‘อภิปรัชญากับปาหี่ บางทีก็ใกล้เพียงแนบชิด : คอนเสิร์ตโดย RBSO และ TPO’
การแสดงคอนเสิร์ตสองรายการใหญ่ โดยวงออร์เคสตราชั้นนำสองวงของเมืองไทย (RBSO และ TPO) ในเวลาไล่เลี่ยติดกันสองวัน ที่ต่างก็นำเสนอบทเพลงในระดับยักษ์ใหญ่โอ่อ่า, ยิ่งใหญ่ทั้งแนวความคิดทางดนตรี, อวดเทคนิคความยากในการบรรเลง และใช้จำนวนผู้บรรเลงมากมาย นี่ราวกับจะเป็นการประชันกันแบบไม่จงใจอีกครั้ง บทเพลงที่ทั้งสองวงเลือกมาเป็นเพลงเอก (อวดวง) ในสองรายการนี้ประพันธ์ขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 อันเป็นช่วงเวลาที่พัฒนาการของวงออร์เคสตราได้ขยายตัวขึ้นอย่างสุดขีด วงดนตรีที่ขยายใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในอารยธรรมดนตรีตะวันตก บทเพลงที่อวดความโอ่อ่าของวงออร์เคสตรา อวดสีสันและเทคนิคทางดนตรีแบบนี้ ถ้าหากเป็นการบรรเลงที่คุณภาพไม่สูงพอ ก็จะกลายเป็นความทะเยอทะยาน ที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ หากเป็นเช่นนั้น นั่นก็จะนำไปสู่การถูกปรามาสว่าเป็นการแสดงในแบบที่เรียกว่า “ปาหี่” ซึ่งยิ่งใหญ่แต่รูปลักษณ์และเปลือกนอก แต่ไร้คุณภาพอันลึกซึ้งทางดุริยางคศิลป์ นับเป็นความล่อแหลมทีเดียวในการตัดสินใจคัดเลือกบทเพลงแนวนี้มาบรรเลง แต่ก็เป็นที่น่าชื่นชมที่ว่าในท้ายที่สุดแล้ว การบรรเลงในทั้งสองรายการที่ผ่านไป ก็นำพามาตรฐานพ้นจากคำว่า “ปาหี่” ไปสู่ความยิ่งใหญ่ทางดุริยางคศิลป์อันน่าจดจำและประทับใจด้วยกันทั้งคู่
รายการแรกเป็นการแสดงโดยวง RBSO (Royal Bangkok Symphony Orchestra) ในค่ำวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2567 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อำนวยเพลงโดย ดร.วานิช โปตะวนิช เปิดรายการด้วยบทโหมโรง “Royal Celebration Overture” ผลงานของ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินแห่งชาติ และนักประพันธ์ดนตรีชั้นนำของเมืองไทย ที่กล่าวได้ไม่ผิดเลยว่าเป็นระดับปรมาจารย์อย่างเต็มตัว เสมือนกับบทประพันธ์โดยส่วนใหญ่ของเขา ที่พยายามสอดแทรกกลิ่นอายท่วงทำนองแบบไทยเข้าไปในเสียงดนตรี บทเพลงนี้แบ่งโครงสร้างออกเป็นสามส่วน ที่บรรเลงต่อเนื่องกันไป เสียงดนตรีของ ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ไม่เคยทอดทิ้งผู้ฟัง ไม่ต้องอวดโอ่เสียงกระด้างหูที่แสดงความก้าวหน้าทางทฤษฎี (แต่ไร้จุดหมายปลายทางในทางดนตรี) ถ้าหากผู้ชมที่พอมีความเข้าใจในด้านการใช้ “โมทิฟ” (Motif = ใจความหลักในบทประพันธ์ดนตรี) เพียงเล็กน้อย ก็จะเข้าใจบทประพันธ์ของเขาได้โดยไม่ยาก ซึ่งเขาใช้สื่อสารในบทเพลงได้อย่างกระจ่างชัด เสียงกลุ่มเครื่องสายในท่อนที่สอง ซึ่งฟังดู “เรียบหรู” ให้กลิ่นอายแห่งความเป็นราชสำนักอย่างกรุ่นๆ บางๆ เสียงเครื่องกระทบต่างๆ (Percussion) ที่ส่งเสียงราวกับระฆังสร้างมิติแห่งความเป็นนามธรรมและความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์อยู่กลายๆ ในความ “เรียบหรู” แห่งสรรพเสียงที่คัดสรรมานี้ ผสานรวมกับโครงสร้างทางไวยากรณ์ดนตรีและ “ใจความหลัก” ที่แจ่มชัด เรา (ผู้ฟังดนตรี) กับเขา (ผู้ประพันธ์ดนตรี) จึงไม่มีช่องว่างหรือระยะทางอันกว้างไกลมาปิดกั้นการสื่อสารทางความรู้สึกระหว่างกันนี้
บทเพลงที่สองของรายการคือ “โอโบคอนแชร์โต ในบันไดเสียง ดี เมเจอร์” ผลงานของ “ริคาร์ด ชเตราส์” (Richard Strauss, ค.ศ.1864-1949) บทเพลงนี้บรรเลงเดี่ยวปี่โอโบ (Oboe) โดยศิลปินสุภาพสตรีชาวเกาหลีนาม “ยอน-ฮี ควาก” (Yeon-Hee Kwak) จัดได้ว่าเธอเป็นศิลปินเดี่ยวโอโบในระดับนานาชาติที่มีผลงานบันทึกเสียงในฐานะ “ศิลปินเดี่ยว” อยู่ไม่น้อย การแสดงของเธอในครั้งนี้ เป็นเสมือนการรวมความสนใจของประชาคมศิลปินปี่โอโบของเมืองไทยทีเดียว การแสดงเดี่ยวของเธอจึงเป็นที่น่าจับตามอง และเฝ้าสังเกตการณ์ของเหล่านักโอโบในบ้านเรา นั่นคือสถานะของเธอในคอนเสิร์ตครั้งนี้
แต่ในการบรรเลงเดี่ยวของเธอในคืนวันนั้น เป็นลีลาของการแสดงในฐานะ “ศิลปินเดี่ยว” ที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วย กล่าวคือเป็นไปในทางที่เราอาจเรียกว่า “คลาสสิก” จนเกินไป เราไม่เคลือบแคลงสงสัยในสถานะและผลงานอ้างอิงของเธอ แต่คุณภาพการบรรเลงจริงก็ต้องเป็นอีกเรื่องที่แยกแยะ เสียงโอโบขอเธอเบาเกินไปและขาดสีสัน, บุคลิกภาพที่โดดเด่น ปี่โอโบเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทนำการบรรเลงของวงออร์เคสตราแบบที่รู้ๆ กันเสมอมา การบรรเลงของเธอยังขาดเส้นกราฟทางสีสัน, อารมณ์ที่ควรจะแสดงการขึ้น-ลงได้แจ่มชัดกว่านี้ บางครั้งการแสดงสด ศิลปินเดี่ยวก็ต้องยอมแสดงอะไรบางงอย่างเพื่อผู้ชมในโรงใหญ่ที่มีปริมาณผู้ชมมาก เพื่อการ “ส่งสารทางดนตรี” ไปได้อย่างทั่วถึง การเลือกใช้ “ทางคลาสสิก” บนเวทีการแสดงสดๆ จนเบาเกินไป (สำหรับผู้ชมทั้งโรง) จึงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วย เชื่อว่านี่เป็นทางดนตรีที่เธอเลือกในการแสดงออก เพราะโดยพละกำลังแล้ว เชื่อว่านั่นไม่ใช่ประเด็นปัญหาสำหรับเธอ เพราะในบทเพลงนี้ ริคาร์ด ชเตราส์ เขียนแนวการบรรเลงเดี่ยวแบบยาวต่อเนื่องจนแทบจะไม่มีการหยุดพักหายใจ และเธอก็สามารถพิสูจน์ “พลังแห่งลมปราณ” ที่ยาวต่อเนื่องนี้ได้อย่างประจักษ์ชัด
