู้สึกถึงความปลอดภัยในการเดินทางเท้าและลดค่าครองชีพในเมืองสำหรับผู้มีรายได้น้อย และมีโอกาสที่จะได้เห็นผู้ค้านำผลิตภัณฑ์ชุมชนแปรสภาพมาขายได้ นอกเหนือจากที่ระบอบนายทุนใหญ่จัดแจง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ก็ถูกมองในมุมอคติกับเมืองพอสมควร ซึ่งเป็นหน้าที่ของทางรัฐที่จะช่วยให้กลไกความสัมพันธ์และการค้าหาบเร่แผงลอยประสบความสำเร็จและช่วยให้คนมีรายได้และพัฒนากิจการเล็กๆ ให้เติบโตยิ่งขึ้น” ดร.บวรกล่าว
นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงไปยังนโยบายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ซึ่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้ความสำคัญกับการค้าหาบเร่แผงลอย โดยนโยบายที่เกี่ยวข้องและเป็น 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ ส่งเสริมให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ สร้างการมีส่วนร่วม พัฒนาฐานข้อมูลผู้ค้าแผงลอย เตรียมโครงสร้างที่เหมาะสมในการรองรับ และจัดพื้นที่ขายของสำหรับหาบเร่หรือศูนย์อาหาร
เหล่านี้คือปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค แสดงให้เห็นถึงห่วงโซ่อาหารทั้งหมดตั้งแต่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และกลไกการเปลี่ยนแปลงของตลาดและผู้บริโภค รวมไปถึงรสนิยมการบริโภคอาหารของผู้คนที่ควรเปิดรับความหลากหลายมากขึ้น มากกว่ารสชาติที่คุ้นเคย
บีม คณะโจทย์

