โคราชเก่า ชาวสยาม เมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง ต้นเรื่อง “คนไทย” อโยธยา

16.05.24 | 13:45 น.

โคราชเก่า ชาวสยาม
เมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง
ต้นเรื่อง “คนไทย” อโยธยา

โคราชเก่าอยู่เมืองเสมา อ. สูงเนิน จ. นครราขสีมา (1.) เป็นศูนย์กลางของชาวสยามเดิม (2.) ครั้นหลังจากนั้นเป็นเมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง (3.) อันเป็นพื้นที่สำคัญแห่งหนึ่งซึ่งเป็นต้นเรื่องคนไทยที่จะมีครั้งแรกในอโยธยา บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) ว่าคนไทยมีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน แล้วหนีการรุกรานของจีนมาตั้งสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก จึงเป็นเหตุให้มีคนไทยครั้งแรก (ในดินแดนประเทศไทย) ที่เมืองสุโขทัย ซึ่งไม่เคยพบหลักฐานวิชาการสนับสนุน

ดังนั้น นักวิชาการไทยและนานาชาติจำนวนไม่น้อยวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านนานเกือบศตวรรษมาแล้ว แต่ชนชั้นนำได้ประโยชน์จากความผิดพลาดคลาดเคลื่อน ทำให้รัฐบาลไทยไม่ปรับเปลี่ยนแก้ไข จึงเท่ากับรัฐบาลไทยทุกวันนี้ยกย่องประวัติศาสตร์เหลวไหลที่ขัดขวางพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์

คนไทยมาจากชาวสยาม

Advertisement

คนไทยมาจากชาวสยาม เป็นที่รับรู้กว้างขวางนานเป็นร้อยๆ ปีมาแล้วในหมู่นักปราชญ์, นักค้นคว้า, นักวิชาการทั้งไทยและนานาชาติ

ชาวสยามเรียกตนเองว่าไทย” พบหลักฐานเก่าสุดหลายร้อยปีมาแล้วในบันทึกของลา ลูแบร์ (ราชทูตฝรั่งเศส เข้าถึงอยุธยาในแผ่นพระนารายณ์ฯ)

ชาวสยามเป็นลูกผสมจากหลายชาติพันธุ์ (นับไม่ถ้วน) ที่พูดภาษาไทไตไทย เป็นภาษากลาง มีหลักแหล่งถิ่นฐานบ้านเรือนกระจัดกระจายหลายทิศทาง ได้แก่ ชาวสยามดั้งเดิม และชาวสยามท่าจีนแม่กลอง ดังนี้

1. ชาวสยามดั้งเดิม

มีศูนย์กลางอยู่เมืองเสมา (. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) บริเวณลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล ที่ราบสูงโคราช อันเป็น “เมืองคู่” กับเมืองศรีเทพ (. ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์)

รวมทั้งเป็นเครือญาติสยามถึงลุ่มน้ำโขง ที่มีศูนย์กลางอยู่เวียงจันท์ (ลาว) และเป็นเครือข่ายการค้ากับบ้านเมืองลุ่มน้ำชีที่มีชุมชนคนจำนวนมากอยู่ทุ่งกุลาร้องไห้

หลักฐานแสดงความเป็นชาวสยามดั้งเดิมคือภาพสลักนูนต่ำ บนระเบียงประวัติศาสตร์ของปราสาทนครวัด พร้อมจารึกภาษาเขมรว่า “เนียะ เสียมกุก”

ชาวสยามดั้งเดิม เป็นรัฐเอกเทศและเป็นเครือญาติใกล้ชิดของกษัตริย์กัมพูชา (เขมรเรียก “เสียมกุก”) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ลำตะคอง ลุ่มน้ำมูล (ปัจจุบันอยู่เขต อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) แต่งขบวนแห่เกียรติยศด้วยการนุ่งโสร่ง (ไม่นุ่งถกแบบเขมร) ไปร่วมพิธีกรรมสำคัญของพระเจ้าสุริยวรรมันที่ 2 (เมื่อ 900 ปีมาแล้ว) .. 1650

