‘เราเดินมาถูกทาง’
การทูตเชิงรุก หยุดวงจรซ่อนแอบ
ตรวจ DNA ลดเหลื่อมล้ำ-คืนสิทธิราษฎรไทยในมาเลย์
แม้ห่างจากนราธิวาสของไทย เพียงแม่น้ำสุไหงฯกั้น
แต่สิทธิขั้นพื้นฐาน กลับข้ามฝั่งมาไม่ถึง
ผู้คนที่ทะลัก ยอดที่พุ่งทะยานแบบยกกำลัง คือการคอนเฟิร์มถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของผู้คนไร้สัญชาติ จำต้องอยู่แบบแอบๆ ในผืนแผ่นดินมาเลเซียบ้านพี่เมืองน้อง

‘One stop Services’ ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จใน โครงการตรวจสารพันธุกรรม (DNA) จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2560
มีสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู เป็นเจ้าบ้านเปิดประตูต้อนรับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รับบทลงไปค้นหาผู้ที่ตกหล่นด้านสัญชาติ ร่วมด้วยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ขนเครื่องมือเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่ มาร่วมตรวจ DNA พิสูจน์สถานะ เสริมทัพด้วยมหาดไทย (มท.) และภาคี ที่เข้ามาช่วยกันอุดช่องโหว่ในด้านเอกสารและข้อกฎหมาย
เป็นภารกิจคลี่คลายความทุกข์ของคนไทยพลัดถิ่น
พิสูจน์ผลลัพธ์ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างรัฐผ่าน ‘การทูตเชิงรุก’
นับตั้งแต่คิกออฟในปี 2560 สถิติฝั่งไทย 2,000 ราย ไร้สัญชาติ ฝั่งมาเลย์นับ 500 ได้เลข 13 หลักบนบัตรไปแล้ว 353 ชื่อ

เฉพาะในปี 2566 กงสุลใหญ่ฯออกสูติบัตรได้ถึง 89 คนจาก 97
“เราออกบัตรประชาชนได้ถึง 70 คนทันทีในวันนั้น ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้มีการพูดปากต่อปาก”
ภาษิต จูฑะพุทธิ กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู ชูข้อมูลที่น่ายินดี
ส่วนปีนี้สถิติยืนหนึ่งในรอบ 7 ปี เพียง 2 วันแรกที่ตั้งจุดฯ (28-29 พ.ค.) ก็เข้ามาตรวจมากถึง 235 ราย
มากกว่าจำนวนนับ คือความใส่ใจ ไม่เพียงได้สิทธิสถานะที่เคยตกหล่นทางทะเบียนราษฎร แต่ยังปลดเปลื้องพันธนาการ เดินทางข้ามฝั่งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่แบ่งแยกศาสนา
รักษาผลประโยชน์คนไทย
‘รัฐกลันตัน’ อันเชื่อมโยงกับพื้นที่นราธิวาส
ก่อนตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เคยอยู่ภายใต้อาณานิคมของสยาม 10 ปีในศตวรรษที่ 20
ก่อนจะมีตัวบทกฎหมาย มีชาวสยามข้ามฝั่งมาทำงานเป็นจำนวนมาก
สุคิริน แว้ง สุไหงโก-ลก และตากใบ เป็นรายนามของอำเภอที่มีประวัติศาสตร์พันผูกกับไทยมายาวนานนับ 2,000 ปี

กูเฮง ยาวอหะซัน และ ภาษิต จูฑะพุทธิ
