นับเป็นเวลาถึง 10 ปีเต็ม ที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนถือกำเนิดขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย หลังมีการจับกุม ดำเนินคดีนักกิจกรรมที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกและกลุ่มคนที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557
จากเวลาเพียง 2 วันหลังการยึดอำนาจ ศูนย์ทนายฯให้ความช่วยเหลือด้านการถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างต่อเนื่องถึง 2,594 คดี
นิทรรศการ ‘วิสามัญยุติธรรม’ ผุดขึ้นใจกลางกรุง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน แน่นอนว่าไม่ใช่การเฉลิมฉลอง เพราะการเติบโตของศูนย์ทนายฯ สะท้อนถึงภาวะของสังคมที่ไม่ปกติสุข

ดังเช่น คำกล่าวในตอนหนึ่งของ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เอ่ยไว้ในวันตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการว่า
“ความใฝ่ฝันประการหนึ่งที่มีต่อหน่วยงานนี้ (ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน) คือ ข้าพเจ้าไม่ต้องการเห็นองค์กรนี้เติบโต ขยายงาน มีงบประมาณ คน เพิ่มมากขึ้น เพราะยิ่งเติบโต ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความถอยหลังของสิทธิเสรีภาพ ในประเทศไทยมากเท่านั้น
ข้าพเจ้าอยากเห็นศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว เพื่อแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยเข้าสู่ภาวะสังคมปกติ ไม่มีการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งตามอำเภอใจ หรือจำคุกโดยไม่แยแส นักโทษทางความคิดได้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ หวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นงานเลี้ยงปิดตัวของศูนย์ทนายฯ ในอนาคตอันไม่ไกลมากนัก”
ครั้นในวันปิดฉากนิทรรศการเดียวกัน มีการขึ้นเวทีโดยบุคคลหลากหลายที่กล่าววาทะกินใจเนื่องใน 10 ปีศูนย์ทนายฯ และ 10 ปี รัฐประหาร
ถ้อยคำส่วนหนึ่ง ดังนี้
ความหวังจะคืนมา ถ้ารัฐกล้า ‘ผลักประตู 2 บาน’
“หากรัฐบาลมีความกล้าหาญ พยายามผลักประตูให้เปิดออกสักบานสองบาน ผมเชื่อว่าความหวังของผู้คนจะกลับมามากโข ประตูบานหนึ่งให้ความยุติธรรมกับคนเสื้อแดงและผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม ประตูอีกบานหนึ่งนิรโทษกรรมให้ผู้ต้องหาทางการเมืองทุกคน
10 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความฯเกิดขึ้นเพื่อพยายามต่อสู้กับความถดถอยที่มีลักษณะเฉพาะในประวัติศาสตร์ระบบกฎหมายแบบนี้ ภารกิจสำคัญที่สุดที่เป็นนามธรรม เอาหัวใจของ Rule of Law กลับลงไปในกฎหมาย หัวใจนั้นคือ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งจะต้องไม่ปล่อยให้รัฐใช้อำนาจมารุกล้ำ