(ในภาพ) ภาพสลักนูนต่ำบนระเบียงปราสาทนครวัดในกัมพูชา (ลายเส้นถอดแบบจากภาพสลัก ตั้งแต่ก่อน พ.. 2557 โดย คงศักดิ์ กุลกลางดอน อาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร)

เสียมกุก นครวัด เคยมีข้อสันนิษฐานต่างๆ ดังนี้

(1.) ยอร์ช เซเดส์ (เขียนบอกไว้เมื่อ 70 ปีที่แล้ว ราว พ.. 2497) ว่า เสียมกุกเป็นคนไทย จากรัฐสุโขทัย [บทความเรื่อง “ศิลปะไทยสมัยสุโขทัย” (แปลโดย ม.. สุภัทรดิศ ดิศกุล) ในหนังสือ ตำนานอักษรไทยฯ คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2526]

หลังจากนั้นถูกขยายความ ว่า เสียมกุกคือกองทัพสยามจากกรุงสุโขทัย ที่เป็นเชลยเขมร ถูกเขมรเกณฑ์ไปรบกับจาม

แต่สมัยภาพสลักเสียมกุก พ.. 1650 ยังไม่มีรัฐสุโขทัย และ ยังไม่มีคนเรียกตนเองว่าไทย ดังนั้นเสียมกุกจากรัฐสุโขทัยจึงไม่ใช่

(2.) จิตร ภูมิศักดิ์ (เขียนบอกไว้ราว 60 ปีมาแล้ว หรือก่อน พ.. 2509) ว่า เสียมกุกเป็นสยามจากลุ่มน้ำกก จ. เชียงราย (ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ โครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2519)

แต่บริเวณลุ่มน้ำกกสมัยภาพสลักเสียมกุก พ.. 1650 อยู่ห่างไกลมากจากเมืองพระนคร (นครธม) และไม่พบชุมชนเมืองขนาดใหญ่ แต่จะพบเมื่อสมัยหลังจากนั้นอีกนาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสมัยหลังเสียมกุกที่ปราสาทนครวัดไปแล้ว ดังนั้น เสียมกุกคือสยามจากลุ่มน้ำกก จึงไม่ใช่

(3.) โกรส์ลิเยร์ [Bernard-Philippe Groslier .. 2524 (1981)] ระบุตายตัวว่า เสียมกุกเป็นชาวส่วย อยู่ลุ่มน้ำมูล (อีสานใต้) [ในหนังสือ นี่ เสียมกุก (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการแปล) มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2545]

(4.) ศรีศักร วัลลิโภดม บอกว่า เสียมกุกเป็นชาวสยาม มีศูนย์กลางอยู่เวียงจันท์ (ในหนังสือ ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2534)

เมื่อประมวลทั้งหมดแล้ว ข้อสันนิษฐานสมเหตุสมผลที่สุดเป็นของโกรส์ลิเยร์ (ซึ่งต้องปรับปรุง) และร่วมกันกับคำอธิบายของศรีศักร วัลลิโภดม

เฉพาะของโกรส์ลิเยร์ ข้อสันนิษฐานเสียมกุกเป็นชาวส่วยยังมีข้อขัดข้อง ต้องปรับเปลี่ยนว่าเป็นคนหลายชาติพันธุ์ พูดหลายตระกูลภาษา ได้แก่ มอญเขมร, ชวามลายู, ไทไต เป็นต้น

เพราะส่วยเป็นชื่อสมัยรัตนโกสินทร์ แปลว่าขี้ข้า แต่เขาเรียกตนเองว่ากวย (แปลว่า คนไม่ใช่ผี) พบหลักฐานในกฎหมายสมัยอยุธยาว่ากวยเป็นพ่อค้าสำคัญกับอยุธยา และมีฐานะทางสังคมเทียบเท่าดัตช์ (ฮอลันดา)

