‘ปาตานีฉบับชาติ(ไม่)นิยม’ สงครามช่วงชิงอำนาจก่อนปักปันเส้นเขตแดน
‘อีกหนึ่งความพยายามที่หนังสือเล่มนี้ต้องการนำเสนอคือการเขียนประวัติศาสตร์ให้ก้าวพ้นกับดักคู่ตรงข้าม ประวัติศาสตร์นิพนธ์ปาตานีที่ผ่านมามักเขียนให้ปาตานีกับสยามเป็นคู่ตรงข้ามมาตลอด สยามเป็นผู้กระทำ ส่วนปาตานีเป็นผู้ถูกกระทำ เช่นความเข้าใจต่อกรณีการทำสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909’
คือถ้อยคำทรงพลังจาก วันอิฮซาน ตูแวสิเดะ เจ้าของผลงาน ‘ปาตานีฉบับชาติ(ไม่)นิยม: สงครามช่วงชิงอำนาจก่อนปักปันเส้นเขตแดน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ พ็อคเก็ตบุ๊กมาแรงแซงโค้งฉุดไม่อยู่
พาย้อนกลับไป 1 ศตวรรษก่อนการทำ ‘สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909’ อันเป็นช่วงเวลาที่ปาตานีถูกสยามแบ่งออกเป็น 7 หัวเมือง เพื่อชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่นำมาสู่การปักปันเส้นเขตแดนในเวลาต่อมา
ผู้เขียนขยายความเพิ่มเติมด้วยว่า หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นภายใต้แนวความคิดที่อยากให้ผู้อ่านก้าวพ้น 2 กับดักทางประวัติศาสตร์
อย่างที่ 1 คือก้าวให้พ้น ‘กับดักชาตินิยมสยาม-ชาตินิยมปาตานี’
อย่างที่ 2 คือก้าวให้พ้น ‘กับดักสยามเป็นผู้กระทำ-ปาตานีเป็นฝ่ายถูกกระทำ’
โดยให้เหตุผลว่า การติดอยู่ในหล่มกับดักทั้ง 2 มีแต่จะทำให้สังคมคุกรุ่น และทำให้ประวัติศาสตร์นิพนธ์ปาตานีถึงทางตันผู้เขียนคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านก้าวพ้นกับดักไปด้วยกัน เพื่อเปิดทางให้พรมแดนความรู้เกี่ยวกับปาตานีศึกษาขยายกว้างมากขึ้น
ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ย้ำชัดใน ‘คำนิยม’ ช่วงต้นของเล่มดังกล่าว ว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้สังคมเข้าใจความสลับซับซ้อนของบริบททางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์อยู่กับการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มผู้นำ ไม่มีการตัดสินใจใดๆ ของผู้กุมอำนาจอยู่นอกเหนือบริบทแวดล้อม ความหมายของการบีฑา ความหมายของการกบฏย่อมไม่ใช่สิ่งเดียวกับความรู้ขนบอย่างที่เน้นย้ำให้รู้สึกกันในปัจจุบัน เนื่องด้วยสังคม เศรษฐกิจ และรัฐในยุคก่อนย่อมไม่ใช่รัฐในความหมายปัจจุบันนี้
ด้วยแนวพินิจเช่นนี้ หนังสือเล่มนี้จึงเปิดแนวทางในการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ โดยทำให้เห็นถึงพลวัตของการต่อสู้ขับเคี่ยวทางการเมืองของเจ้าเมืองในระดับพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐต่อเนื่องมากด้วย
‘ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่การเล่าเรื่องในอดีตอย่างที่เข้าใจและเชื่อว่าเป็นจริงเท่านั้น หากแต่ประวัติศาสตร์เป็นการเลือกสรรและจัดสร้างสายสัมพันธ์ของข้อมูลปลีกๆ เพื่อให้มีความหมายต่อระบบความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของแต่ละยุคสมัย’
อรรถจักร์อรรถาธิบาย
ว่าแล้ว ต้องคัดไฮไลต์ พาไปทำความรู้จัก ‘สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909’ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ โดยก่อนหน้าการทำสนธิสัญญาดังกล่าวราว 1 ศตวรรษ เป็นช่วงเวลาที่ปาตานีถูกสยามแบ่งออกเป็น 7 หัวเมือง เพื่อชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่นำมาสู่การปักปันเส้นเขตแดนในเวลาต่อมา
‘ไม่ผิด หากจะมองว่าสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 คือเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ปาตานี’
วันอิฮซานเกริ่น
และต่อไปนี้คือเรื่องราวของ The Anglo-Siamese Treaty of 1909 หรือ ‘สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909’ ซึ่งมีชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการว่า ‘สนธิสัญญาอังกฤษ-สยาม พ.ศ.2452’ หรือ ‘สนธิสัญญากรุงเทพฯ พ.ศ.2452’ ที่ต้องอ่านทุกบรรทัดอย่างละเอียดลออ
สนธิสัญญาฉบับนี้เกิดขึ้นในขณะที่ปาตานีมีสถานะเป็นมณฑลปัตตานีภายใต้ระบอบมณฑลเทศาภิบาล โดยมี พระยาศักดิ์เสนี ดำรงตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานีตั้งแต่ ค.ศ.1906
ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น รามันและระแงะซึ่งเป็นหัวเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณตอนในของปาตานีเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า โดยเฉพาะแร่ดีบุก ส่งผลให้รามันมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมากจนมีปัญหากับเปรักและกลายเป็นมหากาพย์การแย่งชิงดินแดนบรรพบุรุษ ทำให้มหาอำนาจอย่างอังกฤษและสยามต้องเข้ามาร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สุดท้ายแล้วข้อปัญหานี้จบลงด้วยสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 และพื้นที่พิพาทก็ตกเป็นของเปรักภายใต้อังกฤษในที่สุด โดยรายละเอียดภายในสนธิสัญญาระบุว่า มณฑลปัตตานีตกเป็นของสยาม และมณฑลไทรบุรี รวมถึงเมืองกลันตันและเมืองตรังกานูตกเป็นของอังกฤษ
ตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา มีการจัดกิจกรรมครบรอบการเกิดขึ้นของสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 โดยภาคประชาสังคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้งเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น ขณะเดียวกัน ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (Barisan Revolusi Nasional-BRN) ซึ่งเป็นขบวนการติดอาวุธขบวนการเดียวที่มีกองกำลังในปัจจุบันก็มีการปฏิบัติการหลายครั้งเช่นกัน ทั้งการแถลงการณ์ การแขวนป้ายเชิงสัญลักษณ์ และปฏิบัติการทางการทหาร เพื่อตอกย้ำว่าสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 คือเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ได้กำหนดให้ปาตานีต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามอย่างสมบูรณ์
สำหรับมุมมองทางประวัติศาสตร์ต่อสนธิสัญญาฉบับนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ขั้วแยกจากกันอย่างชัดเจน
มุมมองแรก ผู้เขียนนิยามว่าเป็นสกุลประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบใช้สยามเป็นศูนย์กลาง เรียกว่า ‘Siamese-centric Historiography’ หรือ ‘สยามเซนทริค’ มุมมองนี้อธิบายว่าสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นการทำสนธิสัญญาที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ทางการเมืองของชนชั้นนำสยาม เกิดขึ้นเพื่อประคับประคองบ้านเมืองมิให้ต้องตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกผ่านการใช้วิเทโศบายการเจรจาทางการทูต ทั้งยังเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับชาติตะวันตกด้วย เพราะผลของสนธิสัญญาคือการแบ่งและจัดสรรผลประโยชน์ที่ลงตัวของสยามและอังกฤษ อนึ่ง สนธิสัญญาฉบับนี้ยังมีความสำคัญต่อโลกทัศน์ในเรื่องการสูญเสียดินแดนของคนไทยแบบใหม่ โดยมองว่าแม้จะเสียดินแดนที่เคยเป็นของสยามบางส่วน แต่ถือว่าคุ้มค่ากับการมิต้องตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก
ส่วนมุมมองอีกฟากหนึ่งซึ่งใช้ปาตานีเป็นศูนย์กลาง เรียกว่า ‘Patani-centric Historiography’ หรือ ‘ปาตานีเซนทริค’ เป็นมุมมองที่มีสำนึกประวัติศาสตร์ที่เชื่อว่าการลงนามในสนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909 เป็นโศกนาฏกรรม และเป็นฝันร้ายที่ยังหลอกหลอนชาวปาตานีจนถึงปัจจุบัน เพราะปาตานีถูกกระทำทั้งจากฝั่งสยามและอังกฤษ เพราะผลของสนธิสัญญาฉบับนี้คือการทำให้ปาตานีต้องตกอยู่ภายใต้สยาม และหายไปจากแผนที่โลกตลอดกาล
เข้มข้นจนไม่อาจปล่อยผ่าน เปิดแล้ววางไม่ลงตลอด 248 หน้า กระตุกต่อมเอ๊ะ! ให้ขบคิดอีกประเด็นสำคัญในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ชาติที่ไม่ได้รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อแค่ ‘ไทย’
เข้มทุกหน้า ข้นทุกบรรทัดปาตานีฉบับชาติ(ไม่)นิยม
1.บทนำ
“สนธิสัญญาแองโกล-สยาม 1909” สารตั้งต้นของเรื่องราวทั้งหมด
โลกคู่ขนานของประวัติศาสตร์นิพนธ์ปัตตานี
2.กำเนิด 7 หัวเมือง: ปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลง
การเป็นเมืองท่าของปาตานี
การเมืองในราชสำนัก
จากหัวหน้าชุมชนสู่เจ้าเมือง: กำเนิด 7 หัวเมืองปาตานี
พลวัตประวัติศาสตร์ที่นำไปสู่การแบ่ง 7 หัวเมือง
3.รามัน: เมืองตอนในที่ถูกลืม
กำเนิดรามัน
ดีบุกและการเมืองระหว่างรัฐมลายู
รามัน เปรัก สยาม และอังกฤษ
ตำแหน่งแห่งที่ของรามัน
4.สลับสับเปลี่ยนอำนาจนำ: การช่วงชิงที่เกือบจะสำเร็จของอำนาจทางศีลธรรม
ลักษณะการกุมอำนาจของชนชั้นนำปาตานี
ยุครุ่งเรืองของราชสำนัก
ออรังกายาเรืองอำนาจ
เมื่ออูลามาอฺปรากฏตัว
การช่วงชิงที่เกือบจะสำเร็จ
5.บทสรุป
ปาตานีก่อน 1909
ปาตานีหลัง 1909
สั่งซื้อหนังสือและติดตามทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชนที่
Line : @matichonbook
Youtube : @MatichonBooks
Tiktok : @matichonbook
Twitter : @matichonbooks
Instagram : matichonbook

