‘อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง’
เมื่อนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน
ถูกสปายแวร์พุ่งเป้าปิดปาก?
“รู้สึกตกใจแล้วก็กลัวสุดๆ ตอนที่รู้ว่าโดนโจมตี ที่ผ่านมาเราก็พยายามลดความเสี่ยงของตัวเอง ด้วยการทำงานแต่หลังบ้านอยู่แล้ว แต่การไม่ทำตัวเด่นก็ปกป้องอะไรเราไม่ได้เลย”
เสียงจากหนึ่งในนักกิจกรรมทางการเมืองให้สัมภาษณ์ต่อ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อบันทึกลงในรายงาน “อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง” (Being Ourselves is Too Dangerous) ชี้ให้เห็นถึงวิธีการที่นักกิจกรรมผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศถูกสอดส่องติดตามโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ด้วยการเฝ้าติดตามทางดิจิทัล
รวมถึงถูกพุ่งเป้าโจมตีด้วยการใช้ ‘สปายแวร์เพกาซัส’ คุกคามทางออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะปิดปากพวกเขา ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ
ท่ามกลางความเข้มข้นบนเวที เสวนาเปิดตัวรายงาน “อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง” เต็มไปด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวขับเคลื่อนสังคม อาทิ สิรภพ อัตโตหิ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ, บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ iLaw, นาดา ไชยจิตต์ อาจารย์สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ อังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิฯ ร่วมกันจับเข่าเล่าถึงความรุนแรงที่ต่างเคยสัมผัสกันมา
ในช่วงเวลาที่ ‘สปายแวร์’ เทคโนโลยีสุดล้ำ ถูกใช้เพื่อรุกล้ำกล้ำกลายความเป็นส่วนตัวของบุคคลอย่างสูง หลังพัฒนาโดยบริษัทด้านความมั่นคงทางไซเบอร์สัญชาติอิสราเอล
เปิดการเข้าถึงข้อมูลในอุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่ ชนิดที่เรียกว่า ‘ไม่มีขีดจำกัด’
สิรภพ อัตโตหิ
นักปกป้องสิทธิมนุษยชนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ
⦁ เมื่อถามว่านักเคลื่อนไหว ‘LGBTQI+’ จะถูกโจมตีบนออนไลน์อย่างไรบ้าง?
การเคลื่อนไหวปี 2563 เป็นต้นมา จะเห็นนักเคลื่อนไหวที่เป็นผู้หญิง และ LGBTQI+ ค่อนข้างมากทั้งในระดับเบื้องหน้าและระดับเบื้องหลัง ก็จะเห็นนักเคลื่อนไหวจากบุคคลเหล่านี้มากขึ้น จนเกิดเป็นภาพจำในขบวนการเคลื่อนไหว
หลายเคสในช่วงต้นปี 2563 ทางด้านเพื่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้มีการเปิดตัวเป็นนักเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นผู้หญิงข้ามเพศได้พูดว่า ‘ฉันอยากเป็นนายกกะเทยคนแรก’ หลังจากนั้นก็ถูกโจมตีทางพื้นที่ออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเพศ ในขณะเดียวกันสิ่งที่เจอ แม้แต่คนที่ต่อสู้ประชาธิปไตยเหมือนกัน ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งในการออกมาโจมตีนักกิจกรรมเหล่านี้ หรือคนที่มาเปิดตัวเหล่านี้
สิ่งที่เราเคยโดนกระทำในช่วงแรกที่ออกมาเคลื่อนไหว เรามีการจัดชุมนุมที่พูดถึงเรื่องประเด็น 2 อย่างพร้อมกัน คือ เรื่อง LGBTQI+ และประชาธิปไตยพร้อมกัน การเคลื่อนไหวของเราก็มีการแต่งกายชุดแดร็กขึ้นปราศรัยบนเวที กลับมีการนำรูปเราไปลงในพื้นที่สาธารณะ มีการพูดจา และแสดงความคิดเห็นว่า ในเชิงเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน หรือคนหลากหลายทางเพศอย่างเช่น ‘ถ้าเจอนะ จะถีบลงข้างทางและจะเอานั่งยางเผา’
รวมถึงประเด็นที่มีการพูดว่า เรายังไม่ต้องเอาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แต่เอาประชาธิปไตยไว้ก่อน เราก็จะเห็นการจัดลำดับความสำคัญในประเด็นต่างๆ ซึ่งเราก็เห็นว่าผู้หญิงและ LGBTQI+ ถูกจัดอันดับไว้รองลงมาเสมอ เมื่อเราพูดถึงเรื่องการเคลื่อนไหว เราก็จะมักพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยก่อน เอาเศรษฐกิจก่อน และเรื่องเพศจะถูกถอยหลังลงไปเรื่อยๆ
⦁ เรื่องที่มักถูกหยิบยกไปโจมตีนักกิจกรรมการเมืองคืออะไร?
