เมนส์มา (ต้อง) ลาได้
พุธิตา ชัยอนันต์ ชูป้ายขับเคลื่อน
‘นี่คือสิทธิของความเป็นมนุษย์’
“ในสังคมที่เรื่องทางเพศยังไม่ได้ถูกเปิดกว้าง และการมองเลือดประจำเดือนเป็นสิ่งสกปรกยังอยู่ในสังคมเอเชีย และในหลายๆ ประเทศก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ ดังนั้นการขับเคลื่อนทางกฎหมายให้การปวดประจำเดือนของผู้หญิงเป็นสิทธิหนึ่งในการลาป่วยที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว ยังเป็นการผลักดันประเด็นทางเชิงความคิด และเชิงวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กับการพูดถึงในเรื่องความเท่าเทียม ความเป็นผู้หญิง และความเป็นมนุษย์ด้วย”
เป็นวาทะของ พุธิตา ชัยอนันต์ หรือจีน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดพรรคก้าวไกล ที่มองเห็นถึงความสำคัญของผู้หญิงที่มีประจำเดือน พร้อมกับร่วมชูป้าย ‘เมนส์มา ลาได้’ ร่วมกับพี่น้องกลุ่มแรงงาน จ.เชียงใหม่ ในวันแรงงานสากล เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
แม้ประเด็นนี้จะฟังดูเป็นเรื่องที่ใหม่ในสังคมไทย แต่ในกลุ่มแรงงานหญิงในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ มีการขับเคลื่อนประเด็นนี้มานานหลายปี นอกจากนี้ยังเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มแรงงานหญิงในจังหวัดเชียงใหม่ที่พูดเรื่องนี้ ซึ่งติด 1 ใน 10 อันดับต้นๆ ของประเด็นการขับเคลื่อนของกลุ่มแรงงานหญิง
⦁ เหตุผลที่อยากจะขับเคลื่อนกฎหมายลาปวดประจำเดือน?
พรรคก้าวไกล มีปีกแรงงานที่คอยผลักดันในเรื่องกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และการรวมตัวของกลุ่มสหภาพแรงงาน เนื่องจากกฎหมายแรงงานที่ผ่านมาเป็นฉบับเก่า ไม่ทันกับบริบทสังคมปัจจุบัน
ทั้งนี้เราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการทำงาน และการพักผ่อนให้ชีวิต เรามีความเห็นตรงกันข้ามกับการที่จะต้องทำงานอย่างเดียว เรามองแรงงานเป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรกลทางเศรษฐกิจ มองให้เห็นว่ามนุษย์เป็นมนุษย์ และมนุษย์ควรที่จะได้รับสิทธิในการคุ้มครองต่างๆ
หลักการที่เราจะต้องยืนยันในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานว่า การลาพักผ่อนจากการทำงาน ทุกสาเหตุเป็นสิทธิของมนุษย์ที่ทุกคนควรที่จะต้องได้รับอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ได้กำหนดไว้ เรื่องของการลาป่วยในมาตรา 32 กล่าวว่า คนงานมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยได้รับค่าแรง ซึ่งการลาป่วยก็สามารถลาได้ตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป กฎหมายได้กำหนดให้แรงงานแสดงใบรับรองแพทย์ได้ แต่ไม่ได้บังคับว่าจะต้องแสดงใบรับรองแพทย์ทุกครั้งที่ลาป่วยเสมอไป แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติ การลาป่วยในปัจจุบันผูกติดกับการต้องมีใบรับรองแพทย์ หรือคำอธิบายทางการแพทย์เท่านั้น ดังนั้น ในกรณีของการลาปวดประจำเดือน หรือกรณีอื่นๆ ที่ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการป่วยทางการแพทย์ ในหลายครั้งจึงลาไม่ได้ตามสิทธิตรงนี้
⦁ มีแนวทางการผลักดันอย่างไร?
เรามีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขคำนิยามการป่วยใหม่ ซึ่งจะต้องครอบคลุมเรื่องของการเจ็บป่วยของมนุษย์มากกว่านิยามทางการแพทย์แบบเดิมที่มากกว่าด้านกายภาพ รวมไปถึงด้านสภาพจิตใจ โดยการลาปวดประจำเดือนเรามองว่าเป็น 1 ในอาการป่วย ซึ่งสมควรที่จะได้รับสิทธิการลาป่วยตรงนี้
รูปธรรมของการลาปวดประจำเดือนสามารถเสนอได้หลากหลายรูปแบบ ดังนี้ แนวทางแรก คือ การเสนอออกเป็นกฎหมายด้านอนามัยเจริญพันธุ์ ที่ให้สิทธิในการลาปวดประจำเดือน แนวทางที่สอง คือการขยายคำนิยามในกฎหมายคุ้มครองแรงงานเดิม อย่างของประเทศไทย อยู่ในมาตรา 32 เรื่องการลาป่วย และไปขยายคำนิยามให้การลาป่วยครอบคลุมไปถึงการลาปวดประจำเดือนด้วย ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องแยกระหว่างการลาป่วยและการลาปวดประจำเดือน แต่เพียงขยายคำนิยามให้กว้าง และสามารถครอบคลุมเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันว่าเราจะไปในแนวทางใด รวมถึงต้องมีการพูดคุยกับฝั่งที่ขับเคลื่อนเรื่องของประเด็นความหลากหลายทางเพศและเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ด้วย
⦁ อยากให้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาในต่างประเทศ ที่มีบริบทใกล้เคียงกับประเทศไทย?
กรณีของประเทศสเปนเป็นแบบอย่าง ในประเทศสเปนได้เสนอกฎหมายในเรื่องของการลาปวดประจำเดือน อยู่ในกฎหมายด้านอนามัยเจริญพันธุ์ และด้านสุขภาวะทางเพศ ซึ่งไม่ได้อยู่ในกฎหมายแรงงาน ดังนั้นก็มีจะมีการให้สิทธิผู้หญิงในการลาปวดประจำเดือนได้ 3-5 วันต่อเดือน โดยที่ได้รับค่าจ้าง
นอกจากนี้ เรามี ส.ส.ด้านแรงงานที่ได้ไปดูงานในประเทศสเปน ก็ได้ข้อมูลมาว่า ในประเทศสเปนการออกกฎหมายตัวนี้ก็มีข้อถกเถียง โดยรวมไปถึงทุกๆ ประเทศที่มีการออกกฎหมายตัวนี้ก็มีข้อถกเถียงในสังคมเช่นเดียวกัน ในส่วนการบังคับใช้จริงๆ หรือผู้หญิงที่ใช้สิทธิตรงนี้จริงๆ ก็มีแพทย์ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์จากค่าเฉลี่ยที่เราได้ศึกษามา
จากกรณีศึกษา ยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น การมีกฎหมายตัวนี้ เอาเข้าจริงๆ แล้วผู้หญิงที่ใช้สิทธิการลาปวดประจำเดือนกับนายจ้าง การให้เหตุผลว่าจะขอลาเพราะว่าปวดประจำเดือน ผู้หญิงหลายคนยังไม่มีความกล้า โดยเฉพาะการที่อยู่ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นการใช้สิทธิตรงนี้จะพบว่ามีน้อย ดังนั้นคิดว่าไม่น่าจะเป็นการเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน ซึ่งมันหลีกไม่พ้นว่าจะมีข้อถกเถียงหรือไม่ แต่ข้อถกเถียงนี้ก็นำไปสู่การผลักดันประเด็นวาระอื่นๆ ในสังคมต่อๆ ไป

ดังนั้นถ้าถามว่าพอกฎหมายตัวนี้ หากออกมาแล้วจะเป็นปัญหาหรือไม่ คิดว่าไม่เป็น และเราก็เชื่อว่า ถ้ากฎหมายตัวนี้เข้าสู่สภาแล้ว ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านจะช่วยกันผลักดัน เพราะที่ผ่านมาทางฝ่ายรัฐบาลก็เคยได้อภิปรายถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
⦁ คิดว่าจะมีผลกระทบในอนาคตไหม เช่น อัตราการจ้างงานผู้หญิงน้อยลง หรือสิทธิของสตรีจะมีข้อจำกัดมากขึ้น?
