ลัดฟ้าตามหา…เทรนด์โลก กมธ.อว.กระทบไหล่โปรเฟสเซอร์คนดัง เคมบริดจ์ & ออกซ์ฟอร์ด

3.06.24 | 13:17 น.
คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฏร และ ดร.คาเมียร์

เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กันมาโดยตลอด เกี่ยวกับการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของนักการเมือง ทั้ง ส.ส.และ ส.ว. จนกลายเป็นข่าวฮอตในสื่อต่างๆ

แต่หากวางใจเป็นอุเบกขา เรื่องนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจและเอาใจใส่ของคนคนนั้นในการกระทำกิจการงาน ว่าจะให้เกิดประโยชน์เพียงใด

ก็เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย”

เช่นเดียวกับ “คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.)” สภาผู้แทนราษฎร โดย ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ประธาน กมธ.อว. พาคณะบินลัดฟ้าฝ่ากระแสวิจารณ์ไปเติมเต็มความรู้และประสบการณ์สำคัญ ที่สหราชอาณาจักร เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2567

โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่สถาบันการศึกษาโด่งดังระดับโลก “มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์” และ “มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด” ว่ากันว่า ทั้งสองมหาวิทยาลัยจะเปิดต้อนรับคณะดูงานจากต่างประเทศน้อยมาก แต่ด้วยความพยายามและสัมพันธ์อันดีของมหาวิทยาลัยและนักศึกษาไทย

Advertisement

ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ และ วีระพงษ์ ประภา จึงทำให้เกิดโอกาสที่มีค่ายิ่ง และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

ก่อนการนัดหมายสำคัญ คณะ กมธ.อว.เข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน จากนั้นเรียกน้ำย่อยอาหารสมองด้วยการเข้าชมเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (Natural History Museum) และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (Science Museum) ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นแหล่งเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอย่างมาก กล่าวคือ “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ” ได้เก็บรวบรวมคอลเล็กชั่นประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และจัดแสดงตัวอย่างมากมายของสัตว์ พืช เห็ดรา ระบบนิเวศ ธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยาและสัตววิทยา ที่มีอายุมากถึง 4.5 พันล้านปี มีจำนวนตัวอย่างกว่า 80 ล้านตัวอย่าง

ดร.กิสซัน ดิสนาเก คณบดีคณะบริหารธุรกิจ คิงส์คอลเลจ กล่าวต้อนรับ

ที่สำคัญเช่นตัวอย่างที่ ชาร์ล ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาที่เรารู้จักกันดี รวบรวมไว้ และที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือ “กบ” จากวังสระปทุม และโหลสัตว์ดองของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ ขณะที่ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” เป็นแหล่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวบรวมสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มากถึง 300,000 ชิ้น ตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงปัจจุบัน สิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียง อาทิ Stephenson’s Rocket, Puffing Billy รถจักรไอน้ำที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ และโมเดลโครงสร้าง DNA ของ เจมส์ ดิวอี วัตสัน นักอณูชีววิทยาชาวอเมริกัน คอมพิวเตอร์แอปเปิลเครื่องแรกของโลก ยานอวกาศอพอลโล 10 วิวัฒนาการของการสื่อสารตั้งแต่โทรเลขวิทยุ ไปถึงสมาร์ทโฟนที่ใช้กันในปัจจุบัน ฯลฯ

