การเมืองเปลี่ยน ภูมิศาสตร์เปลี่ยนตาม คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ ล้วงข้างหลังภาพ ซูมจุดขัดแย้ง ค้นทางออก

1.06.24 | 12:03 น.

การเมืองเปลี่ยน ภูมิศาสตร์เปลี่ยนตาม
คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์
ล้วงข้างหลังภาพ ซูมจุดขัดแย้ง ค้นทางออก

เข้มข้นขั้นสุด สำหรับ มติชนฟอรั่ม Thailand 2024 : Surviving Geopolitics เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ห้องคริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท อาคารเกษรทาวเวอร์ แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ

วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ในมิติต่างๆ มาให้ความเห็นเฉียบคมชนิดต้องจดทุกคำ ไม่ว่าจะเป็น ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ, ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ, รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รวมถึง คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลก และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมาล้วงข้างหลังภาพ ซูมจุดขัดแย้งเชิงภูมิศาสตร์ ยืนยัน ‘ระบอบการเมืองเปลี่ยน ภูมิศาสตร์เปลี่ยนตาม’ แต่เราหลุดพ้นพันธนาการแล้ว

จากนี้ คือ คำต่อคำ ตามบทบรรยายละเอียดยิบที่ชวนให้อ่านอย่างไม่กะพริบตา

Advertisement

⦁ความจริง 2 ชุดใน ‘ภูมิรัฐศาสตร์’
ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงคำว่า ‘รัฐศาสตร์’ เราพูดถึงประเทศ หรือรัฐชาติ มักเป็นสิ่งสร้างสรรค์ใหม่ของฝีมือมนุษย์ จะไม่ใช้คำว่า จินตนาการ เป็นประดิษฐกรรมใหม่ก็ว่าได้ของสังคมมนุษย์ซึ่งมีอายุไม่กี่ศตวรรษ เวลาเราพูดถึง ‘ประเทศ’ เราก็มักจะคิดว่ามันคือหน่วยๆ หนึ่ง คำถามที่ตนก็อยากจะถาม ที่ไม่ใช่โลกรัฐศาสตร์ ก็คือ เรารู้ว่าโลกไม่เท่ากัน ซึ่งทั้งโลกมีมากกว่า 200 ประเทศ ก็คือ 200 หน่วย อาทิ ประเทศติมอร์-เลสเต จะเปรียบเทียบกับประเทศอินเดียก็ไม่ได้ จะเอาอีกกี่ติมอร์-เลสเตมาเทียบกับอินเดียก็คงไม่ได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่

ในขณะที่ข้อเท็จจริงในความสัมพันธ์ของรัฐศาสตร์เป็นอีกชุดหนึ่ง แต่ในองค์กรสหประชาชาติ ก็ให้ทุกประเทศมีสิทธิออกเสียงหนึ่งเสียงเท่ากัน เป็นรัฐอธิปไตย แต่น้ำหนักเสียงเท่ากันหรือไม่ เราก็พอจะรู้อยู่

เมื่อเราพูดถึงคำว่า ‘โลก’ ในความคิดของเรา เป็นแผนที่เรียกว่าเป็น ‘แผนที่รัฐกิจ’ ที่บอกชัดเจนที่โชว์ขอบเขตของรัฐ เมืองหลวง พรมแดน การแบ่งเขตต่างๆ ถามว่าเมืองหลวงสำคัญหรือไม่ ในภูมิศาสตร์ ก็ไม่จำเป็น เป็นสถานที่อยู่ของเมืองมนุษย์ บางครั้ง
เมืองหลวงไม่ใช่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เมืองที่มั่งคั่งที่สุด หรือปัจจัยที่สุดทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นแค่เมืองที่เสมือนศูนย์กลางของมนุษย์ ศูนย์กลางคมนาคม เป็นศูนย์กลางของมนุษย์ที่เราเรียกว่า ‘รัฐศาสตร์’ ที่เราเรียกว่า เป็นที่ตั้งของรัฐบาล

เวลาเราพูดถึง ภูมิรัฐศาสตร์ มักมีความจริงซ้อนกันอยู่ 2 ชุด ด้านหนึ่งเป็นความจริงในเชิงรัฐศาสตร์ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีประเทศ มีรัฐ มีเมืองหลวง มีขอบเขตพรมแดน และความจริงในภูมิศาสตร์ อาจจะเริ่มจากกายภาพ มีแต่ความจริงในทางภูมิศาสตร์กายภาพ ภูเขา แม่น้ำ ชายฝั่ง ขั้วโลกทะเลทราย หากจะมาพูดอะไรในเรื่องหิน เรื่องน้ำ เรื่องปริมาณน้ำฝน มันกำหนดพัฒนาการของมนุษย์ นำไปสู่พรมแดนของมนุษย์ซึ่งเราเรียกว่า ภูมิศาสตร์มนุษย์ (Human geography)