การบอกว่าฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ได้มีนักคิดที่มีความสามารถนั้น ไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ผิดเสียทั้งหมด เพราะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาเพื่อบรรลุเป้าประสงค์เพื่อรักษาระบอบอำนาจของอภิสิทธิ์ชนไว้
ทั้งหมดนี้คือบริบทและเงื่อนไขการเมืองที่ศูนย์ทนายฯและทนายสิทธิมนุษยชนทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่ รู้สึกว่าภารกิจอันนี้หนักยิ่งกว่าทนายสิทธิ์มนุษยชนยุคก่อนหน้านี้ทั้งหมด
ไม่ประหลาดใจเลยถ้าคุณจะเหนื่อย 10 ปีที่ผ่านมาคุณทำได้ขนาดนี้ เป็นเรื่องน่ายกย่องมาก
จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนแสงดาวแห่งศรัทธา คุณคิดว่าเขียนอย่างมีความหวังเต็มเปี่ยม หรือเขียนขณะที่ท้ออย่างที่สุด เขาเขียนว่า ‘พายุฟ้า ครืนข่ม คุกคาม เดือนลับยาม แผ่นดินมืดมน’ ตอนที่กำลังมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม หรือหดหู่อย่างมาก
‘ดาวศรัทธา ยังส่องแสงเบื้องบน ปลุกหัวใจ ปลุกคนอยู่มิวาย’ โผล่มาให้เขาเห็นตอนไหน มันคือความมืดมนที่สุด ดาวศรัทธามีอยู่ที่เดียว คืออยู่ในใจของเราเอง จงมีศรัทธาที่จะต่อสู้ กับความทุกข์ยากลำเค็ญที่มาท้าทายอย่างร้ายกาจที่สุด คือความสิ้นหวัง อาวุธที่สู้ได้ดีที่สุดคือ ศรัทธาที่เรายังมี ซึ่งมีคุณค่าและทำต่อไปไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว ทำมันจนเป็นชีวิตปกติ ผมเชื่อว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เห็นดาวศรัทธาดวงนี้ในตัวของเขาเอง และอยู่ในตัวนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขัง
และเชื่อว่าอยู่ในตัวของบุ้ง (เนติพร เสน่ห์สังคม) ผมเชื่อว่าจนวาระสุดท้าย ผมเชื่อว่าอยู่ในใจของพวกราทุกคนที่ศูนย์ทนายฯ และทนายสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย ขอบคุณครับ ไม่ใช่ที่เชิญผมมาพูด แต่ขอบคุณศูนย์ทนายฯ ขอบคุณทนายสิทธิมนุษยชนทุกคน ขอบคุณอานนท์ นำภา และครอบครัว ขอบคุณนักโทษการเมืองทุกคน ที่แบกรับความยากลำบากด้วยศรัทธาที่มั่นคง กว่าพวกเราในที่นี้หลายเท่า”
ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล
อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน
อย่าเอาปัญหาประชาชน โยง ‘ความมั่นคงของชาติ’
แค่คิดต่าง ทำประเทศพังทลาย?
“ในปัจจุบันปัญหาสารพัดที่ถูกทำให้เป็นปัญหาด้านภัยความมั่นคงของชาติ
มัน Make sense จริงๆ หรือไม่ ความแตกต่างทางความคิดจะทำให้ประเทศนี้ มันพังทลายจริงๆ ใช่หรือไม่
เราไม่ได้มีแต่ความโกรธ แต่เรามีความกลัว คนไม่ได้กลัวการเสียชีวิต มีผู้เสียสละ บางท่านที่ยอมแลกชีวิต ความสุขสบายตนเอง หากเขามีความหวัง การที่ประชาชนถูกทำร้ายไปเรื่อยๆ มันคือ ภาวะสิ้นหวัง ที่เรารู้สึกกันว่า เราจะสู้กันไปทำไม? แต่การลอยนวลของผู้กระทำผิด นี่คือเรื่องที่สิ้นหวัง

เราเห็นความกล้าของเยาวชนจำนวนมากที่เสียชีวิต ทั้งยังติดคุกอยู่ ยังมีสารพัดข้อหาติดตัวอยู่ทุกวันนี้ เป็นความกล้าหาญของศูนย์ทนายความสิทธิมนุษยชน
หลายปีที่ผ่านมา เราเห็นความพยายามที่จะท้าทายความมั่นคงของรัฐที่มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งคำถามอยู่เรื่อยๆ ไม่มีครั้งใดที่ประชาชนตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจมากขึ้นขนาดนี้อีกแล้ว
วาทกรรมตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ผิดพลาด เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงของรัฐเผด็จการ ไม่สามารถรับมือกับความแตกต่าง และหลากหลายได้ด้วยความคิดสันติวิธี เพราะในความเป็นจริงในสังคมประชาธิปไตย หลายสังคมที่ต่างประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ได้เป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติ สู้กันในระบบสภา สู้ในเรื่องนโยบาย และให้ประชาชนตัดสิน เขาไม่มองประชาชนว่าเป็นพวกตัดสินใจเองไม่ได้ และมองว่าประชาชนไม่ใช่ศัตรูของรัฐ
ต้องทำให้เรื่องความมั่นคงของชาติทั้งหมดกลายเป็นเรื่องไร้ความหมาย ไร้ความน่าเชื่อถือ ถ้ามันเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ก็บอกว่ามันเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ถ้ามันเป็นปัญหายาเสพติด ก็เรียกมันว่าปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาผู้ลี้ภัยก็บอกว่าเป็นปัญหาผู้ลี้ภัย
อย่าไปยอมรับปัญหาความมั่นคงแห่งชาติง่ายๆ เพราะคำนี้ๆ มันปิดปากเรา และอนุญาตให้รัฐใช้อำนาจเกินเลยในการที่ปราบปรามประชาชน”
รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์
อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความหวังเข้มข้น จนยอมแลก แบกฝัน รัก หวัง ‘ลงถนน’
“จากนักศึกษาปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนั้น ที่ขึ้นเวทีด้วยชุดนี้ชุดเดิม ประกาศข้อเรียกร้องวันนี้ที่เราเป็นผู้ต้องหาคดีทางการเมือง 15 คดี เรื่องนี้ยังไม่จบ ถามว่าเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ถ้าทุกคนจำกันได้ในปี 2563 ทุกคนจะเห็นรุ้งกับเพื่อนนักศึกษาออกมาเรียกร้องทำอะไรด้วยกัน ซึ่งมีแค่นั้น เราเป็นกลุ่มนักศึกษาที่บังเอิญมาเจอกัน เรายังพูดติดตลกกับเพื่อนอยู่เลยว่า จริงๆ แล้วถ้าบ้านเมืองเรามันยังดี ถ้าการเมืองดี ถ้าบ้านเมืองไม่มีปัญหา เราและเพื่อนๆ แต่ละคนคงไม่จำเป็นต้องมาเจอกันด้วยซ้ำ เราคงไม่ต้องรู้จักกัน เพราะที่มาของเราหลากหลายมาก เรามาจากต่างที่
ต่างถิ่น ต่างมหาวิทยาลัย ต่างคณะ แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ทำให้เรามาเจอกัน เพราะว่าพวกเราทุกคนต่างมีความหวังมีความฝัน มีความคิดเห็นบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน

เราโตมาภายใต้บรรยากาศทางการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ
พวกเราแค่เป็นคนกลุ่มหนึ่ง ประชาชนกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่ง ที่เดินออกมาจากบ้าน เดินลงมาถนน ด้วยความหวัง หลังของเราแบกความหวัง ความฝัน ความรัก และความกลัวเอาไว้ แต่บางทีสิ่งที่เราแบกอาจจะไม่เหมือนกัน ด้านหลังของรุ้งในภาพนี้และเลยจากภาพนี้ไปมีแต่ประชาชนที่แบกความหวัง ความฝัน ความรัก ความกลัว มาลงถนน เพราะเราคิดว่าทุกอย่างที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า มันดีกว่านี้ได้ทั้งนั้นเลย ความหวังของเรามันเข้มข้นมาก จนเรายอมแลกอะไรหลายอย่าง เรายอมเอาตัวเข้าแลก มีคดี โดนจับ เข้าคุก อดอาหาร กรีดแขน
นอกจากเรายังมีคนอีกหลายกลุ่ม คนหนุ่มสาว วัยรุ่น เยาวชน ที่ต่างมีความหวัง และความกลัวว่าอนาคตที่เราจะเติบโตไปมันเป็นอย่างไร ที่เราทำกัน เพราะคำพวกนี้ ความรัก ความหวัง ความกลัว มีเท่านี้ที่ทำให้เราต่างออกมา
บุ้งเองก็คงมีบางส่วนในชีวิต ที่ไม่ใช่ใครอย่างที่ใครคิดว่าเขาเป็นเหมือนกัน มันน่าเสียดาย เขาไม่มีโอกาสได้พูดแล้วด้วยซ้ำ ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นใคร เขาทำทำไม แต่รุ้งเชื่อว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหว คนที่ออกมาบนท้องถนน คนที่ออกมาเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ปัญหาที่ตัวเองเห็น มันเป็นแค่นี้ แค่เราต้องการอนาคตที่ดีกว่านี้ รุ้งแค่อยากพูด และอยากย้ำ ขอสื่อสารส่งต่อคำพูดนี้ไป ว่าเราไม่ใช่ ไม่ใช่ และไม่เคยใช่ เราไม่ใช่ใครที่คุณคิดว่าเราเป็น”
ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (รุ้ง)
นักกิจกรรมทางการเมือง
การเมืองไทยคล้าย ‘บ้านผีปอบ’ หวังนิรโทษกรรม เลิกเทรนด์หนังเก่า
“ผมโดนคดีแรก ขัดขืนคำสั่ง คสช. 2.คดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 3.คดีตามมาตรา 116 ภัยคุกคามความมั่นคง

สาบานได้เลยว่าขณะแอบอยู่ สู้ด้วยการแอบอยู่ ผมตระหนักอยู่ตลอดเวลา ผมทำสิ่งนั้นโดยสำนึกของพลเมืองเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าผมเป็นพลเมืองดี ผมถูกสอนว่าเราต้องรักษากฎหมาย อย่าทำผิดกฎหมาย พอมีเอาอาวุธสงครามมายึดอำนาจ ผมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผมพิทักษ์กฎหมาย ผมผิดอย่างไร
การเมืองไทยคล้ายกับภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งที่มีหลายตอน ชื่อว่าบ้านผีปอบ มีการยึดอำนาจหมุนไปหมุนมาแบบนี้
หวังว่าเทรนด์เรื่องบ้านผีปอบจะจบไป และพวกเราจะได้กลับเข้าสู่เป็นปกติ และขอให้มีการนิรโทษกรรมทางการเมืองทุกคน”
สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
นักกิจกรรมทางการเมือง
ศศวัชร์ คมนียวนิช
ชญานินทร์ ภูษาทอง05