“ส่วนใหญ่รับจ้างตัดยางอยู่ในป่ายาง ปลูกปาล์มน้ำมัน แล้วอยู่มานาน เมื่อมีลูกก็ไม่ได้แจ้งเกิด ไม่มีทะเบียนราษฎร เป็นปัญหาสะสม ไม่ใช่เฉพาะในมาเลเซีย เพราะคนไทยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็ไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน” ภาษิตเล็งเห็นปัญหาภาพกว้าง
29 พฤษภาคมที่ผ่านพ้นมา สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน เนืองแน่นไปด้วยผู้ไร้สัญชาติจากหลากเมืองหลายรัฐ ตั้งแต่มารดาที่มาตรวจเป็น ‘คู่เทียบ’ เพื่อยืนยันเลือดเนื้อเชื้อไขไทยให้แก่ลูกสาว คิวยาวไปจนถึงบิดา ปู่ ย่า ตา ยาย หลาน ตั้งหน้าตั้งตารอวันมีบัตรประชาชนใบแรก
“เราให้บริการทุกกลุ่มโดยไม่แบ่งแยกศาสนา ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้คนไทยเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์ เพื่อนำไปสู่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน บริการภาครัฐ ทั้งการรักษาพยาบาล เข้าเรียน ในฐานะพลเมืองไทย”
“ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้คนไทยเหล่านี้มีเอกสารเดินทาง พำนักในมาเลย์ได้อย่างถูกกฎหมาย อยากกลับไปชายแดนใต้ก็ทำได้”
ภาษิตเผยถึงความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ ตามพันธกิจของกระทรวง ชนิดที่เห็นผลทันตา
ผลลัพธ์ ‘ทูตเชิงรุก’
เดินมาถูกทาง สางปัญหาเรื้อรัง
ผลจะทยอยส่งมาที่กงสุลใหญ่ฯก่อนติดต่อกลับไปให้มาออกสูติบัตร จึงเป็นเหตุให้มีการตั้งจุดวันสต๊อปฯ เพื่อลดช่องว่างในการประสานงาน
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนคู่เทียบ แต่คอนเฟิร์มว่ารู้ใน 1 เดือน
“ส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคการเกษตร เราออกไปหาชาวบ้านที่ตรวจพบเป็นคนไทย ให้เขามาทำสูติบัตร”
“ไม่อย่างนั้นเมื่อได้เอกสารเขาจะต้องข้ามไปฝั่งไทย ด้วยข้อจำกัด เช่น ทำงานในป่ายาง ดังนั้น การตั้ง One stop Services ฝั่งไทยที่โก-ลก โดยสถานกงสุลฯประสานงานไปเป็นล็อต ก็ช่วยแก้ปัญหาได้”

มองยอดที่พุ่งเท่าตัวในปีนี้เป็นผลจาก ‘กงสุลสัญจร’ รุกออกไปหาชาวบ้าน เสริมด้วยพลังบอกปากต่อปากถึงประโยชน์และความร่วมมือของหน่วยงาน ลดช่องว่างความไม่เข้าใจระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่
“มันเป็นปัญหาสั่งสมมา ต้องค่อยๆ แก้ แต่เราเดินมาถูกทางแล้ว ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแสดงว่าเขาเชื่อมั่น กังวลน้อยลงในการออกมาพบหน่วยงานราชการ หลังได้บัตรเดินทางไปต่างประเทศก็มี เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่มีตัวตน ไม่มีสิทธิมีเสียง” กงสุลใหญ่ฯพอใจผลลัพธ์ที่ราบรื่นด้วยดี
หยุดวงจรผวาโดนจับ
มีเลข 13 หลักในเดือนเดียว