เพราะฉะนั้น การเริ่มต้นในการคิด หรือจะศึกษาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แผนที่รัฐกิจ ของผมอาจจะเป็นปลายน้ำ แผนที่ที่สำคัญยิ่งกว่า และปรากฏให้เราเห็นบ่อยๆ หรือเรามักจะลืมว่าจริงๆ แล้ว มันคือ ‘สารัตถะของวิชาภูมิรัฐศาสตร์’ ซึ่งคุณจะไม่สามารถก้าวข้ามไปได้โดยง่าย จริงๆ มันคือแผนที่ ที่เราเรียกว่า ‘แผนที่กายภาพ’ ทุกวันนี้เราใช้ภาพถ่ายดาวเทียมกันแล้ว ไม่ว่าจะภาพจริง หรือว่ากราฟิก หรือภาพเขียน ที่สะท้อนทางกายภาพของดาวเคราะห์ดวงนี้ ก็คือ โลก

⦁จีโอกราฟฟี่ มาจากไหน?
พูดถึง วิชาภูมิรัฐศาสตร์ วิชาภูมิศาสตร์ คำว่าจีโอกราฟฟี่ คำนี้มาจากไหน มาจากศาสตร์จำนวนมากที่มีรากฐานมาจากยุโรป วิธีคิดของยุโรป ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าครอบงำในมุมโลกปัจจุบัน ซึ่งชาวกรีกเอง เทพองค์แรกคือ แม่พระธรณี หรือกาย่า ในตำนานบอกว่า เกิดจากความมืดมิด ไม่มีอะไร จู่ๆ ก็เกิดเทพีองค์นี้ขึ้นมา และกาย่าให้กำเนิด อูรุส ยูเรนัส หรือเทพแห่งท้องฟ้า หลังจากมีพื้นดิน และท้องฟ้าแล้ว ยังให้กำเนิด อูเรีย เทพีแห่งภูเขา และพอนทัส เทพแห่งทะเล เพราะฉะนั้นในมุมมองมนุษย์เวลาอธิบายสิ่งต่างๆ เขาเริ่มจากพื้นดิน ท้องฟ้า ทะเล ภูเขา และที่หยิบเรื่องกาย่ามาเล่า เพราะว่าในหลายสำนวนอ่านว่า เกย่า แต่สุดท้ายคือรากของคำว่า จีโอ จีโอกราฟฟี่ (Geography) ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ถ้าแปลเป็นภาษากรีก ก็คือ การเขียนเกี่ยวกับโลก บทพรรณนาเกี่ยวกับโลก ภาษาไทยคือ กายา แผนที่โลกที่แสดงถึงกายภาพ ก็คือแผนที่ที่แสดงภาพของกายา มันคือเรื่องเดียวกัน

เพราะฉะนั้น เวลาเรามองแผนที่โลกกายภาพ คือแผนที่กายภาพที่เวลาเรามองพื้นที่ แสดงความสูง-ต่ำของพื้นดิน พื้นน้ำ มหาสมุทร ชายฝั่ง ทะเลทราย เราเห็นในมิติที่สะท้อนพัฒนาการมนุษย์เราเห็นสิ่งนี้เยอะแยะมากมาย ในแผนที่ที่ตนกำลังจะกล่าว ย้อนเวลาไปกว่า 3,300 ปีที่แล้ว เราเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมากๆ ระหว่างชุมชนมนุษย์ ซึ่งเป็นพวกเร่ร่อน เก็บของป่าล่าสัตว์ และมนุษย์เกษตร ที่สร้างอารยธรรม ซึ่งพื้นที่สูงที่สุด หรือเขาเรียกว่าเป็นหลังคาโลก คือ
เทือกเขาทิเบต ก็จะเป็นชุมชนเลี้ยงสัตว์ การเก็บล่าอาหารหาของป่า และหากมองที่มีศูนย์กลางพัฒนาการมากที่สุดก็คือ จีน อียิปต์ ปากีสถาน บริเวณแม่น้ำสินธุ