มันจะมีความรุนแรงบ้างอย่างที่เรารู้สึกว่ามองไม่เห็น และไม่ถูกพูดถึง เช่น การใช้ถ้อยคำเกลียดชัง (Hate Speech) ออนไลน์ในการโจมตี ถ้อยคำที่รุนแรง สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงและ LGBTQI+ เจออยู่มาก คือ เรื่องร่างกาย เป็นประเด็นในการโจมตี
หญิงจะโดนเยอะมากกว่าผู้ชาย จะโดนตั้งแต่ร่างกาย รูปร่าง ไปยังอัตลักษณ์ หากเป็น LGBTQI+ คุณก็จะโจมตีด้านความหลากหลายทางเพศ ผู้หญิงก็จะถูกโจมตีด้านความสัมพันธ์ต่างๆ เช่นการเป็นเมียน้อยคนอื่น ผู้หญิงก็จะถูกแรงกดทับทางโลกออนไลน์ ทำลายสุขภาพจิตได้ค่อนข้างมาก
มันไม่ใช่แค่ตัวคนที่โดนที่ได้ผลกระทบ แต่คนที่อยู่ร่วมอัตลักษณ์เหล่านั้นก็ถูกกระทำซ้ำ จนคอมมิวนิตี้ และอัตลักษณ์ได้รับผลกระทบทั้งหมด
หลายครั้งเราเห็นว่าหน้าฉากมีการพูดถึงเรื่องประเด็นเหล่านี้ แต่เบื้องหลังมีการเพิกเฉยต่อวิธีคิด เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง และหลายครั้งมักมีการฉกฉวยผลประโยชน์เกิดขึ้น ทั้งทางเพศ ทางเศรษฐกิจ ทางอุดมการณ์ ผู้หญิงและ LGBTQI+ มักเป็นแรงงานที่ถูกฉกฉวยผลประโยชน์
⦁ มองสถานการณ์ความรุนแรงทางเพศในสังคมไทย ตอนนี้เป็นอย่างไร?
ประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วมากใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกับเรื่องเจนเดอร์ (Gender) ในประเทศไทยที่กำลังเดินไปข้างหน้า อย่างเช่น เราอาจจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ก็มีคนออกมาพูดในโลกออนไลน์กันเยอะขึ้น แต่ในขณะเดียวกันแรงต่อต้านมันสูงขึ้น เกิดการปะทะกันในพื้นที่ออนไลน์ค่อนข้างสูง เรามองว่ามันค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นทรานส์รุนแรงมากขึ้นอย่างน่ากลัว
เราสังเกตเห็นนักกิจกรรมหลายคนในเจเนอเรชั่นนี้ มักเสพพื้นที่ออนไลน์ค่อนข้างมาก เราก็ได้สังเกตวาทกรรมที่มีการต่อต้านทรานส์ ก็ไปอยู่ในพื้นที่ของการเคลื่อนไหวซึ่งไม่ได้สนับสนุนอยู่แล้ว การผลิตซ้ำวาทกรรมไปเรื่อย หรือการผลิตเฟคนิวส์ (Fake News) จนมันกลายร่างเป็นเรื่องจริง ก็จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความคิดเห็นในการโจมตีกัน
ฉะนั้น แม้แต่พื้นกระบวนการทางประชาธิปไตยเอง ก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิง และ LGBTQI+ แม้ว่าเราจะเห็นบุคคลเหล่านี้เยอะ วาทกรรมต่างๆ ก็ยังถูกผลิตซ้ำอยู่เรื่อย ไม่ใช่แค่พื้นที่ออนไลน์ แต่มันก็มีพื้นที่ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่คนที่ต่อต้านประชาธิปไตย แต่เป็นคนที่เอาประชาธิปไตยด้วย
⦁ ข้อเสนอแนะถึงทางออกของปัญหาการโจมตีเรื่องเพศ มีอะไรบ้าง?
รัฐควรมีส่วนเกี่ยวข้อง มีแนวนโยบายในการส่งเสริมนโยบาย การสร้างความปลอดภัยให้กับคนทุกคน ทุกชนชั้น ทั้งกลุ่มเปราะบางทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้หญิง พอมาเป็นประเด็นในเชิงวัฒนธรรม มันเป็นภาระหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ที่อยู่ร่วมกันกับคนในสังคมนี้
คนที่มีความคิดก็ควรจะลุกขึ้นมา สร้างพื้นที่ทางสังคม สร้างความตระหนักรู้ให้กับคนที่ยังไม่เข้าใจ อยากจะให้คนช่วยเปิดใจรับรู้ หรือว่าค่อยกลายมาเป็นพันธมิตรนักปกป้องสิทธิกันต่อไปในอนาคต
เราอยากให้ช่วยกันปกป้องพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ออนไลน์ถูกกลายร่างมาเป็นสังคมขนาดใหญ่มากขึ้น กลายมาเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตจริง และปฏิเสธกันไม่ได้ว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้คนในสังคมทุกคน ในฐานะของสังคมที่ช่วยกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับกลุ่มเปราะบางทุกคน
บุศรินทร์ แปแนะ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)
⦁ รู้ตัวว่ากำลังถูกสอดส่องข้อมูลส่วนตัวได้อย่างไร?
ตั้งต้นย้อนกลับไปว่า เราทำงานไอลอว์ก็จริง แต่เหตุที่โดนโจมตีจากสปายแวร์มันเกี่ยวข้องกับการชุมนุม ที่เราก่อตั้งฐานข้อมูลบันทึกการชุมนุมทางการเมือง ชื่อว่า ‘Mob Data Thailand’ ในช่วงต้นปี 2020
เราไม่ได้คาดฝันว่าปีนั้นจะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นจำนวนมาก มันพอดี พอเหมาะ เหมาะเจาะ พอดี ซึ่งการสังเกตการณ์ชุมนุมของ Mob Data มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องลงพื้นที่ไปพูดคุย สังเกตการณ์ กับนักกิจกรรม หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐ เราก็คุยด้วย พอเขาเห็นว่าเรารู้จักนักกิจกรรม แกนนำ เราก็ตกเป็นเป้า
หลังจากเราลงพื้นที่สำรวจม็อบบนพื้นที่กายภาพ เราบันทึกข้อมูลลงออนไลน์ เราบันทึกข้อมูลลงเว็บไซต์ ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรมในการเผยแพร่ข้อมูล สะท้อนการชุมนุมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่การชุมนุม
จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2021 ก็มีนักกิจกรรมทางการเมืองได้รับอีเมล์ว่าอาจจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากสปายแวร์ ที่ได้รับการสนับสนุนของรัฐ เราตื่นเช้าขึ้นมา เจอเพื่อนนักกิจกรรมหรือแกนนำ ซึ่งเป็นคนทำงานเบื้องหน้ามีแสงสว่างส่องถึง แคปอีเมล์ว่าโดนแจ้งเตือน ตอนนั้นเราก็คิดว่าเราอยู่เบื้องหลังมาตลอด ค้นหาในกูเกิลก็ไม่เจอ คงไม่โดนหรอก
สักพักผ่านไปชั่วโมงหนึ่ง รู้สึกเอ๊ะ เข้าไปดูสักหน่อยแล้วกัน พอไปเสิร์ชดูก็พบว่า เราก็ได้รับแจ้งอีเมล์แจ้งเตือนนี้ด้วย ตอนนั้นก็ค่อนข้างตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เพราะเราไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับสปายแวร์สักเท่าไหร่ เราก็เห็นข่าวต่างประเทศที่มีการฆ่านักข่าว ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการโจมตีเขาด้วยสปายแวร์สอดส่องเขาและภรรยา
⦁ ในฐานะเหยื่อที่ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัว รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ความรู้สึกแรก มันทำให้เรายืนอยู่บนพื้นที่ที่ไม่มั่นคง ยวบยาบอยู่ตลอดเวลา แม้เราจะยืนอยู่บนพื้นที่มันแข็งอยู่นี่แหละ แต่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันทำอะไรกับเราได้บ้าง เราโดนกี่ครั้งแล้ว เอาข้อมูลส่วนตัวอะไรเราไปบ้าง
ช่วง 2 สัปดาห์แรกเราทำอะไรไม่ได้ เราก็นอนไม่หลับ เหมือนมันคิดไปด้วย เพราะมันสัมพันธ์กันระหว่างความรุนแรงของการชุมนุมทางการเมืองที่เราเผชิญมา ผสมกับที่เรารู้ว่าเราโดนโจมตีจากสปายแวร์ มันส่งผลกระทบต่อด้านจิตใจ แต่ว่าเรื่องการทำงานก็บอกว่า เป้าหมายในการโจมตีเอาข้อมูลส่วนตัวของเราไป มันมีเป้าหมายอะไรไม่มาก คือ ทำให้เราหยุดสิ่งที่เรากำลังทำ ทำให้เรารู้สึกหวาดกลัว
ดังนั้น เมื่อเขากดหัวเรา ก็ต้องพยายามเงยหน้าขึ้นมาให้ได้ แม้จะเงยหน้าขึ้นมาไม่ไหว แล้วการเงยหน้าของเรา คือ เรารู้ตัวว่าศักดิ์ศรีของเรา คือ การทำงานเกี่ยวกับข้อมูล เราก็เลยไปตรวจโทรศัพท์นักกิจกรรมไปทั่ว ซึ่งตอนนั้นก็ขอบคุณทุกคนที่ไว้ใจให้เราตรวจสอบโทรศัพท์ เพื่อรวบรวมข้อมูล
⦁ มองความรุนแรงของสปายแวร์ ที่มุ่งการโจมตีนักกิจกรรมทางการเมือง อย่างไรบ้าง?