“ภาคอื่นจะเป็นแรงงานทะลักเข้ามา แต่ใน 3 จังหวัดคือแรงงานไทยที่เข้ามาอยู่ในมาเลย์แบบหลบๆ ซ่อนๆ เมื่อก่อนจะด้วยเหตุผลเรื่องการเมือง แต่ทุกวันนี้เป็นเรื่องปากท้อง”
ในสายตาของ กูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ทั้งปลื้มใจปนเสียดาย อยากให้มีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เข้ามาร่วมด้วย
“หลายท่านท้องอยู่ มีลูกอ่อน ทุกวันนี้ยังหวาดระแวงนิดๆ ว่าถ้ามาจะโดนจับหรือเปล่า”
ล่าสุดคุยกับ ศอ.บต.เตรียมตั้ง ‘โหนดเก็บ DNA’ ตามสถานพยาบาล ดึง 13 หน่วยงานเข้ามาร่วมมือ ให้ความยุติธรรมเข้าถึงไวขึ้น ไม่ต้องรอถึง 3-4 เดือน
“มีบัตรประชาชนใบแรกได้ใน 1 เดือน ถ้าเป็นพ่อแม่ลูก 2 สัปดาห์ แต่ยายกับหลาน-เหลน อาจจะวิเคราะห์นานขึ้น”

ที่สำคัญ รมว.ยธ.ย้ำว่าต้องตรวจฟรี ไม่ให้ประชาชนมีภาระ ใช้งบราว 2,500 บาท/คน รวมคู่เทียบแล้วเคสละ 5,000 แต่เคสที่ยากต้องใช้น้ำยา 2 ชุด ตกราว 10,000 บาท
“10,000 กับการได้สถานะทางทะเบียนราษฎรท่านมองว่าไม่แพงเลย ที่ผ่านมาเคยตรวจแล้วไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน ประมาณ 1%” เลขาฯรมว.ยธ.เผย
ทั้งยังตั้งคำถามที่พลิกภาพจำด้านปัญหาความรุนแรง อย่าง ‘กลันตัน’ เป็นรัฐอันเคร่งศาสนาที่สุด แต่ทำไมวัดถึงอยู่ข้างมัสยิดได้?
สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่เคยได้ยิน อาจจะไม่จริงเสมอไป
กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
เหลื่อมล้ำทุเลา เข้าถึงสิทธิรักษา
ไม่ใช่แค่ภารกิจหลักด้านหนังสือเดินทาง ทว่า ยังเป็นแหล่งพูดคุยในมิติ ‘สันติภาพ’
ในมุม นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมตอบรับทุกความร่วมมือกับรัฐบาล
“ผมเชื่อว่าในอีก 5 ปี มิติความไม่เข้าใจกับชาวบ้าน ความเหลื่อมล้ำของความยุติธรรมจะลดลง ประชาชนได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน จะมีหน่วยงานรัฐมาช่วยกันที่นี่ หนึ่งในบ้านของเรา ให้ได้รับความอบอุ่น”
เคยเจอเคสอายุ 67 อยู่ที่กรุงปีนัง เป็น 60 กว่าปีที่ไม่เคยมีบัตร ไม่เคยได้รับสิทธิ แต่แก้จบได้ใน 3 วัน
ด้วยเคยเป็น ผอ.โรงพยาบาล ยอมรับว่าทุลักทุเลโดยเฉพาะเรื่องวัคซีนและการส่งตัวผู้ป่วย ที่ผ่านมาใช้วิธีรักษาให้ฟรี แต่หากมีงบจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาช่วยอำนวยคนไทย ก็น่าจะเป็นเรื่องดี
“เพื่อให้เงินจากการทำงานที่นี่กลับคืนสู่นราธิวาสบ้านเรา เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพราะเด็ก 70% เป็นลูกครึ่งที่แต่งงานกับชาวมาเลย์ อินโดฯบ้าง”
หมอสมหมายชงทำเรื่อง ‘ศูนย์ปฐมภูมิ’ ทุก 3 เดือน ในอนาคตถ้าเป็นไปได้ก็อยากเห็นการปลดล็อก ทำบัตรให้จบได้ที่มาเลย์
