แท็งก์ความคิด : ‘ค่านิยม’เรื่องน่าคิด

2.06.24 | 11:32 น.

‘ค่านิยม’เรื่องน่าคิด

ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ บรรยายพิเศษในมติชนฟอรั่ม Thailand 2024 : Surviving Geopolitics เมื่อสัปดาห์ก่อน

ทำให้มองเห็นว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

เมื่อโลกเปลี่ยนไปทำให้คนในโลกเปลี่ยนแปลง แม้แต่ค่านิยมก็มีความเคลื่อนไหวอย่างน่าสนใจ

อาจารย์ธานีชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของค่านิยมจาก 2 ขั้วมหาอำนาจ

Advertisement

สหรัฐอเมริกา และ จีน

จีนมีค่านิยมแบบตะวันออก อยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ช่วยเหลือพวกพ้อง พี่น้องต้องรักกัน

สหรัฐอเมริกามีค่านิยมแบบตะวันตก อยู่แบบครอบครัวเดี่ยว เป็นตัวของตัวเอง นิยมเสรีภาพ

ฟังตามนี้พอมองเห็นว่า ไทยมีค่านิยมไม่ต่างจากจีน

ค่านิยมของไทยถ่ายทอดผ่านทาง บ-ว-ร หรือ บ้าน วัด โรงเรียน แต่ปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีพัฒนา โลกแห่งการเรียนรู้มีหลายช่องทาง ทำให้การถ่ายทอดค่านิยมเริ่มแปรเปลี่ยน

จากเดิมที่คนไทยรับค่านิยมจากรุ่นสู่รุ่นผ่านทางครอบครัว ผ่านโรงเรียน และวัด

เดี๋ยวนี้คนรุ่นใหม่มีช่องทางรับค่านิยมจากโซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดียถ่ายทอดค่านิยมผ่านเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ เนื้อหาที่ถ่ายทอดผ่านภาษาที่คนไทยเข้าใจได้เปรียบกว่าเนื้อหาที่ถ่ายทอดผ่านภาษาที่คนไทยฟังไม่รู้เรื่อง

ฟังแล้วก็ร้องอ๋อ

มิน่าล่ะ คนไทยอายุ 40 ปีขึ้นไป กับคนรุ่นใหม่จึงมีค่านิยมแตกต่างกัน

คนรุ่นก่อนได้รับข้อมูลข่าวสารและการขัดเกลาผ่านทางบ้าน วัด และโรงเรียน

แต่เด็กรุ่นใหม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่กว้างขวางทางโซเชียล

คนรุ่นใหม่นอกจากจะรับข้อมูลข่าวสารจากโซเชียลมีเดียแล้ว ยังไม่รับข้อมูลข่าวสารจากบ้าน วัด โรงเรียนอีกด้วย

เมื่ออยู่บ้าน คนรุ่นใหม่อยู่แต่หน้าจอมือถือ หรือไม่ก็หน้าจอคอมพิวเตอร์

สังคมกลายเป็นสังคมก้มหน้า ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับทั้งวันมาจากโลกโซเชียล

เรื่องวัดวาอารามก็เช่นกัน คนรุ่นใหม่ไม่นิยมเข้าวัดฟังธรรม แต่อาจจะมีสายมูที่นิยมไปแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครองกันบ้าง

แม้แต่โรงเรียนก็กลายเป็นสถานที่ที่เด็กมีปัญหากับครู

ครูวางกฎระเบียบ นักเรียนพร้อมจะละเมิด เพราะเห็นว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย จำกัดสิทธิเสรีภาพ

อาจารย์ธานีกระตุ้นให้เราได้รู้ว่า สาเหตุของความแตกต่างนั้นมีที่มาที่ไป

การเปลี่ยนแปลงทางค่านิยม จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม

จากความนิยมแบบตะวันออก จะค่อยๆ ไปนิยมตามแบบตะวันตก

ค่านิยมแบบตะวันออก หรือค่านิยมแบบตะวันตก ล้วนมีทั้งข้อดีข้อเสีย ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก

แต่นี่คือการเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หากแต่เกิดขึ้นทั่วโลก

อาจารย์ธานีบอกว่า โลกใบนี้มีแบบสำรวจค่านิยมและวัฒนธรรม และผลการสำรวจในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็น่าสนใจ

การสำรวจค่านิยม และวัฒนธรรมในปี 1996 (พ.ศ.2539) พบว่า วัฒนธรรมจีนเอนไปทางด้านการให้ความสำคัญกับครอบครัว ส่วนอเมริกาเอียงไปที่เน้นความเป็นตัวตน

ตอนนั้นยังไม่มีการสำรวจค่านิยมของไทย กระทั่งปี 2008 (พ.ศ.2551) เริ่มสำรวจไทย

ผลการสำรวจในปีนั้นพบว่า จีนและอเมริกาอยู่ในจุดเดิม

จีนยังเอนไปทางด้านการให้ความสำคัญกับครอบครัว สหรัฐอเมริกาเอนไปทางการเน้นความเป็นตัวเอง

ส่วนไทยอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว

ปี 2010-2014 (พ.ศ.2553-2557) ผลการสำรวจยังคงคล้ายเดิม

แต่เมื่อถึงปี 2022 (พ.ศ.2565) มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้น เพราะค่านิยมของชาวจีนเริ่มขยับจากจุดเดิมเข้าไปทางสหรัฐอเมริกา

จีนเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นตัวเอง เสรีภาพ มากขึ้น ขณะที่สหรัฐอเมริกายังมีค่านิยมในจุดเดิม

ผลการสำรวจครั้งนั้นทำให้มองเห็นการปรับตัวของจีน

ส่วนประเทศไทยยังยืนอยู่ตรงกลางเหมือนเดิม

ความน่าสนใจเรื่องนี้ อยู่ที่คือจีนเริ่มปรับตัว

จีนที่ใครๆ ก็คิดว่ายึดมั่นใจธรรมเนียมประเพณี น่าจะเปลี่ยนแปลงช้า

แต่ที่ไหนได้ หลายปีที่ผ่านมายืนยันว่าจีนมีการเปลี่ยนแปลง

ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หากแต่ค่านิยมก็มีการปรับเปลี่ยนด้วย

การปรับตัวของจีนเรื่องสัญญาณที่เตือนให้ไทยต้องตระหนัก

จีนที่เป็นมหาอำนาจ มีทรัพยากรภายในชาติมหาศาล แต่จีนก็ยอมปรับตัว เมื่อโลกเปลี่ยน

แล้วประเทศไทยซึ่งมีขนาดและทรัพยากรน้อยกว่า จะยืนนิ่งไม่ทรานฟอร์มตัวเองเลยกระนั้นหรือ

ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยส่วนหนึ่งเกิดจากความขัดแย้งในค่านิยม

คนรุ่นเก่ายึดมั่นค่านิยมแบบเดิม คนรุ่นใหม่ยึดมั่นค่านิยมแบบใหม่

ขณะที่กลุ่มคุมอำนาจของจีนมีการปรับตัวเข้ากับโลก แต่ประเทศไทยยังยึดค่านิยมแบบเดิมอยู่

เรื่องนี้จึงน่าคิดว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง แล้วไทยยังยืนอยู่นิ่ง

แล้วอนาคตของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร

นฤตย์ เสกธีระ