มันคือความกังวล หรือความกลัวกันไว้ก่อน ไม่ต่างจากกฎหมาย ในเรื่องของวันลาคลอด 180 วัน ที่เราผลักดัน และผ่านวาระแรกของสภาไปแล้ว ก่อนหน้านี้ สิ่งนี้ก็เคยเป็นประเด็นข้อถกเถียงในสังคมมาก่อนเช่นเดียวกัน เรื่องของวันลาหยุดที่มากขึ้น แต่สุดท้ายพอเราให้ข้อมูลกับสังคมว่ามันไม่ได้มีปัญหาในแบบนั้น แต่ในทางกลับกันก็มีงานวิจัยที่บอกว่า เมื่อเราได้สิทธิในการลาพักผ่อน ในการลาไปเลี้ยงดูลูก หรือการลาป่วยมากขึ้น ทำให้แรงงานมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
ประเด็นน่าสนใจในประเทศญี่ปุ่นและประเทศสเปน ก็มีผู้หญิงน้อยคนที่ใช้สิทธิในการลาปวดประจำเดือน ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายรับรองสิทธิให้แล้วก็ตาม ดังนั้นถ้ามันไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ ก็คิดว่าสามารถเป็นการลาป่วยปกติได้ แต่แค่เป็นการเพิ่มสิทธิตรงนี้ และเพิ่มความคุ้มครองตรงนี้เข้าไปด้วย
ความสำคัญคือ การปวดประจำเดือน ถูกมองว่าไม่ใช่เป็นการป่วย ในขณะที่อาการป่วยอื่นๆ ได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาล เอกชน และนายจ้าง ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องระบุว่าการป่วยประจำเดือนคือการป่วย ต้องได้รับความคุ้มครอง ซึ่งต้องให้สังคมมองใหม่ เพราะไม่เช่นนั้นผู้หญิงหลายคนที่ปวดประจำเดือน แล้วหนักหนาสาหัสจริงๆ ไม่ได้แค่ต้องกินยาแก้ปวด แต่ความเป็นจริงแล้ว มันมีอาการ ตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีภาวะไมเกรน โดยผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ได้กล่าวว่า อาการปวดประจำเดือนเลวร้ายพอๆ กับอาการหัวใจวาย
ดังนั้นสังคมที่ผ่านมามองข้ามว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ที่จริงแล้วมันสมควรที่จะได้รับการดูแลคุ้มครองจากทั้งรัฐ และเอกชน
เราเห็นคนรอบตัว เพื่อน หรือคนในครอบครัว บางครั้งในวันที่ไม่ไหวจริงๆ เขาไม่สามารถลุกขึ้นได้ และไม่สามารถทำงานได้ เราเห็นตรงนั้น เลยคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ และในขณะที่เราส่งเสริมให้ผู้หญิงได้ออกมาใช้ชีวิต ออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องตรงนี้เป็นเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม

⦁ มีโอกาสที่เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ในการมีกฎหมายลาปวดประจำเดือนในประเทศไทย?
สำหรับโอกาสที่เป็นไปได้ในการมีกฎหมายลาปวดประจำเดือนในประเทศไทย ก็น่าจะไม่ต่างกับการผลักดันเรื่องลาคลอด 180 วัน ให้พ่อแม่แบ่งวันลากันได้ สุดท้ายในสภาเอง ทุกฝ่ายก็จะร่วมกันผลักดัน โดยเฉพาะในสภาเราก็มี ส.ส.ผู้หญิงเยอะขึ้น เราคิดว่า ส.ส.ผู้หญิงทุกๆ คน ก็เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และไม่ใช่เพียง ส.ส.ผู้หญิงอย่างเดียว จากที่เห็นในกระแสตอบรับ ก็มีผู้ชายหลายคนก็เข้าใจในประเด็นนี้ ดังนั้นจึงมีคนสนับสนุนมากกว่าคนต่อต้าน
⦁ สิ่งที่อยากแนะนำ หรืออยากฝากไว้กับสังคมในประเด็นเรื่องการลาปวดประจำเดือน?
เราคิดว่าข้อกังวลในโซเชียลมีเดีย เป็นความเข้าใจผิด ว่าพอผู้หญิงมีประจำเดือนแล้วผู้หญิงจะต้องลา เพราะว่าแค่มีประจำเดือน หรือเป็นเรื่องของการสร้างความไม่เท่าเทียมที่จะเอาเปรียบนายจ้าง และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นเรื่องของความกลัวไว้ก่อน ความจริงแล้วมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ในทางกลับกันมันจะช่วยให้นายจ้างได้แรงงานที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราให้สิทธิเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ให้ความเห็นใจในการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของเขา แรงงานก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่ต้องทำงานด้านวัฒนธรรมความคิดกับสังคม ถึงแม้ว่ากฎหมายจะออกมาแล้ว แต่เราเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ว่า ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนจะใช้สิทธิตรงนี้ได้อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเราได้เห็นบทเรียนจากประเทศอื่นๆ ที่เขามีมาก่อน แต่เราคิดว่าการเริ่มต้น และการคุ้มครองตรงนี้จะทำให้ไม่มีใครที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นภัสสร มงคลรัฐ