⦁ภูมิศาสตร์ เปลี่ยนพัฒนาการสังคมมนุษย์
เมื่อคราว 3,000 ปีที่แล้ว เราเห็นภาชนะสำริด เราเห็นฟาโรห์ อียิปต์ เราเห็นรถศึก ที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสงครามในยุคนั้น เราเห็นประติมากรรมขนานใหญ่ที่เราเรียกว่าสฟิงซ์ บางคนเรียกเมโสโปเตเมีย เราเห็นยุควัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาของญี่ปุ่น เราเห็นสุสานของกรีก และเราเห็นใบหน้าของเทพเจ้าที่เป็นประติมากรรม

ในสิ่งที่กล่าวมาแสดงระยะเวลากว่า 3,300 ปีที่แล้วให้เห็นว่า ภูมิศาสตร์เปลี่ยนพัฒนาการของสังคมมนุษย์ มีสังคมมนุษย์ในบางช่วงที่พัฒนาได้เร็วกว่าคนช่วงอื่น เพราะว่ามี ‘วงโค้งอันสมบูรณ์’ เรามักมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเวลาพูดถึงพัฒนาการอารยธรรม เราคิดว่าอารยธรรมเก่าแก่ของโลก คืออียิปต์ แม่น้ำสินธุ เมโสโปเตเมีย จีน เปรู เรามักจะคิดว่าอารยธรรมจะเกิดขึ้นในที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของโลก คือที่ราบลุ่มแม่น้ำ ทรัพยากรนำมาใช้งานได้ง่าย ซึ่งไม่จริง

อารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก เกิดขึ้นในดินแดนไดร์โซน หากอุดมสมบูรณ์เกินไป อย่างบ้านเราน้ำจืด พืชพรรณอาหารมากมาย หรือแม้กระทั่งในอเมซอน ไม่ต้องสร้างอารยธรรมก็ได้ให้เสียเวลา จะขุดคลองทำไม จะมาเก็บอาหาร ยุ้งฉาง ทำไม มันไม่มีประโยชน์เลย เพราะจะเอาเมื่อไหร่ก็หาได้ เพราะฉะนั้นภูมิศาสตร์ แสดงให้เห็นความก้าวหน้าของมนุษย์ อนุสาวรีย์ต่างๆ เกิดขึ้นตั้งถิ่นฐานได้ไม่ยากนัก แต่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์จนเกินไป มันเลยต้องดิ้นรนต้องวางแผน ต้องเกิดการพัฒนาของรูปแบบศาสนา เกิดรัฐ เกิดอุดมการณ์ การจัดการประชากร ให้เกิดในมุมมองความเชื่อ และทิศทางในการดำเนินการบางอย่างร่วมกัน

⦁ครั้งแรกใน 2,000 ปี เมื่อศูนย์กลางอารยธรรมโลกเชื่อมถึงกัน
มาถึงยุค 2,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์โลกมองว่านี่คือครั้งแรกที่ ศูนย์กลางอารยธรรมหลักๆ ของโลก อย่างน้อยที่สุดในโลกเก่ามันเชื่อมถึงกัน ก่อนหน้านี้ จีน ราชวงศ์ชาง ก็อยู่ของเขา
ในขณะที่ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย ติดต่อกัน และมีหลักฐานอย่างชัดเจนว่า เมโสโปเตเมีย รู้จักและติดต่อกับลุ่มแม่น้ำสินธุ ถ้าเป็นภาษารัฐศาสตร์เรียกว่า ระบบโลก (INTERNATIONAL SYSTEM) พอมา 2,200 ปีที่แล้ว ระบบโลกมันเป็นระบบเดียวกันแล้ว ยุคนี้หลายคนก็จะนึกถึงราชวงศ์ฮั่นและโรมัน

ที่ราบสูงทิเบต เป็นเหมือนแกนหมุน สังคมมนุษย์ในโลกเก่ามานาน เป็นแกนหมุนที่เข้าถึงยาก ผ่านไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเดินทางของผู้คนก็อยู่รอบๆ ตรงนั้น ในกรณีอันนี้จะเห็นที่ราบของจีน ที่เรียกว่าที่ราบจีนเหนือ เข้าไปในเอเชียกลาง ผ่านโลกอิหร่าน และเข้าไปถึงเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เหล่านี่คือแกนทางบก