ช่วงการชุมนุมที่เกิดความรุนแรงจากรัฐขึ้นเป็นช่วง 2020 แล้วรู้เรื่องสปายแวร์ 2021 ซึ่งหมายถึงเรารู้หลังจากที่ในก่อผลกระทบไปแล้ว พอมานั่งคิดเรียบเรียงแล้ว มันเป็นเหมือน ‘ยอดภูเขาน้ำแข็ง’ ที่มันสร้างผลกระทบไปแล้ว เขาจะรู้ว่านักกิจกรรมจะวางแผนการชุมนุมและรับมืออย่างไร เขาใช้ข้อมูลเหล่านั้นไปทำ IO เพื่อบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของขบวนการเคลื่อนไหว หรือตัวนักกิจกรรม
ส่วนตัวแล้วชอบถ่ายรูปทุกเช้าเพื่อแทร็กกิ้งเช็กตัวเอง ถ่ายภาพในห้องน้ำตอนตื่นนอน สภาพเราก็ไม่ได้ดูดีอะไร ถ่ายรูปบันทึกไว้ ซึ่งเราอยู่ในชุมชนอนุรักษนิยม ถ้าภาพพวกนี้หลุดออกไป พวกนั้นเขาก็จะต้องหันมาสาปเรา เพราะต่อให้เราไม่ได้ทำอะไรผิด แต่มันก็รู้สึกว่าเรารับไม่ไหว ถ้าเขาจะมาชี้หน้าว่าเราเป็นคนไม่ดี
เราชอบถ่ายรูปหลาน บันทึกเป็นไดอารี่ไว้ ช่วงนั้นเป็นช่วงของการชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อประชาชาธิปไตย แล้วเขาชูสามนิ้วกัน หลานชูสามนิ้วแล้วเราก็ถ่ายรูปกัน เราก็รู้ผิดกับหลานมากที่เราทำแบบนั้น ถ้ามันถูกเผยแพร่ออกไป มันจะเป็นยังไง เขาจะโดนว่าไหม จังหวะนั้นเราก็ไปมันจะเอาข้อมูลเราไปทำอะไรได้บ้าง ก็เลิกถ่ายรูปหลานอีกเลยประมาณครึ่งปีได้ แม้ทุกคนจะไม่ได้ต่อว่าเราที่ไปทำงานแบบนี้ มันถึงโดนแบบนี้ก็ตาม
⦁ มองว่าเป้าหมายของการเอาข้อมูลส่วนตัว ไปโจมตีบนโลกออนไลน์ คืออะไร?
ในฐานะที่เราเป็นเหยื่อและทำงานสืบสวนหาข้อมูลเอง มันเห็นถึงความแตกต่างว่า ถ้าคนที่เป็นเหยื่อผู้ชาย กับ เหยื่อที่เป็นเรา ระดับของความหวาดกลัว ยวบยาบมันต่างกัน พอเราได้ยินว่าโดนสปายแวร์ ผู้หญิงมันจะโดนเยอะนะ มันจะมีจังหวะที่ทำให้มือเราสั่น เราพาตัวเองไปไม่ไหว แต่ก็ต้องทำงานสืบสวนต่อ และเราเรายืนอยู่ในองค์กรที่มั่นคงพอสมควร
ถ้าเราเป็นนักกิจกรรมคนธรรมดา ไม่ได้ทำงานสิทธิมนุษยชน คนรอบข้างไม่ได้อุ้มชู ผลักดันขนาดนี้ มันจะเป็นยังไง คิดภาพไม่ออก เพราะบางคนที่โดนเขาก็หลบไปเลย วางมือจากสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ทำเพื่อสังคมด้วย
⦁ ข้อเสนอต่อรัฐสำหรับการแก้ไข ‘สปายแวร์’ คืออะไร?
