งาน ‘วันชาติ’ ยุคแรกของประเทศ ที่ใช้วันที่ 24 มิถุนา

งาน ‘วันชาติ’ ยุคแรกของประเทศ ที่ใช้วันที่ 24 มิถุนา

ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หากกิจกรรมเพื่อรำลึกถึง “กำเนิดประชาธิปไตย” ของประเทศกลับต้องรอหลังจากนั้นอีก 7 ปี จึงมีการจัดงานเฉลิมฉลอง ที่เรียกว่า “วันชาติ” ในปี 2482

งาน “วันชาติ” ครั้งแรกนั้นจัดขึ้นได้เพราะผู้นำรัฐบาลในเวลานั้นคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร

Advertisement
ประชาชนจำนวนมากในงานวันชาติ 24 มิถุนายน 2483 หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย (ภาพจาก ศรัญญู เทพสงเคราะห์)

งานวันชาติครั้งแรกเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ส่วนจะยิ่งใหญ่ขนาดใดนั้น ก็ขนาดที่ “สำนักงานโฆษณาการ” เสนอให้รัฐบาลจัดงาน เลื่อนงานเฉลิมฉลอง, กิจกรรมบางอย่างมาทำใน “วันชาติ” ครั้งที่ 1 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482 แทน

รายละเอียดของเรื่องนี้ ศรัญญู เทพสงเคราะห์ มีค้นคว้าและเรียบเรียงเป็นบทความชื่อ “รัฐนาฏกรรมในงานวันชาติ พ.ศ.2482-2484” ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมิถุนายน 2567

ซึ่งคำว่า “รัฐนาฏกรรม” นั้น เดิมคือ วัฒนธรรมการเฉลิมฉลอง, พิธีการ ฯลฯ ที่ต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ชมและยอมต่ออำนาจของรัฐ แต่หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 รัฐเป็นผู้แสดงเพียงฝ่ายเดียว รัฐยังได้ดึงประชาชนเข้ามาร่วมแสดงอย่างเต็มที่ และบางครั้งรัฐยอมให้ประชาชนมีบทบาทเหนือรัฐด้วย ขณะที่ “พ.ศ.2482-2484” นั้น เป็นช่วงเวลาของรัฐบาลคณะราษฎร

Advertisement

ปี 2482 เป็น “ปีแรก” ที่มีการจัดงานวันชาติ ที่ย้ำเตือนความสำเร็จของการปฏิวัติสยาม กำหนดงานวันชาติไว้ 2 วัน คือวันที่ 23 และ 24 มิถุนายน เรียกอย่างเป็นทางการว่า “งานฉลองวันชาติและสนธิสัญญา” ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น

ประชาชนร่วมงานวันชาติครั้งแรก พ.ศ.2482 อย่างท่วมท้น (ภาพจากหนังสือไทยในปัจจุบัน ที่ระลึกงานฉลองวันชาติ 2483)

รัฐบาลเชิญบรรณาธิการและเจ้าของหนังสือพิมพ์ต่างๆ มาพบปะสนทนากันที่วังสวนกุหลาบ และดื่มน้ำชาร่วมกับข้าราชการระดับผู้บริหาร

การสื่อสารกับประชาชนด้วยการประกวดขบวนแห่รถยนต์ ที่ประดับตกแต่งรถด้วยแนวคิดหลัก 6 ประการของคณะราษฎร มีรถของทางราชการและเอกชนเข้าร่วมขบวนอย่างยิ่งใหญ่กว่าร้อยคัน ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ประชาชน

ที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดในงานวันชาติครั้งแรกคือ การเตรียมการก่อสร้าง “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” ณ สี่แยกถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนดินสอ เพื่อแสดงออกถึงอำนาจเชิงสัญลักษณ์ให้ปรากฏแก่สาธารณะ ที่รัฐบาลมุ่งหมายให้เป็นอนุสรณ์สถานอันยิ่งใหญ่สำหรับการรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

งานวันชาติครั้งที่ 2 ปี 2483 รัฐบาลพยายามจัดงานให้ยิ่งใหญ่มากกว่าครั้งแรก ด้วยเป็นวันเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อันเป็นอนุสรณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่รัฐบาลได้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันชาติปีก่อน รัฐบาลยังผลักดันให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยจัดงานวันชาติของแต่ละจังหวัด