คำถามคือ เมื่อก่อนเป็นราชวงศ์ฮ่องเต้ ราชวงศ์ฮั่น กษัตริย์ราชวงศ์อิหร่านเป็นจักรพรรดิโรมัน มาถึงยุคนี้ จะมีผู้นำ สี จิ้นผิง จะมีผู้นำอิหร่าน ผู้นำทางศาสนา ผู้นำในตุรกี เรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน ก็ยังเหมือนเดิม ระบอบการเมืองเปลี่ยน อุดมการณ์เปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่สิ่งที่เรียกว่าเป็นพันธนาการของภูมิศาสตร์ ก็คงไม่พูดว่า ไม่เปลี่ยน แต่มันถูกท้าทายน้อยกว่าที่เราคิดมาก ‘เปลี่ยนแต่น้อยมาก’ วิชาภูมิศาสตร์ ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถพูดผ่านๆ ได้

ในยุคแรกที่มันเชื่อมถึงกันหมด ด้านตะวันออก ก็จะเห็นราชวงศ์ฮั่นของจีน ผ่านไปเจอ ราชวงศ์กุษาณะ ต้นทางศาสนาพุทธไปทางจีน ต่อไปก็จะเจอโลกของอิหร่าน สู่โลกของยุคโรมัน เมื่อเชื่อมต่อกัน นับตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว เกิดการแลกเปลี่ยน เกิดการติดต่อ เกิดการเดินทัพของกองทัพ เดินทางของทูตนานาประเทศ เกิดการเดินทางของพ่อค้า นักการศาสนาที่จะเผยแผ่ความคิด โลกเป็นโลกเดียวกันมากขึ้น เกิดศิลปะแบบแปลกๆ
หากมองในเชิงการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิศาสตร์ของมนุษย์ เรียกว่ายุคของการค้นพบ ให้นึกถึง ‘คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส’ ขอให้นึกถึงภาพแผนที่ในโปรตุเกส ที่ทำขึ้นเมื่อปี 1504 เห็นจุดเด่นตรงที่มี
‘หมู่เกาะแคริบเบียน’ ดูเหมือนเป็นตอนใต้ของฟลอริดา ใน 2 ปีหลังจากโคลัมบัสพบโลก สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือทางด้านใต้ของกรีนแลนด์ แป๊บเดียวรู้เยอะขนาดนั้น

สิ่งที่น่าสนใจอีกก็คือ ด้านตะวันออก เห็นบริเวณภาคใต้ของอินเดีย และบริเวณคาบสมุทรมลายู ความคิดพวกนี้มาจากการเดินเรือโปรตุเกส ที่สำคัญยิ่งก็คือ แผนที่เป็นตัวแทนยุคสมัยที่โลกเชื่อมเป็นยุคพื้นเดียวกันอย่างแท้จริง เมื่อ 500 ปีที่แล้ว เพราะตรงกลางเส้นทุกอย่างสำหรับเดินเรือ และเป็นแผนที่ที่มีเส้นศูนย์สูตร มีเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ ทรอปิกออฟแคปริคอร์น ด้านบนมีเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล เส้นที่แสดงขั้วโลก และเส้นที่พาดอยู่เหนือบราซิล หลังจากโคลัมบัส เดินทางฝั่งโปรตุเกส พยายามจะไปถึงทุกที่ในโลก ก็พยายามคุยกันว่าอะไรคือเส้นแบ่งตะวันออกสุดท้ายโลก

⦁วันที่โลกเป็นหนึ่งเดียว ‘เราหลุดพ้นพันธนาการของภูมิศาสตร์แล้ว’
ทุกวันนี้โลกเชื่อมเป็นหนึ่งเดียว หรือ Global Village เราอยู่มุมไหนของโลกก็ได้ เราสามารถเดินไปเดินมาได้ เราสามารถรับรู้ข่าวได้ เราสามารถโอนเงินได้ เหมือนเราหลุดพ้นพันธนาการของภูมิศาสตร์แล้ว ในที่ราบ ในแผนที่ เรียกว่าที่ราบยุโรปเหนือ ตั้งแต่มอสโก ยูเครน โปแลนด์ ด้านเหนือของแคนาดา ถึงฝรั่งเศส เป็นแผ่นเดียวกัน แทบจะไม่มีพื้นภูเขาเลย ที่ราบสูงนี้ ด้านหนึ่งเหมาะกับการปลูกข้าวสาลี หากเคยได้ยินคำว่าขนแกะทองคำ อันหมายถึง ไร่ข้าวที่เป็นสีทองที่อยู่บริเวณยูเครน นั่นคือความมั่งคั่งทางธัญพืช

