ดนตรีบวงสรวงที่เมืองศรีเทพ
มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นำวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงในพื้นที่โบราณสถานเขาคลังใน อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2567 เวลา 17.00-20.00 น. ครึ่งแรกเป็นการประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี เรียบเรียงเพลงโดย ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล สนับสนุน โครงการโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
วงยอดฝีมือเยาวชนดนตรี 6 วงที่เข้าประลอง คือ วงพิชชโลห์ วงลวนรินทร์ วงศิลป์บันลือ วง Chicken Wind Quintet วงบ้านแขก และวงอุดรถิ่นอีสาน ทุกวงจะถูกห่อเสียงโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เพื่อให้วงยอดฝีมือเยาวชนดนตรีมีเสียงที่แตกต่างไปจากการเล่นวงเล็กๆ ที่มีอยู่เดิม วงที่ได้คะแนนชนะเลิศก็จะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานและเงินรางวัล 1 แสนบาท ซึ่งจะมีพื้นที่ให้แสดงในโอกาสต่อๆ ไปด้วย
กรรมการตัดสินประกอบด้วย รศ.ดร.สุชาติ แสงทอง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ผศ.ดร.ประยูร ลิ้มสุข อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ผศ.ดร.ทินกร อัตไพบูลย์ ประธานหลักสูตรดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยนครพนม อาจารย์บฤงคพ วรอุไร วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ
วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราเดินทางไปแสดงในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อแบ่งปันความสุขให้แก่กัน ตั้งแต่คนทำงาน นักดนตรี ผู้จัดงาน ผู้ควบคุมเครื่องเสียง คนถ่ายทำรายการ ผู้ชม ชาวบ้าน รวมทั้งคนทำงานในพื้นที่ ทุกคนรู้สึกเนื้อเต้นอย่างมีความสุข แม้องค์เจดีย์พระปรางค์ศรีเทพก็มีความสุข
ครั้งนี้วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตราไปแสดงที่หน้าพระปรางค์ประธานเมืองศรีเทพ ควบคุมวงโดย พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ เพลงโหมโรง (ตุ้มโมง) โหมโรงทำขวัญ (นางนาค) เพลงหน้าไฟ (พิธีกรรมหมอผีเขมร) โดยน้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ นางอัปสรารำ 9 นาง เพลงบูชาพระอินทร์ด้วยการเดี่ยวพิณโดยครูคำเม้า ทีเด็ดมีเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ผลงานของครูมีแขก (พระประดิษฐ์ไพเราะ) เพลงจากบทกวีของนายผี เรื่องศรีเทพ
วงตุ้มโมงเป็นวงดนตรีเกี่ยวกับพิธีกรรมความตาย มีเครื่องดนตรีคือกลองกับฆ้อง กลองจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณบอกเวลาตอนกลางคืน ชีวิตชาวบ้านในชุมชนตอนกลางคืนจะต้องทำอะไร ตีกลองบอกเวลาจำนวนกี่ครั้ง ปัจจุบันคงเหลือไว้แต่ภาษาที่ใช้เรียก “หนึ่งทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่ม”