เรามีข้อเสนอหลักต่อรัฐว่า อยากให้มีการแสวงหาข้อเท็จจริง เปิดเผยข้อมูลสัญญาการซื้อเทคโนโลยี สปายแวร์ มันอาจจะดูเป็นคำพูดที่ใสซื่อไปหน่อย แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นคำขอโทษที่ดีที่สุด ไม่ต้องการสิ่งอื่นเลย ขอแค่ข้อเท็จจริงถูกเปิดเผยออกมา มันดูเป็นข้อเสนอที่ดูเป็นทางการ
เรามีคำพูดเล่นว่า สปายแวร์ราคาแพงมาก กดโจมตีทีหนึ่งก็หลายล้านอยู่ แล้วเขากดหลาย 10 ครั้ง เราก็เป็นคนทำงานภาคประชาสังคม เราไม่ได้เงินมาก เราอยากบอกว่า อย่าใช้เลยเงินก้อนจำนวนนั้น เอาเงินมาพัฒนาประชาธิปไตยดีกว่า มันน่าเศร้าที่เอาเงินตรงนี้ ไปใช้ในช่วงสถานการณ์ที่ประชาชนลำบากมาก
เดินมาถามเราก็ได้ มันอาจจะดูตลกนิดนึง แต่มันไม่ได้ตลกเลย เงินจำนวนนั้นมันเอาไปทำอะไรได้หลายอย่าง มันเป็นเหมือนการซื้อของภาครัฐ ซื้ออาวุธมาสู้กับประชาชน แล้วมันไม่ได้เปิดเผยให้กับประชาชน คนที่ได้รับผลกระทบจากสปายแวร์ไม่ใช่แค่นักกิจกรรม แต่มันคือคนที่จ่ายภาษีทุกคน มันเป็นเงินที่เราเอาไปทำอะไรได้หลายอย่าง
⦁ ข้อเสนอต่อบริษัทต้นทางที่ผลิต ‘สปายแวร์’ คืออะไร
หน้าเว็บไซต์บริษัทผู้ผลิต เขาบอกว่า ช่วยสร้างเทคโนโลยีเพื่อให้รัฐป้องกันและสอบสวนการก่อการร้าย ต่ออาชญากรรมร้ายแรง มีภารกิจต่อการรักษาชีวิต สร้างโลกที่ดีและปลอดภัย เรากลับไปมองว่าที่ผ่านมาทำอาชญากรรมอะไรร้ายแรง ก็มีแค่ข้ามถนนไม่ตรงทางม้าลาย เราก็โดนสปายได้
บ้านเราก็มีนักเคลื่อนไหว จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ตัวแทนเหยื่อฟ้องคดีแพ่งต่อบริษัทผู้ผลิต โดยบริษัทก็มอบอำนาจให้ผู้แทนทางกฎหมายในไทยต่อสู้คดีแทน โดยวางข้อต่อสู้ว่าบริษัทไม่ได้ใช้สปายแวร์ หรือเพกาซัส กับกลุ่มเป้าหมาย คือ เขาขายเทคโนโลยีแต่เขาไม่รู้หรอกว่า คนที่ซื้อไปจะเอาไปใช้ทำอะไร ก็ลอยตัวเพียงว่าตัวเองเป็นผู้คิดค้น ไม่รู้ว่าเป้าหมายลูกค้าเป็นคนใน
บริษัทไม่อาจยกเหตุผลข้อนี้ที่ว่า ไม่อาจควบคุม หรือพ้นผิดลอยนวล ซึ่งอย่างที่บอกว่ามันเกิดขึ้นหลายครั้ง เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ครั้งแรก แล้วมันควรจะหยุดสักทีที่มีการใช้สปายแวร์ปราบปรามนักเคลื่อนไหว หรือ คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประชาธิปไตย
ข้อเสนอเหมือนกับสิ่งที่เราเสนอต่อรัฐ เราไม่ได้อยากได้รับคำขอโทษ เราแค่อยากรู้ข้อเท็จจริง เห็นร่วมกันว่าเราอยากมีโลกที่มีสันติภาพ เอาข้อเท็จจริงออกมา
วันนี้คุณต้องตระหนักแล้วว่าเทคโนโลยีสร้างโลกแบบที่คุณเชื่อหรือเปล่า ถ้าไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคิดแล้วนั้น เปิดเผยข้อมูลออกมาจะเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุด
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