เสียมกุก” เป็นภาษาเขมรโบราณ ต้องอ่านว่า “เสียมกก” ตามคำอธิบายหนักแน่นของจิตร ภูมิศักดิ์ (ในหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2519 หน้า 69-150)

กก” เป็นคำไทไตไทยลาว มีหลายความหมาย แต่ในที่นี้แปลว่าแรก, เริ่ม, ต้นตระกูล (ตามคำอธิบายหนักแน่นของจิตร ภูมิศักดิ์ ในหนังสือ สารานุกรมภาษาอีสานไทยอังกฤษ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2532 หน้า 1) ดังนั้น เสียมกก มีความหมาย ดังนี้

(1.) ชาวสยามดั้งเดิมที่เข้มแข็งและที่รวมกันเป็นบ้านเมืองใหญ่โต อยู่เมืองเสมา ลำ ตะคอง ลุ่มน้ำมูล ที่ราบสูงโคราช

(2.) เป็น 1 ใน 28 เครือญาติสำคัญของสุริยวรรมันที่ 2 กษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด) ที่มีภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด (รายชื่อ 28 เครือญาติ มีในหนังสือเมืองเสมา โคราชเก่าฯ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ มูลนิธิเจมส์ เอช ดับเบิลยู ทอมป์สัน พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2566 หน้า 72-74)

(3.) เข้าร่วมพิธีอินทราภิเษก ส่งพระขวัญสุริยวรรมันที่ 2 ขึนเป็นใหญ่บนสวรรค์ คือ วิษณุโลก [อินทราภิเษก (.. 1650) เป็นต้นแบบให้อโยธยา สืบเนื่องถึงอยุธยา (พบในกฎมณเฑียรบาล พ.. 2011)]

(4.) เป็นขบวนแห่เกียรติยศของเครือญาติ (ไม่ใช่กองทัพ)

เสียมกุก” จากลุ่มน้ำมูล มีหลักฐานสมัยหลังสนับสนุน อยู่ในเอกสารจีนโจวต้า กวาน พ.. 1839 (หลังเสียมกุก 189 ปี) บอกว่าสยาม (เสียน) . ชำนาญปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ข. ปะทะรุนแรงกับหมู่บ้านกัมพูชาอยู่เนื่องๆ ดังนี้

(1.) สยามลุ่มน้ำมูลชำนาญปลูกหม่อนเลี้ยงไหม พบในพงศาวดารว่าส่งส่วยไหมให้กษัตริย์กัมพูชา และพบการปลูกหม่อมเลี้ยงไหมต่อเนื่องถึงแผ่นดิน ร.5 (ดูในกำเนิดเพลงลาวดวงเดือน) ตราบจนปัจจุบันยังพลที่ อ. ปักธงชัย จ. นครราชสีมา และ

(2.) ลุ่มน้ำมูล ทิวเขาดงรัก พื้นที่ต่อเนื่องกับกัมพูชา มีช่องเขานับไม่ถ้วนเชื่อมต่อที่ราบสูงที่ราบลุ่ม สำหรับไปมาหาสู่สะดวกมาก

สยามเมืองเสมา ลุ่มน้ำมูล เป็นรัฐเอกเทศ มีข้อความจารึกพบที่เมืองเสมาว่า “นอกกัมพุชเทศ” (หมายถึง “ไม่กัมพูชา”) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัมพูชาที่โตนเลสาบ ทั้ง (.) เครือญาติ และ (.) เครือข่ายการค้า

เมืองเสมากับกัมพูชาเป็นเมืองเครือญาติใกล้ชิด เพราะเมืองเสมามีความสำคัญต่อการควบคุมเส้นทางการค้าลุ่มน้ำโขงชีมูล ไปเจ้าพระยาท่าจีนแม่กลองอันดามัน ตั้งแต่ก่อน พ.. 1500 พบหลักฐานสำคัญ ดังนี้