กลางวันใช้ฆ้องตีบอกเวลา ชีวิตชาวบ้านในชุมชนตอนกลางวันจะทำอะไร ซึ่งปัจจุบันยังเหลือร่องรอยภาษาว่า “หนึ่งโมง สองโมง สามโมง” จำนวนตีฆ้องกี่ครั้ง ยุคที่สังคมยังไม่มีนาฬิกาบอกเวลา ก็อาศัยเสียงฆ้องและเสียงกลองประจำวัดที่พระตีบอกเวลา อาทิ พระตื่น พระสวดมนต์เช้า พระออกบิณฑบาต พระฉันเช้า พระฉันเพล พระสวดมนต์เย็น เป็นต้น ส่วนชาวบ้านอาศัยเสียงฆ้องและกลองที่เป็นเวลาวัด ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ หุงข้าว ใส่บาตร ออกไปทำนา กินข้าวเที่ยง กินข้าวเย็น สวดมนต์ ทำบุญ เป็นต้น โบราณมีความมืดและความเงียบเป็นพื้นฐานสังคม เสียงฆ้องกับกลองตีแล้วเสียงจึงดังได้ไกล
กลองเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ผลิตใช้งานโดยขุดไม้ซุงให้เป็นท่อกลวงแล้วขึ้นด้วยหนังสัตว์ (หนังวัว หนังงู หนังควาย หนังจระเข้ หนังตะกวด) ตากหนังให้แห้งแล้วตอกใช้หมุดยึด ขึงหน้ากลองเพลวัด ซึ่งการตอกหมุดขึงหนังเป็นเทคโนโลยีของภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นกลองสองหน้า เสียงดังตามขนาดกลอง
ฆ้องเป็นเครื่องดนตรีที่ทำด้วยโลหะซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญของสังคม ในยุคโลหะสามารถผลิตสำริดหรือสัมฤทธิ์ (Bronze) เป็นโลหะผสมของทองแดง ทองเหลือง ดีบุก ตะกั่ว เป็นต้น มนุษย์ค้นพบโลหะและนำโลหะมาทำเครื่องมือตัด ขุด เจาะ เคาะ ทำอาวุธ ลูกกระพรวน ทำเครื่องดนตรี ทำฆ้อง ระฆัง มโหระทึก สำหรับเครื่องดนตรีที่ทำด้วยโลหะเป็นเครื่องดนตรีที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่กับผู้มีอำนาจ และใช้ในพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์
วงตุ้มโมงงานศพ ประโคมเพื่อไล่ผีหรือเรียกขวัญ เมื่อมีเสียงดนตรีประโคมดังๆ คนก็มีความเชื่อมั่น ไม่กลัวผี ส่วนผีจะกลัวเสียงดนตรีหรือเปล่าก็ไม่รู้ วงตุ้มโมงถือเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ มีในวัฒนธรรมดนตรีเขมร ชาวบ้านที่ห่างไกลก็ยังรักษาวงตุ้มโมงในพิธีงานศพ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ

การแสดงที่หน้าพระปรางค์ศรีเทพ นำบทเพลงที่เกี่ยวกับความตาย เพลงประโคมเรียกขวัญในศาสนาผี ผีฟ้าตาแถนของลาว ผีมดของเขมร ผีเม็งของมอญ ศาสนาผีนั้นไม่รู้จักเรื่องความตาย แต่มีความเชื่อเรื่องขวัญ ซึ่งขวัญมีอยู่ในตัวคนและเครื่องใช้ อาทิ ขวัญหู ขวัญตา ขวัญใจ ขวัญจิต ขวัญถุง ขวัญดี ขวัญอ่อน ขวัญข้าว ขวัญยุ้ง เป็นต้น ความตายหมายถึงขวัญหาย ขวัญหนีดีฝ่อ ขวัญหายไปแล้วกลับเข้าร่างไม่ถูก ต้องทำพิธีร้องรำทำดนตรีประโคมเพื่อเรียกขวัญให้กลับร่าง
เพลงทำขวัญเริ่มต้นด้วยเพลงนางนาค ผู้หญิงที่ชื่อนาคเป็นชาวบ้าน เป็นตัวแทนคนเปลือยในท้องถิ่น ซึ่งยังไม่มีเสื้อผ้าใส่ นับถือผี ยุคที่เชื่อว่ายังไม่เจริญและจิตใจคนยังไม่มีศาสนา ศาสนาผีนั้นมีผู้หญิงเป็นใหญ่
วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรานำเพลงพระอาทิตย์ชิงดวงมาบรรเลง ที่เมืองศรีเทพบูชาพระอาทิตย์ซึ่งพบพระสุริยเทพ 6 ชิ้น เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง เป็นเพลงประจำสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (นายช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนรัชกาลที่ 5 มีวงปี่พาทย์ประจำบ้านอยู่ที่ฝั่งธนบุรี ให้ครูมีแขก (พระประดิษฐ์ไพเราะ) แต่งเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง (พ.ศ. 2411-2415) ซึ่งเป็นสร้อยราชทินนามและตราสุริยมณฑล เป็นตราประจำตำแหน่งของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ บทร้องที่ใช้จากเสภาขุนช้างขุนแผน “พระอาทิตย์ชิงดวงพระจันทร์เด่น ดาวกระเด็นใกล้เดือนดาราดับ”