บทเพลงเอกของรายการคือ “ต้นสนแห่งกรุงโรม” (Pine of Rome) บทเพลงชุดจากไตรภาค ผลงานของ “อ็อตโตริโน เรสปิกิ” (Ottorino Respighi, ค.ศ.1879-1936) นักประพันธ์ดนตรีชาวอิตาลีแห่งช่วงปลายยุคโรแมนติก ครั้งนี้น่าจะเป็นรอบปฐมทัศน์แห่งการนำบทเพลงขนาดมหึมาชิ้นนี้ออกมาบรรเลงที่ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อีกทั้งนี่ยังเป็นการบรรเลงเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปีแห่งอายุของดุริยางคนิพนธ์ชิ้นนี้อีกด้วย การได้ฟังการบรรเลงสดๆ โดยวง RBSO ในคืนวันนั้นเป็นการเผยสิ่งที่เรียกว่า “ศักยภาพ” แห่งดุริยางคนิพนธ์ชิ้นนี้ที่ซ่อนอยู่จากการฟังจากงานบันทึกเสียงอย่างไม่มีทางชดเชยกันได้ (อย่างเด็ดขาด!) การเปิดการบรรเลงในท่อนแรก (The Pine of Villa Borghese) ที่ทำให้เราต้องนั่งหลังตรงและเบิกตาโพลงด้วยความตื่นเต้นในทันที เสียงดนตรีที่ตะเบ็งเซ็งแซ่, เสียงกลุ่มแตรที่จี๊ดจ๊าดที่ เรสปิกิ เขียนไว้จุดประกายเคมีแห่งความตื่นตัวในร่างกายเราแบบทันทีทันใด ประสบการณ์ทางโสตสัมผัสแห่งชั่วขณะชีวิตจริงที่มิอาจบรรจุไว้ในลำโพงเสียงหรือ “ห้องฟังเพลง” ทั่วๆ ไปได้

การแสดงของ RBSO ในคืนวันนั้นทำให้เราประจักษ์ได้ว่า การแสดงดุริยางคนิพนธ์ชิ้นนี้สดๆ ในคอนเสิร์ตฮอลล์ มี “งานนอกเวที” ที่ต้องพึ่งพาทีมงานเสริมอีกหลายองค์ประกอบ ตามวัตถุประสงค์
ของเรสปิกิเองตั้งแต่ต้น ทั้งทีมงานกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองเสริมที่บรรเลงนอกเวที ตลอดจนการเปิดเสียงนกไนติงเกลในท่อนที่ 3 ผ่านลำโพงในโรงคอนเสิร์ตที่ต้องคัดเลือกอย่างระมัดระวัง มิฉะนั้นแล้วเสียงนกนี้จะพลิกกลับกลายเป็น “ตัวตลก” ในทันที แต่ในคืนนั้น RBSO พิสูจน์แล้วว่า ได้เตรียมงานล่วงหน้ามาอย่างประณีต เรื่องความกระหึ่มในบทเพลงไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นองค์ประกอบระดับพื้นผิวภายนอกที่สกอร์ดนตรีเขียนไว้อย่างแจ่มแจ้งในตัวเองอยู่แล้ว แต่ความสำเร็จอันน่าชื่นชมเป็นพิเศษที่ผู้เขียนขอเน้นย้ำก็คือ ความงดงามแห่งท่อนช้า (The Pine of Janiculum) ซึ่งคงต้องยกคุณูปการข้อนี้ให้กับ ดร.วานิช วาทยกรที่ดูจะจงใจปั้นแต่งความสงบงามในท่อนช้านี้ได้อย่างล้ำลึก เสียงดนตรีกระหึ่มๆ นั้นไม่ต้องไปทำอะไรมากหรอก ศิลปินดนตรีผู้มีวุฒิภาวะจะตระหนักในประเด็นนี้ได้ดีอยู่แล้ว ดนตรีจังหวะช้าและล้ำลึกนี่แหละยากกว่าเป็นไหนๆ นอกจากวาทยกรแล้วเราจะละเว้นการกล่าวถึงหัวหน้ากลุ่มปี่คลาริเน็ต (Clarinet) อย่าง ดร.ยศวณีสอนไปมิได้เลย เสียงคลาริเน็ตของเขานิ่ง, สงบลุ่มลึก แบบที่เรียกได้ว่า พาเราผู้ฟังเข้าสู่ “ภวังค์” อันพิสุทธิ์ทางดนตรีทีเดียว มันมิใช่ประเด็นแค่ “เสียงปี่คลาริเน็ต” แต่มันคือเรื่องศิลปะและวุฒิภาวะทางดนตรี ไม่แปลกนักหรอกที่เขาเป็นคนหนึ่งที่จัดได้ว่าเป็นผู้ใหญ่และขวัญใจคนหนึ่งของวงดนตรี RBSO นี้ไปแล้ว