(1.) พระเจ้าชัยวรรมันที่ 5 (.. 1511-1544) แผ่อาณาบารมีทางวัฒนธรรมถึงเมืองเสมา สถาปนาเทวสถาน (พราหมณ์) ปะปนทับซ้อนกับพุทธสถาน ได้แก่ ปราสาทบ่ออีกา (กลางเมืองเสมา)

(2.) จากนั้นขยายพื้นที่จากกลางเมืองออกไปถึงลำตะคอง ได้แก่ ปราสาทเมืองแขก, ปราสาทโนนกู่ บริเวณนี้ไม่ใช่ “เมืองโฆราคะปุระ” อีกเมืองหนึ่งต่างหาก (ตามที่เคยเข้าใจคลาดเคลื่อน)

ชัยวรรมันที่ 5 ต้องให้ “พราหมณ์ยัญชวราหะ” ไปเมืองเสมา เพื่อกระชับความสัมพันธ์เครือข่ายเครือญาติเป็นพิเศษ เสมอด้วยบ้านเมืองเครือญาติใกล้ชิดอื่นๆ ได้แก่ เมืองพิมาย, เมืองพนมรุ้ง [“พราหมณ์ยัญชวราหะ” เป็นมหาพราหมณ์ในราชสำนักพระเจ้าชัยวรรมันที่ 5 ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นเจ้า (ภาษาเขมรว่า “กมรเตง อัญ”)]

2. ชาวสยามท่าจีนแม่กลอง

มีศูนย์กลางอยู่สุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง แม่น้ำท่าจีนแม่กลอง (ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา) ซึ่งเชื่อมโยงถึงเมืองเพชรบุรี และเมืองนครศรีธรรมราช

ทายาทสยามท่าจีนแม่กลอง (ต่อไปข้างหน้า) เป็นกษัตริย์ครองเมืองสุพรรณภูมิ 2 องค์ คือ ขุนหลวงพะงั่ว และเจ้านครอินทร์

[มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากอยู่ในหนังสือ สยามประเทศ ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2534]

ชาวสยามท่าจีนแม่กลอง เมื่อดูจากสำเนียงภาษาน่าจะเกี่ยวดองเป็นเครือญาติชาติภาษากับบ้านเมืองทางเหนือขึ้นไปถึงหลวงพระบาง (ในลาว) โดยผ่านลุ่มน้ำป่าสัก

เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง คือ เมืองเสมา

นักปราชญ์ของไทยบอกไว้นานมากแล้ว ดังนี้

มานิต วัลลิโภดม (ข้าราชการผู้ใหญ่กรมศิลปากร, ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โบราณคดี กรมศิลปากร, นักปราชญ์สามัญชนสยาม) ผู้ต้นคิด เมืองราดของพ่อขุนผาเมือง คือ เมืองเสมา. สูงเนิน จ. นครราชสีมา อยู่ในหนังสือ นำเที่ยวเมืองพิมายฯ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2502 (65 ปีมาแล้ว)

จิตร ภูมิศักดิ์ “นักปราชญ์สยาม” สนับสนุนมานิต วัลลิโภดม ว่า เมืองราด คือ เมืองเสมา เขียนไว้ตั้งแต่ก่อน พ.. 2509 (มากกว่า 58 ปีมาแล้ว) ในหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา (พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2526)

ศรีศักร วัลลิโภดม “นักวิชาการนานาชาติ” (อดีตอาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, บรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ) เห็นด้วยว่าเมืองราด อยู่เมืองเสมาโคราชเก่า (จากหนังสือ สร้างบ้านแปงเมือง ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.. 2560 หน้า 137-139)

พ่อขุนผาเมือง ชาวสยาม ลำตะคอง เป็นกษัตริย์เมืองราด ปัจจุบันคือเมืองเสมา (. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) พบหลักฐานแสดงความสำคัญดังนี้