ดร.สเตลลาร์ พาชิดี

แน่นอนว่าไฮไลต์ของการดูงานครั้งนี้เป็นการเติมเต็มความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับศาสตราจารย์ระดับโลก ซึ่งเป็นคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สถาบันการศึกษาเก่าแก่อายุมากกว่า 800 ปี ได้แก่ ดร.คาเมียร์ โมห์อัดส์ (Kamiar Mohaddess) อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่ง King’s College Cambridge และนักวิจัยของ Economic Research Forum (ERF) เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ, ดร.ไจดีฟ ปราภู (Jaideep Prabhu) ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การตลาด การบริหารจัดการด้านการตลาด ทำวิจัยเรื่องของนวัตกรรม-สร้างนวัตกรรมในบริษัททั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นผู้คิดค้นหลักการเรื่องการสร้างนวัตกรรมแบบรัดเข็มขัด หรือกระบวนการสร้างนวัตกรรมแบบ “เร็ว ดี และถูก” โดยใช้ทรัพยากรน้อยลงและยังเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลและองค์กรต่างๆ มากมาย, ดร.สเตลลาร์ พาชิดี (Stella Pachidi) อาจารย์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประจำคณะบริหารธุรกิจ เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (artificial intelligence) ศึกษาการพัฒนาด้านดิจิทัลที่จะมีผลต่อกลยุทธ์และการบริหารองค์กร การใช้เอไอในโลกอนาคต

ดร.ไมเคิล คิตสัน บรรยายเรื่อง ระบบนิเวศของนวัตกรรม

และสุดท้าย ดร.ไมเคิล คิตสัน (Michael Kitson) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนวัตกรรมแห่งสหราชอาณาจักร ที่ปรึกษาคนสำคัญของรัฐบาลอังกฤษในด้านนวัตกรรม เขายังเป็นที่ปรึกษาให้กับอีกหลายๆ รัฐบาล
ทั่วโลก ซึ่งทั้ง 4 อาจารย์มีบทบาทอย่างยิ่งยวดในด้านการสร้างนวัตกรรมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลในหลายประเทศ

บรรยากาศยามเช้าที่เคมบริดจ์แจ่มใสไร้เค้าฝน คณะทั้งหมดได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก ดร.คาเมียร์ ด้วยการพาทัวร์รอบมหาวิทยาลัย ซึ่งมีธรรมเนียมแปลกของที่นี่ เมื่อ ดร.คาเมียร์บอกเล่าว่า นักศึกษาและคนอื่นๆ จะเดินบนสนามหญ้า หรือเดินตัดสนามหญ้าของมหาวิทยาลัยไม่ได้ นอกจากเป็นอาจารย์และแขกที่อาจารย์พาเดิน ดังนั้น หากเห็นใครเดินตัดบนสนามหญ้าเป็นอันรู้กันว่าคนนั้นเป็นอาจารย์ หรือโปรเฟสเซอร์

จุดหนึ่งที่ ดร.คาเมียร์บอกว่าพลาดไม่ได้ในเคมบริดจ์ เป็น King’s College Chapel โบสถ์ประจำมหาวิทยาลัย นับเป็นอาคารเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและรู้จักมากที่สุดในเคมบริดจ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ งานสร้างโบสถ์แห่งนี้เริ่มต้นหลังจากก่อตั้ง King’s College ได้เพียง 5 ปี คือในปี 1446 โดยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 ภายในโบสถ์เป็นงานแกะสลักประณีตเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะเพดานหินโค้งรูปพัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และหน้าต่างกระจกสียุคกลางที่งดงาม โบสถ์แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของคณะนักร้องประสานเสียงที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย

อาคารภายในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เมื่อถึงเวลานัดหมาย คณะ กมธ.อว.ทั้งหมดเข้าสู่ห้องบรรยาย ดร.กิสซัน ดิสนาเก (Gishan Dissanaike) คณบดีคณะบริหารธุรกิจ คิงส์คอลเลจ กล่าวต้อนรับ ก่อนเปิดเวทีความรู้ช่วงแรกเป็นหน้าที่ของ ดร.คาเมียร์ ซึ่งได้บรรยายถึงผลกระทบของสภาพอากาศโลกต่อระบบเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลลบต่อเศรษฐกิจมากในทุกเซ็กเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร อุตสาหกรรม การขายปลีก ภาคการขนส่ง หรือภาคบริการ และผลกระทบนี้มีทั้งกับประเทศหนาวและประเทศร้อน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าของ GDP จำนวนมาก หากเราไม่รีบดำเนินการเรื่องผลกระทบทางสภาวะอากาศของโลกให้เป็นโก กรีน และใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ในอนาคตข้างหน้าโลกใบนี้และประเทศต่างๆ อาจจะมีจีดีพีที่ลดลงอย่างมากมาย ยิ่งทำให้การแก้ไขลำบากมากยิ่งขึ้น