“ถ้าแก้ปัญหาเรื่องบัตรได้ทุกอย่างจะมาหมด ศูนย์ปฐมภูมิ เรื่องวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของไทยที่นี่ เราอาจจะมีมหกรรมโอท็อปที่กงสุลใหญ่ฯ ต่อไปพี่น้องจะเข้าถึงแอพพลิเคชั่น ทั้งการจองคิว ทำบัตร การย้ายสิทธิ สปสช. รวมถึงเรื่องการทำพาสปอร์ต” นพ.สมหมายทิ้งท้าย
วางโรดแมปเคลียร์คัต
ตัดจบใน 5 ปี
หันไปหาคีย์แมนอย่าง ผศ.วรวีร์ ไวยวุฒิ รอง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เดินหน้าตามโรดแมปที่ รมว.ยุติธรรม ย้ำให้แก้ปัญหาคนไทยไร้สถานะ 99,000 คน เพื่อคืนสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
จึงบูรณาการกับกรมคุ้มครองสิทธิ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พัฒนาเทคนิคจนพิสูจน์ได้ 3 ชั้นลำดับ แต่ยังต้องพึ่งกฎหมายยืนยันอีกทาง
“เป็น 100 ปีกว่าปัญหานี้จะหมดไป แต่เราจะแก้ให้ทุเลาภายใน 3 ปี และน่าจะหมดใน 5 ปี ถ้าทำตามโรดแมปที่วางไว้” ผศ.วรวีร์เผยพร้อมรอยยิ้ม
สำหรับ วรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ อธิบดีกรมการกงสุล ผู้มีส่วนหนุนโครงการนี้ นับว่าตอบโจทย์ปัจจุบันในการดึงวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้
แจงอุปสรรคที่กงสุลออกบัตรใบแรกไม่ได้ เพราะต้องเอาใบเกิดไป ‘เข้าทะเบียนบ้าน’ ก่อน ซึ่งจะต้องมีถิ่นพำนักในไทยด้วย จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับไป เมื่อได้เลข 13 หลักแล้วก็สามารถขอทำบัตรได้
“เป็นระเบียบที่ออกมาในช่วงที่มีการซื้อขายสัญชาติ ยังไม่มีการพิสูจน์ DNA เชื่อว่าในยุคที่มีเทคโนโลยีน่าเชื่อถือแล้ว น่าจะต้องมีการปรับแก้ เพื่ออำนวยความสะดวกมากขึ้น”
เพราะไม่ใช่แค่โกตาบารู คนไทยในสหรัฐ ยุโรป ก็เรียกร้องเช่นกัน
อะไรๆ คงง่าย
ชีวิตใหม่-ความฝัน อนาคตบุตรหลังมีบัตร
ทันทีที่ทราบข่าว ฟาตีฮะ แมเราะ ชาว อ.สุไหงโก-ลกนั่งรถ 2 ชั่วโมงกว่า ตั้งใจมาตรวจเป็นคู่เทียบให้น้องสาวคนละพ่อ
“เรามีพ่อแม่เป็นคนไทย แต่น้องไม่มีบัตรตั้งแต่เกิดจนตอนนี้อายุ 24 ปีเริ่มมีความลำบาก แม่ของน้องเสียตั้งแต่เกิดก็เลยไม่ได้ทำ ส่วนคุณพ่อเป็นคนอินเดีย ถ้าน้องได้สัญชาติไทยคงจะได้หลายอย่าง รักษาฟรี มีโอกาสไปทำงาน”
ปัจจุบัน ‘ฟาตีฮะ’ มีลูก 2 ขวบ ได้เรียนที่ ร.ร.บ้านสากอ อ.สุไหงปาดี เพราะมีบัตรประชาชน ส่วนลูกอีกคน 8 ขวบ เป็นโรคสะเก็ดเงิน ก็ได้รับการรักษา
“เราก็จะไปบอกกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้านที่เขายังไม่มีบัตร เยอะเหมือนกัน เป็นหลักสิบ จะไปบอกเขาว่าที่นี่มีตรวจฟรี ไม่เสียสตางค์สักบาท”
ด้าน ไอนี เจ๊ะแต เป็นชาว จ.ปัตตานี ในวัย 38 ปี ที่รู้ข่าวจากเฟซบุ๊ก เดินทางมาจากกัวลาลัมเปอร์ พร้อมลูกสาววัย 8 ขวบ