คอนเสิร์ตของวง TPO (Thailand Philharmonic Orchestra) ในบ่ายวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2567 ณ หอแสดงดนตรี มหิดลสิทธาคาร เป็นมาตรฐานทางดนตรีที่ควรค่าแก่การบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรทีเดียว ผู้เขียนเคยได้ยินกิตติศัพท์ที่นักดนตรีในวง TPO ยกย่อง “คาร์ล เซ็นต์แคลร์” (Carl St.Clair) วาทยกรชาวอเมริกันอยู่บ่อยๆ ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เคยชมการกำกับวง TPO ของเขาในครั้งก่อนๆ ก็มิได้มีอะไรน่าประทับใจเป็นพิเศษ แต่…ราวกับปาฏิหาริย์ ในครั้งนี้ คาร์ล เซ็นต์แคลร์ กำกับวง TPO ได้อย่างราวกับพลิกฝ่ามือ เขาสร้างมาตรฐานการบรรเลงได้แบบแตกต่างดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาทีเดียว นับแต่เพลงสรรเสริญพระบารมีเปิดรายการโดยวงเครื่องสายล้วน (และยืนบรรเลง) ที่สดับความแตกต่างได้ทันทีว่ากลุ่มเครื่องสายวงนี้เพิ่งจะผ่านการ “นวด”และ “ปั้น” อะไรบางอย่างมาเป็นพิเศษ
วันนี้ไม่มีบทเพลงเดี่ยวเครื่องดนตรีในครึ่งแรก คาร์ล เซ็นต์แคลร์ เลือกเปิดรายการด้วยซิมโฟนีหมายเลข 88 ในบันไดเสียง จีเมเจอร์ ของ ฟรันซ์ โยเซฟ ไฮเดิน (Franz Joseph Haydn, ค.ศ.1732-1809) เขาเลือกใช้วิธีจารีตเดิมแบบศตวรรษที่ 18 ด้วยการให้นักดนตรีทั้งวงยืนบรรเลง เขาทำให้เรากลับมายกย่อง, นับถือผลงานดนตรีแห่งศตวรรษที่ 18 อีกครั้งหนึ่งในรอบหลายๆ ปี หลังจากที่เรามักถูกเสียงดนตรีกระหึ่มๆ วงใหญ่ๆ ทำให้เราเคยชินและเคยตัวกับมวลเสียงมหึมาที่ในบางครั้งก็ไร้รสนิยม ในครั้งนี้ เราได้หันกลับมาสัมผัสกับความงามแห่งดนตรีขนาดย่อมแห่งยุคคลาสสิก ด้วยศิลปะภาษาทางดนตรีที่แสนจะน่ารักอบอุ่น แบบดนตรีบริสุทธิ์ไม่ต้องมีเรื่องราวเบื้องหลังทางเสียงใดๆ เขาแสดงให้เห็นความเหนือชั้นในการกำกับดนตรีแห่งศตวรรษที่ 18 ที่มีลักษณะทางภาษาดนตรีและสุนทรียศาสตร์อันเฉพาะตัว มันคือดัชนีบ่งชี้ความเป็นผู้ดีมีรสนิยมในตัวศิลปิน ลักษณะความกระจ่างชัดและการเน้นย้ำอันหนักแน่นแบบที่เรียกว่า “Storm and Stress” (พายุและการเน้นย้ำอันหนักแน่น) นั้นชัดเจนมาก, ในบางครั้งเห็นได้ชัดเจนว่าเขาปล่อยให้นักดนตรีบรรเลงด้วยกันเอง หรือท่อนสุดท้ายที่เขาเอียงคอยิ้มน้อยๆ ฟังวงดนตรีอย่างมีความสุขมันคือความงามอันเป็นธรรมชาติอันลื่นไหล นี่คือวิญญาณแห่งสุนทรียศาสตร์ทางดนตรีในศตวรรษที่ 18 อย่างแท้จริง ผู้เขียนคิดว่านี่คือกำไรทางดุริยางคศิลป์ที่เขามอบให้ผู้ชมที่ห่างเหินความงามแห่งศตวรรษที่ 18 มากเกินไปและแน่นอนที่สุดมันคือกำไรสำหรับเหล่านักดนตรี TPO ที่ได้ผ่านการศึกษากับวาทยกรที่ทรงภูมิผู้นี้


บทเพลง “ชีวิตของวีรบุรุษ” (A Hero’s Life) ของ ริคาร์ด ชเตราส์ ที่เลือกมาปิดท้ายรายการ แสดงมาตรฐานขั้นสูงสุดแห่งวง TPO ในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา บทเพลงโทนโพเอ็ม (Tone Poem) ขนาดมหึมา ที่มีทางแยกในการตีความให้เลือกสองทางใหญ่ๆ ทางแรกคือความโอ่อ่าทางเสียง, ความเป็นเลิศ, ร้อนแรงในพลังดนตรีและความสมบูรณ์ทางเทคนิค (อาจเรียกกันในหมู่คอเพลงว่าแบบ “Karajan” วาทยกรในตำนาน) หรือทางที่สอง ทางคลาสสิก, ลุ่มลึกภาพลักษณ์แห่งวีรบุรุษผู้สูงด้วยภูมิปรัชญาชีวิตอันลุ่มลึก (อาจเรียกกันในหมู่คอเพลงว่าแบบ “Fritz Reiner” วาทยกรต้นแบบผู้หนึ่งแห่งผลงานชิ้นนี้) และในครั้งนี้ผู้เขียนขอให้ความเห็นอย่างแน่ชัดโดยไม่ลังเลว่า คาร์ล เซ็นต์แคลร์ เลือกทางแยกที่สอง และโปรดอย่าทึกทักแบบมักง่ายเอาว่า เขาเลียนแบบ ฟริทซ์ ไรเนอร์ ขอเน้นย้ำว่าเขาเลือกแนวทาง “ชเตราส์คลาสสิก” อันลุ่มลึก เราไม่อาจกล่าวได้เลยว่าเขาเลียนแบบใคร คาร์ล เซ็นต์แคลร์ ยิ่งใหญ่และสูงเลยแนวคิดการเลียนแบบใดๆ ไปแล้ว
เราต่างก็รับรู้กันดีว่า ริคาร์ด ชเตราส์ เขียนสกอร์ดนตรีเพลงนี้สำหรับวงดนตรีขนาดใหญ่ที่สุด และแนวทางของเขาคือเนื้อเสียงดนตรี (Texture) ที่ฟังดูทึบแน่น ไม่โปร่งบาง เสียงดนตรีที่ทึบแน่น, แนวเสียงต่างๆ ที่เดินทางสวนกันไปมาอย่างฟังดูสับสนวุ่นวาย, จนบางทีก็ไร้ระเบียบ หากแต่ในสกอร์ดนตรีที่เขียนมาในลักษณะนี้ คาร์ล เซ็นต์แคลร์ สามารถพิสูจน์ให้เราประจักษ์ในครั้งนี้ได้ว่า มันมี “ความย้อนแย้ง” (Paradox) ทางโสตสัมผัสที่ไม่อาจปฏิเสธได้นั่นคือ เขาสามารถสร้างความโปร่งใสและสร้าง “ระเบียบในความสับสน” ให้เรารู้สึกได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในเสียงอันสับสนอึงมี่นั้น มันไม่ใช่การเขียนหรือบรรเลงแบบมั่วๆ แต่มันคือระเบียบดนตรีอันละเอียดอ่อนนั่นเอง เรามิอาจก้าวข้ามความเป็นเลิศของหัวหน้าวง TPO ในครั้งนี้ไปได้ “โอมิรอส ยาฟรูมิส” (Omiros Yavroumis) บุคลิกอันสงบสุขุมของเขาสอดคล้องกับแนวทางการตีความของวาทยกรอย่างดียิ่ง การบรรเลงเดี่ยวในท่อนที่ 3 แสดงบุคลิกภาพภริยาคู่ใจวีรบุรุษที่ไม่จัดจ้านจนเกินล้น นอกจากเทคนิคแล้วเขาส่งเสริมการตีความในครั้งนี้ได้อย่างน่าประทับใจ
ผู้เขียนเชื่อมาโดยตลอดว่า ดนตรีเป็นเรื่องใจต่อใจ ทั้งใจต่อใจระหว่างศิลปินผู้สร้างงานกับผู้ฟังดนตรี อีกทั้งใจต่อใจในระหว่างศิลปินด้วยกันเองนั่นคือวาทยกรกับวงดนตรี บทสรุปในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องใจต่อใจกันในทั้งสามเส้า (วาทยกร-วงดนตรี-ผู้ฟัง) วาทยกรผู้ยิ่งใหญ่ต้องก้าวไปถึงขั้นสะกดจิต ซึ่งผู้เขียนเชื่อมั่นเหลือเกินว่า คาร์ล เซ็นต์แคลร์นั้น “สุกงอม” ไปจนบรรลุถึงขั้นนั้นแล้ว น้อยครั้งเหลือเกินที่เราจะสัมผัสกับการตีความระดับสะกดจิตเช่นนี้ได้ อย่าว่าแต่คำว่า “ปาหี่” เลย คาร์ล เซ็นต์แคลร์นำพางานชิ้นนี้ก้าวเลยจาก บทเพลงที่เต็มไปด้วยเทคนิค, สีสันหรือความโอ่อ่าทางเสียงก้าวเข้าสู่ “อภิปรัชญา” อย่างแท้จริง แอบเสียดายแทนผู้รักดนตรีหลายๆ คนที่บ่นว่าต้องเดินทางไกลที่จะมาฟังแค่นั้นแหละ สุนทรียรสในครั้งนี้อิ่มไปหลายปีทีเดียวแหละ
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