เพลงพระอาทิตย์ชิงดวงเป็นเพลงใหญ่ ไพเราะและมีชื่อเสียง ที่อุทยานศรีเทพเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ ขุดพบเทวรูปพระสุริยเทพมากสุดในประเทศไทย (6 ชิ้น) หมายถึงมีผู้นับถือดวงอาทิตย์ เป็นศาสนาพราหมณ์ไวษณพนิกาย เพลงพระอาทิตย์ชิงดวงจึงมีบทบาทสำคัญในการแสดงครั้งนี้
เพลงแม่ศรีหรือเพลงแม่สี ร้องคู่กับฉุยฉายเพลงช้า แม่สีเพลงเร็ว ใช้ประกอบร้องออกแม่สีเพื่อให้เพลงกระชับขึ้น เพลงแม่ศรี (กรมศิลปากร) นำเพลงพื้นบ้านภาคกลางมาใส่เนื้อ นิยมเล่นโดยผู้หญิงล้วน ทำพิธีเชิญผีเข้าทรงใช้ผู้หญิงสาวพรหมจารี ขณะที่เรียกผีลงเข้าทรงก็จะร้องรำเพลงแม่สีของชาวบ้าน
เพลงแม่สีสำหรับสตรี (ปราสาทบันทายสรีหรือบันทายสีในนครวัด) เป็นผีพื้นเมืองผู้หญิงตระกูลเขมร เป็นผีที่มีอำนาจ เพลงแม่สีใช้ประกอบพิธีกรรม เนื้อร้องพูดถึงผู้หญิง มีนางรำเป็นผู้หญิงร่ายรำพร้อมขับร้อง พิธีเชิญผีเพื่อประทับทรงขอพร เพลงแม่สีอยู่ในเพลงตับเรื่องแม่สี ซึ่งนิยมเล่นอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาทะเลสาบเขมร เนื้อว่า “แม่สีเอยแม่สีสาวสะ ยกมือไหว้พระว่าจะมีคนชม ขนคิ้วเจ้าต่อขนคอเจ้ากลม ชักผ้าปิดนม ชมแม่สีเอย แม่สีเอยแม่สีสาวสด ใส่แหวนมรกตใส่แล้วผัดหน้า ดอกไม้ห้อยหูสีชมพูห้อยบ่า น้ำอบชุบผ้าห่มเวลาเย็นเอย”

เพลงหมาเก้าหาง (สุจิตต์ วงษ์เทศ) นิทานเรื่องหมามี 9 หาง ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ หมาได้เอาหางจุ่มลงไปในกองข้าวสวรรค์ ข้าวสวรรค์ก็ติดหางหมา เทวดาไล่ตามฟันหางหมาขาดไป 8 หาง จึงเหลือหางหมาเพียงหางเดียว ข้าวสวรรค์ที่ติดหางหมามาก็กลายเป็นข้าวให้คนได้กิน ที่อุทยานเมืองศรีเทพขุดพบโครงกระดูกหมาในหลุมฝังศพ หมานอกจากจะนำข้าวจากสวรรค์ลงมาแล้ว หมาจะนำทางให้วิญญาณกลับขึ้นไปสู่สวรรค์ด้วย
บทกวีของนายผี (อัศนี พลจันทร เกิด พ.ศ.2461 เสียชีวิต พ.ศ.2530) จากเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” ระหว่าง พ.ศ.2495-2496 โดยนายผีได้พูดถึงเมืองศรีเทพไว้ นำมาใส่ทำนองเพลงแสดงที่เมืองศรีเทพ ดังนี้
“ศรีเทพนครขอม กำแพงกรอมชากังราว เดชงำถึงกรุงงาว แลสร้างศรีสุโขทัย สร้างพระนครธม จำปาศักดิเสริมชัย พิมายพิมานไพ-จิตรวัดพนมวัน ไชยาผชุมเชิญ ชวาขุนมาคุยกัน เขื่อนคูให้ครบครัน สำหรับแขกมาบังคม ขึ้นอ่าวอำรุงรัง พระประโทนประทมสม เด็จท้าวธชายชม พิชิตทั่วนครไท”
การนำวิถีชีวิตโบราณ เขมร มอญ ลาว ทวารวดี โดยนำเพลงที่เกี่ยวข้องพิธีกรรม นำเรื่องราวโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วรรณคดี นิทาน และความเชื่อ มาตีความเป็นเพลง เพื่อทำดนตรีบวงสรวงที่เมืองศรีเทพ ตั้งใจที่จะสร้างบรรยากาศฉลองมรดกโลกให้แก่เมืองศรีเทพ แพร่ภาพให้มิตรรักแฟนเพลงได้ชมทางโทรทัศน์ไทยต่อไป
สุกรี เจริญสุข