การเข้าใจที่ราบยุโรปเหนือ ทำให้เราเข้าใจ และคำว่าเข้าใจไม่ได้เหมือนคำว่ายอมรับ เราเข้าใจว่าทำไม สงครามรัสเซีย ยูเครน มันจึงเกิดขึ้น อีกด้านหนึ่งเทือกเขาในโลกที่ยิ่งใหญ่ อย่างเทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาแอนดีส ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวกันชนได้ดี เราสามารถบินข้ามกันได้ แต่การเคลื่อนกำลัง ข้ามเทือกเขาเพื่อยึดครองกำลังยังเป็นเรื่องไม่สมจริง

ผมหยิบภาพเส้นที่เขาได้ยึดครอง ทั้งอินเดีย จีน ปากีสถาน มักอ้างสิทธิเหนือดินแดนพื้นที่ทับซ้อนกัน เมื่อไม่นานมานี้ จีนมักใช้คำๆ ใหม่เรียกว่าเป็น ‘ทิเบตใต้’ ขอไฮไลต์เรื่องนอกเหนือจากภูมิประเทศ เทือกเขา แม่น้ำ อีกเรื่องหนึ่งที่เรามักจะเผลอลืม คือการนิยาม การเซตคำใหม่ๆ เรื่องแบบนี้เป็นมิติใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์ ในตอนที่ตนเรียน รัฐศาสตร์ คำที่เด่นดังมากเลยคือ ‘เอเชียแปซิฟิก’ ในสมัยประธานาธิบดี บารัค โอบามา คำนี้เริ่มหายไป ไปใช้คำใหม่ว่า ‘อินโดแปซิฟิก’ กลวิธีเช่นนี้คือ การทูตต่างประเทศในการเซตเรื่องการจัดการความรู้ เป็นมิติอาจจะไม่ได้ให้น้ำหนัก แต่ทำอะไรได้เยอะ

⦁สแกนสมรภูมิตะวันออกกลาง โฟกัสจุดยุทธศาสตร์โลก
เรื่องของอิหร่าน ดำเนินการทูตแบบแผ่อิทธิพลออกมาไปภายนอก ไม่ให้สนามรบอยู่ในประเทศของตัวเอง แผ่อิทธิพลเข้าไปในอิรัก ซึ่งหลักจากความวุ่นวายต่างๆ อเมริกาถอยกำลังออกมา ในด้านหนึ่งความวุ่นวายของโลกตะวันตกหรืออิรัก เติมเต็มความใฝ่ฝัน ที่จะมีอิทธิพลเหนือเมโสโปเตเมียก็คืออิรัก ถัดจากอิรักไปคือซีเรีย ถัดไปก็คือเลบานอน อิทธิพลอิหร่านได้แผ่อิทธิพลไปถึงเมดิเตอร์เรเนียน เราก็จะเห็นข่าวการคุมช่องแคบออมุส ก็จะเห็นอิหร่านแผ่อิทธิพล

ยกเคสการสร้างเขื่อน แถวบ้านเราก็จะมีความคิดเรื่องการขุดคลอง แต่การปรับเปลี่ยนลักษณะทางภูมิศาสตร์กายภาพ เปลี่ยนชายฝั่ง เปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำ กักเก็บน้ำ เป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนความคิด หรือนโยบาย เขื่อนดังที่ยกตัวอย่างชื่อ ‘แกรนด์เอธิโอเปียเรอเนสซองซ์’ หรือ GERD ของประเทศเอธิโอเปีย ซึ่งเป็นต้นทางของปริมาณน้ำมหาศาล ที่ไหลเข้ามาเป็นแม่น้ำไนล์

ซึ่งแม่น้ำไนล์ เราคิดถึงอียิปต์ ไม่มีอียิปต์ก็ไม่มีแม่น้ำไนล์ นักประวัติศาสตร์พูดเอาไว้ ‘อียิปต์คือของขวัญจากแม่น้ำไนล์’ แต่ถ้าน้ำในแม่น้ำไนล์ถูกกักแบบนี้ กว่าเขาจะเติมเขื่อนที่แอฟริกาเต็ม กักน้ำในแม่น้ำไนล์ 4 ปี 4 ฤดูกาล ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ไหลเลย แต่กักเอาไว้เยอะมาก อียิปต์ถ้าไม่มีน้ำ ในแม่น้ำไนล์ 97% ของน้ำจืด ก็พึ่งแม่น้ำไนล์ ความตึงเครียดในทางภูมิรัฐศาสตร์มีอีกมากมายมหาศาล