“สถานการณ์ภาวะโลกร้อนมาเร็วมากเมื่อย้อนไปเปรียบเทียบกับยุคน้ำแข็ง และมีผลกระทบกับทุกๆ วัฒนธรรม ภายในศตวรรษนี้ภาวะโลกร้อนจะมีอัตราเกิดเร็วขึ้นมากถึง 20 เท่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 2-6 องศาเซลเซียส

จากการศึกษาใน 174 ประเทศตลอดช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาพบว่าอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเพียง 0.01 องศาเซลเซียส รายได้จะลดลงปีละ 0.0543 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการผลิตในทุกภาคส่วน เช่น อุตสาหกรรมการก่อสร้าง ถ้าอากาศร้อนจัด คนงานเหนื่อยมากขึ้น อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย ชิ้นงานก็ลดลง หรือเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตกหนัก จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมการขนส่งคมนาคม เพราะเกิดน้ำท่วม เกิดดินโคลน ระยะเวลาการทำงาน หรือการขนส่งนานขึ้นกว่าเดิม แต่ผลผลิตกลับน้อยลง เมื่อเปิดดัชนีความสามารถด้านนวัตกรรมของไทย เมื่อปี 2566 เปรียบเทียบกับ 132 ประเทศทั่วโลก ไทยอยู่ที่อันดับ 43 ในอาเซียน เป็นรองแค่สิงคโปร์ แต่เมื่อเอาขนาดเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ที่มีรายได้ปานกลางขั้นสูงมาเปรียบเทียบ ไทยติดอันดับ 5 สูงกว่าเวียดนาม บราซิล ถือว่าอยู่ในระดับดีทีเดียว ไทยจะได้เปรียบจากภาวะโลกร้อน ถ้าหากรัฐบาลสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านพลังงานแสงอาทิตย์ การขนส่ง การก่อสร้าง หรือการกำจัดของเสีย จะทำให้ไทยมีศักยภาพที่สูงมาก และภาคเอกชนจะลงทุนนำไปสู่การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปในทางที่ดีขึ้น”

สภาพอันร่มรื่นในเคมบริดจ์

ถัดมา ดร.ไจดีฟบรรยายถึงเรื่องของตลาดการค้าใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้นวัตกรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างให้มูลค่าของการตลาดเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดการค้าใหม่ที่เกี่ยวกับนวัตกรรมนี้จะต้องมีการออกกฎระเบียบมากำกับดูแลเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ให้มีการแข่งขันกันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม สำหรับนวัตกรรมแบบรัดเข็มขัด หรือกระบวนการสร้างนวัตกรรมแบบ “เร็ว ดี และถูก”

ซึ่งหมายถึงของเอานำเอานวัตกรรมที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาเพื่อให้คนส่วนใหญ่ใช้ในราคาถูก แต่มีคุณภาพ ใช้ง่ายและสะดวก ดร.ไจดีฟยกตัวอย่างสินค้าที่ผลิตในจีน หรืออินเดีย นำเอานวัตกรรมจากสหรัฐ หรือยุโรป มาพัฒนาให้เป็นสินค้าที่ใครๆ ก็เข้าถึง ซื้อได้ง่ายในราคาถูก “อุปกรณ์การแพทย์อย่างเครื่องเอกซ์เรย์ บริษัทในจีนนำเทคโนโลยีของเจเนอรัล อิเล็กทริกส์ (จีอี) และบริษัทฟิลลิปส์ มาพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ง่ายและมีราคาถูก