(1.) เมืองราด หรือ เมืองเสมา เป็นทายาท “เสียมกุก”–สยามกก–สยามดั้งเดิม (ตามภาพสลักที่ปราสาทนครวัด)

(2.) เป็นเครือญาติใกล้ชิดมาก กับกษัตริย์เมืองพระนครหลวง (นครธม เมื่อ 817 ปีมาแล้ว ราว พ.. 1750) มีบอกในจารึกวัดศรีชุม (. สุโขทัย)

(3.) พ่อขุนผาเมืองรับพระราชทานพระขรรค์ชัยศรี (ดาบสองคม) จากกษัตริย์เมืองพระนครหลวง (นครธม) มีบอกในจารึกวัดศรีชุม (. สุโขทัย)

พระแสงขรรค์ชัยศรี (พร้อมฝัก) สัญลักษณ์ของจักรพรรดิราช ที่เชื่อกันว่าตกทอดจากกษัตริย์อาณาจักรกัมพูชาโบราณ พระราชทานพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จ. พระนครศรีอยุธยา [ภาพจากปกหลังนิตยสาร ศิลปากร ปีที่ 62 ฉบับที่ 2 (มีนาคมเมษายน) 2562]

(4.) พ่อขุนผาเมือง กษัตริย์เมืองราด (เมืองเสมา) มีส่วนสำคัญในการสถาปนาเมือง
อโยธยา พบหลักฐานร่องรอยในพงศาวดารเหนือว่าพ่อขุนผาเมืองเป็นกษัตริย์ครองเมือง อโยธยา ซึ่งทำให้พระขรรค์ชัยศรีเป็นมรดกตกทอดถึงกษัตริย์อยุธยา (พบในกรุวัดราชบูรณะ และมีบอกในคำให้การชาวกรุงเก่า)

(5.) อโยธยาอยุธยา รับวัฒนธรรมจากลุ่มแม่น้ำมูล ได้แก่ แบบแผนพระปรางค์รับจากปราสาท, รามเกียรติ์พบบนทับหลังปราสาทต่างๆ เป็นต้น

(6.) อโยธยาอยุธยา ใช้ภาษาไทย มีอักษรไทย เรียกตนเองว่าไทย หรือคนไทย หลังจากนั้นแผ่ขยายไปสุโขทัยและเมืองอื่นๆ รวมทั้งแผ่ความเป็นอโยธยาอยุธยา เหนือเมืองเสมาเมืองราด ที่สูงเนิน แล้วสถาปนานามเมืองใหม่ว่านครราชสีมา

เมืองราด ของพ่อขุนผาเมือง แสดงให้เห็นด้วยหลักฐานสำคัญ คือ “อโรคยศาล” ปัจจุบันเรียก ปราสาทเมืองเก่า วัดปรางค์เมืองเก่า บ้านเมืองเก่า ต. โคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา (ภาพโดย นายเสน่ห์ แมลงทับ สิงหาคม พ.. 2566)

ปราสาทเมืองเก่า (ผังจำลอง) คือ “สุคตาลัย” ของพุทธสถานมหายานประจำ “อโรคยศาล” สถานบำบัดโรคภัยไข้เจ็บของพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 อาณาจักรกัมพูชา สถาปนาราวเรือน พ.. 1750 (ปัจจุบันอยู่ติดวัดปรางค์เมืองเก่า บ้านเมืองเก่า ต. โคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)

สุคตาลัย หมายถึงที่ประทับของพระพุทธเจ้า คือพระไภษัชยคุรุ (พระพุทธเจ้าแพทย์ ตามคติพุทธศาสนามหายาน) อโรคยศาล หมายถึงศาลาไร้โรค เป็นสถานที่บำบัดรักษาผู้เจ็บไข้ได้ป่วยด้วยสมุนไพร มีศาลาบำบัดทำด้วยไม้อยู่นอกกำแพงสุคตาลัย แต่ผุพังหมดไม่เหลือซาก