เปิดภาพอาณาจักรเล็กๆ ทางประเทศตุรกี คอมันนี มีแต้มต่อในเรื่องโลเกชั่น ในจุดยุทธศาสตร์ของโลกในยุคเปอร์เซียและยุคโรมัน คุมท่าข้ามแม่น้ำยูเฟรติส และดูเหมือนจะไปได้ดีในการรับวัฒนธรรมจากทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามา ไม่ได้บอกว่า ไม่ได้เลือกข้าง แต่อย่างน้อยที่สุด รู้ว่าตนเองสำคัญอย่างไร เอาประเด็นตรงนั้นมาเป็นเจรจาต่อรอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณวางตัวผิด บางครั้งเกิดจากการเลือกข้างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่ได้คิดความถ่วงดุลต่างๆ ให้ดี อาณาจักรแห่งนี้เฟื่องฟูอยู่ประมาณ 100-200 ปี และผู้นำในช่วง 2,000 ปีที่แล้ว ตัดสินใจเอนเอียงไปเข้ากับเปอร์เซียมากเกินไป พูดง่ายๆ ว่าเลือกข้าง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ โรมันมองว่าคุณเข้าข้างเปอร์เซีย จากเดิมที่รู้ว่า อาณาจักรนี้มีอยู่นะ ก็จัดการอาณาจักรส่วนนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง

หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ มากมาย สถานะเมืองหลวงของ คอมันนี กลายเป็นเมือง หรือคำที่ไม่รู้จักแล้ว จะไปเที่ยวก็ไปไม่ได้ เหลือแต่ซาก เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำยูเฟรติส และเมื่อมีการสร้างเขื่อนอตาเติร์ก สร้างกั้นแม่น้ำยูเฟรติส ทำเลดี เป็นที่ราบ สุดท้ายกลายมาเป็นลักษณะของหุบเขาซึ่งเหมาะแก่การสร้างเขื่อนอย่างที่สุด เมื่อมีการสร้างเขื่อนปลายศตวรรษที่ 20 ก็เกิดทะเลสาบท่วมทับตรงนี้ไป ไม่เหลือแม้แต่เมืองหลวง เหลือแต่สุสานที่อยู่บนภูเขา เป็นหนึ่งในมรดกโลก และเป็นสถานที่ซึ่งน่ามหัศจรรย์ที่สุดในทางโบราณคดี

⦁ทางออกไทย จัดการตัวเอง จัดการชุดความรู้
ผมขอไม่สรุปว่าประเทศไทยควรทำอย่างไร ผมแฝงเอาไว้ในตลอดการบรรยาย ว่าเราเลือกตัวอย่างนี้เอามาทำไม และให้มุมมองอะไรบางอย่าง กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย ได้ไหมในทางภูมิรัฐศาสตร์ 2 สิ่งที่จะให้ไว้ก็คือ

1.การจัดการตัวเอง ในท่ามกลางการเผชิญอำนาจของมหาอำนาจ 2 ขั้ว ทำอย่างไรถึงจะดี เซตอเจนด้าให้ได้ไหม อย่าเป็นแต่ผู้รับ เวลาเกิดอะไรขึ้น แล้วจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

2.การจัดการกับชุดความรู้ ในด้านหนึ่งภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์อาจจะเป็นอะไรที่จับต้องได้ เป็นกายภาพ รัฐศาสตร์เป็นจินตนาการ ประดิษฐกรรม การสร้างสรรค์ของสังคมมนุษย์ มนุษย์ก็เชื่อในสิ่งที่ตนเองจินตนาการขึ้น หลายครั้งเชื่อมากกว่าความจริง ไม่ใช่เรื่องผิด หรือถูกแต่สิ่งนั้นเป็นแนวโน้มของมนุษย์อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเชื่อมั่นในหน่วยของภูมิรัฐศาสตร์ รัฐอำนาจอธิปไตย หรือสิ่งใดก็แล้วแต่ คอนเซ็ปต์ทางรัฐศาสตร์ การสร้างอเจนด้า การสร้างชุดคำศัพท์ในทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างกรณีที่ได้พูดถึงอเมริกา อินโดแปซิฟิก เราจะสร้างบอกว่า เป็นรัฐไทยเดิม สิ่งใดต่างๆ เหล่านี้ มันทำได้ไม่น้อย และเป็นมิติอันหนึ่งซึ่งขออนุญาตฝากไว้ในเวทีนี้