จีอีและฟิลลิปส์ขายเครื่องละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14,800,000 บาท) เครื่องที่ผลิตในจีนขาย 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (740,000 บาท) ถูกกว่ากันมาก ถามว่าจีนทำได้อย่างไร คำตอบคือ รัฐบาลจีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมรัดเข็ดขัด ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุน เอกชนไม่สามารถผลิตสินค้าในราคาถูกเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน” ดร.ไจดีฟกล่าว

ขณะที่ ดร.สเตลลาร์บรรยายในหัวข้อเอไอ (AI) ว่าปัจจุบันทั่วโลกตื่นตัวกับเรื่องการใช้ AI มากขึ้นเรื่อยๆ และเอไอจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดนวัตกรรมของโลกในอนาคต เอไอจะสามารถเข้ามาทำงานแทนคน และเพิ่มความสามารถในการผลิต การสร้างนวัตกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับโลกในอนาคตจะทำให้การเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าของ AI ช่วยให้บุคคลเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้มากขึ้น เครื่องจักรสามารถดําเนิน
การและประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้นและดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นเอไอมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์

ข้อกังวลของ ดร.สเตลลาร์ ถ้า AI มีความเชี่ยวชาญงานที่มนุษย์เคยทํา เช่น งานด้านกฎหมาย AI นำมาวิเคราะห์ โดยไม่ได้อ้างแหล่งที่มา ผลงานของ AI ไม่สามารถตรวจสอบได้ ดังนั้น จะเกิดความมั่นใจในความถูกต้อง ความมีคุณภาพได้อย่างไร ดังนั้น ต้องระมัดระวังในการตรวจสอบเทคโนโลยี AI และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

ที่นั่งประจำของคณะนักร้องประสานเสียงใน King‘s College Chapel

สุดท้าย ดร.ไมเคิลบรรยายถึงระบบนิเวศของนวัตกรรม การสร้างผลผลิตเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้ค่าจ้างสูงขึ้น ซึ่งการเพิ่มผลผลิต หรือสร้างผลผลิตให้ดีขึ้นนั้นรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา “นโยบายนวัตกรรมได้กลายเป็นส่วนสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การสร้างนวัตกรรมไม่ใช่การแพร่กระจายและการนำไปใช้ทั่วทั้งเศรษฐกิจ การมุ่งเน้นนี้จะช่วยเปลี่ยนความแตกต่างในระดับภูมิภาค มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นโยบายนวัตกรรมในระดับท้องถิ่นจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการแพร่กระจายนวัตกรรมให้มากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ใช้ทั้งมุมมองที่กว้างขึ้นเพื่อรวมนวัตกรรมที่หลากหลาย และมุมมองที่แคบลงเพื่อมุ่งเน้นไปที่ความต้องการนวัตกรรมเฉพาะของแต่ละภูมิภาค หรือท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือ
ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ทำให้เกิดคลัสเตอร์ของงานสตาร์ตอัพ นอกจากการสร้างนวัตกรรมแล้วสิ่งสำคัญคือ การกระจายนวัตกรรมให้ทั่วถึงทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประเทศได้”

เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงของการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่างๆ จบลงด้วยความอิ่มเอมในเนื้อหาสาระ และตบท้ายด้วยการดื่มฉลองให้กับมิตรภาพและคำกล่าวอันอบอุ่นของชาวเคมบริดจ์

“We are delighted to be hosting the Thai Parliamentary Committee on Higher Education, Science, Research and Innovation”

สั้นๆ ง่ายๆ แต่ได้ใจของทุกคน

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย

 

ฐากร ตัณฑสิทธิ์
ประธาน กมธ.อว.

“การดูงานในครั้งนี้ ประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์ในทุกๆ ด้าน เนื่องจากการที่จะต่อยอดทางด้านนวัตกรรมได้ ประเทศทั่วโลกจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีก่อน

โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวก็คือโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ซึ่งต้องถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมติด 1 ใน 10 ของโลกในขณะนี้

แต่ด้วยการที่เราขาดการต่อยอดในการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่จะนำไปพัฒนาต่อยอด”