“พอเราเห็นก็รีบพาลูกมาเลย สงสารเขา ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ”
“ตอนน้องจะเกิดกะว่าจะกลับไทยแต่ไม่ทัน ก็เลยคลอดที่นี่แล้วจะไปทำใบเกิดที่นู่น แต่เรารู้สึกว่ามันยุ่งยาก ต้องไปที่ปูตราจายา ไม่มีเวลาไป เพราะไกลและต้องทำงาน ถ้ามีปัญหาขอความช่วยเหลือใครไม่ได้ หลายคนทำเป็นเมินเฉย”
สำหรับไอนี รู้จักบัตรทอง สิทธิ สปสช. แต่ที่ผ่านมาไม่มีโอกาส
“ถ้าไม่ได้ทำ เราไม่มีอะไรให้เขา เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะยิ่งสงสารเข้าไปอีก บางทีเรากลับไทยก็กลัวเหมือนกัน ว่าถ้าเกิดเขาเจ็บปวด จะไปเข้าโรงพยาบาลที่ไหน” ไอนีเผยความในใจที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยลูกสาว
เป็นวาสนา ที่ผ่านมายังเคยไม่ป่วยหนัก แค่ไม่สบายนิดหน่อย “ปกติก็ไปซื้อยาที่ร้าน ให้เวลาเยียวยา โชคดีที่เขาไม่ได้มีโรคร้าย ยังแข็งแรงดี”
“เอาจริงๆ การที่เขาไม่มีเอกสารค่อนข้างยุ่งยากเรื่องการเรียน ถ้ามีบัตรแล้วเราทำงานที่ไทย ลูกได้เรียนที่ไทย ต่อยอดอะไรได้อีกเยอะ อนาคตเขายังอีกไกล ยิ่งระดับมหาวิทยาลัยยิ่งต้องใช้สตางค์”
กระซิบถามความฝันของลูกสาว มีแววด้านไหน? คุณแม่ไอนีเปิดโอกาสให้เลือกได้ตามใจ
“เขาอยากจะเป็นอะไรเราก็ส่งเสริม เขาสนใจด้านศิลปะ ชอบวาดรูป ภาษาอังกฤษพูดได้แต่ยังฟังไทยไม่ออก นี่แหละที่อยากให้เรียนไทย ถ้าไม่มีพื้นฐานก็อาจจะขาดต้นทุน เราเป็นคนไทยแล้วก็อยากพูดได้ เคยสอนเองบางทีเราสอนไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ) ไปเรียนที่ไทยน่าจะพูดได้แน่นอน เผื่อในอนาคตเขาอาจจะมีแฟนเป็นคนไทยก็ได้” เป็นคำตอบที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“โครงการนี้ดีมาก มาที่นี่ครบจบที่เดียว ให้บริการครบทุกอย่าง อยากให้จัดต่อไปเรื่อยๆ ทุกปี ยิ่งถ้ามีศูนย์แบบนี้ไปตั้งที่กัวลาลัมเปอร์ได้น่าจะดีมาก เพราะคนไทยอยู่ที่นั่นเยอะเหมือนกัน ตามร้านอาหาร”
ไอนีหวังไม่ต้องพาลูกนั่งเรือข้ามฝั่งตามช่องทางธรรมชาติอีกต่อไป
หันมาถาม อาลีฟ ดาโอ๊ะ ชาวยะลา มารดาแต่งงานกับคนมาเลย์จึงย้ายมาอยู่ที่นี่
ตัดสินใจไม่ลังเล พาลูกสาววัย 5 ขวบ มาตรวจ DNA พิมพ์ลายนิ้วมือ
“อยากให้เขาได้เรียน ได้รับการรักษาที่ไทย อะไรๆ น่าจะดีกว่านี้”
“ถ้าได้สัญชาติไทยอะไรๆ มันก็ง่าย ช่วยได้มากเลย”
นอกจากการศึกษาทัดเทียมคนอื่นๆ แล้ว อาลีฟยังคิดไปถึงอนาคตที่ลูกจะสามารถทำพาสปอร์ต ไปเรียนต่อ หรือทำงานในต่างประเทศได้
ด้วยมือที่ยื่นเข้าไปช่วยเหลือ อมยิ้มที่ยื่นให้เด็กน้อย รอยยิ้มที่ฉีกกว้าง คืนความมีศักดิ์(ศรี)และสิทธิ ในฐานะ ‘ประชากรไทย’ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
อธิษฐาน จันทร์กลม