โดยรัฐบาลกำหนดงานวันชาติครั้งนี้ไว้ 3 วัน คือ วันที่ 23-25 มิถุนายน และให้ทั้ง 3 วันเป็นวันหยุดราชการ (เดิมเฉพาะวันที่ 24 มิถุนายน) กิจกรรมสำคัญของงานวันชาติที่กรุงเทพฯคือ นอกจากการเปิดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การแสดงกีฬาของยุวชนทหารที่สนามหลวง การประกวดขบวนแห่ การสวนสนามของทหารสามเหล่าทัพแล้ว

ศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่รัฐมนตรีและสมาชิกคณะราษฎรนำปูนมาผนึกศิลาฤกษ์ (ภาพจาก ศรัญญู เทพสงเคราะห์)

คณะกรรมการจัดงานวันชาติส่วนกลางยังจัดสร้างเหรียญที่ระลึกงานวันชาติ พ.ศ.2483 เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้าเป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและด้านหลังมีข้อความว่า “สร้างชาติ” จำนวนทั้งสิ้น 2 ล้านเหรียญ สำหรับแจกจ่ายแก่ข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมถึงนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย

ป. อินทรปาลิต บรรยายความคึกคักของงานวันชาติในคืนวันที่ 23 มิถุนายน 2483 ใน พล นิกร กิมหงวน ชุดวัยหนุ่ม คุณลุงไก่นา ว่า “สองฟากฝั่งถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สนามหลวงกระทั่งพระบรมรูปทรงม้าเต็มไปด้วยมหาชนนับแสนยืนเบียดเสียดเยียดยัดกันคอยดูทหารหาญของชาติเดินสวนสนาม อวดสมรรถภาพอันเข้มแข็ง ทั้งกำลังทหารและอาวุธอันทันสมัยให้พี่น้องชาวไทยได้ชมเป็นขวัญตา และอวดชาวต่างชาติด้วยว่าประเทศไทยในปัจจุบันนี้มีกำลังแสนยานุภาพเข้มแข็งพอที่จะป้องกันไม่ให้ชาติใดรุกรานข่มเหงเราได้”

สิ่งสำคัญในงานวันชาติปีนี้ก็พิธีเปิด “ทางหลวงประชาธิปัตย์” (ถนนพหลโยธินในปัจจุบัน) ทางหลวงสายนี้เชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับภาคกลางผ่านจังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และสิ้นสุดที่ลพบุรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใช้ทางหลวงประชาธิปัตย์เป็นปฐมฤกษ์ เพื่อไปเป็นประธานพิธีต่างๆ ในงานวันชาติที่จังหวัดลพบุรี

ระหว่างทางมีการแวะประกอบพิธีกรรมตามสถานที่สำคัญบนทางหลวงสายนี้ เช่น การวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ปราบกบฏที่หลักสี่ เพื่อระลึกถึงวีรชนที่เสียชีวิตในการปราบกบฏบวรเดช, นายกรัฐมนตรีจะหยุดบริเวณประตูชัยของแต่ละจังหวัดที่สร้างต้อนรับ สำหรับประกอบพิธีนมัสการพระสงฆ์ที่สวดชัยมงคลคาถา ปราศรัยกับข้าราชการและประชาชน, มอบตู้ยาตำราหลวงให้แก่ผู้แทนจังหวัด ซึ่งจะส่งมอบให้แก่โรงเรียนต่างๆ ฯลฯ

การเดินสวนสนามเนื่องในวันชาติ พ.ศ.2483 บนถนนราชดำเนินกลางของทหารบก (ภาพจาก ศรัญญู เทพสงเคราะห์)

ภารกิจสุดท้ายของหลวงพิบูลสงครามในวันชาติ ปี 2483 คือ การปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงแก่ประชาชนเนื่องในวันชาติ ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงลพบุรี โดยสาระสำคัญของคำปราศรัยกล่าวถึงความสำคัญของวันชาติ ที่ถือเป็นการสรุปภาพรวมของการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตลอดงาน

งานวันชาติครั้งที่ 3 พ.ศ.2484 กิจกรรมงานวันชาติปีนี้กำหนดไว้ 3 วันคือ ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน เช่นเดียวกับปีก่อน กิจกรรมก็ใกล้เคียงกับที่ผ่านมา คือ

วันที่ 23 มิถุนายน ช่วงเช้า จัดขบวนแห่รถยนต์ที่ถนนราชดำเนินและตลาดนัดในพระราชอุทยานสราญรมย์ ช่วงกลางคืน มีงานมหรสพ

วันที่ 24 มิถุนายน ช่วงเช้า จัดตลาดนัดในพระราชอุทยานสราญรมย์และเปิดสภาผู้แทนราษฎร ช่วงสายเปิดสถานที่สำคัญต่างๆ ช่วงกลางคืน มีแห่คบไฟของยุวชนทหารที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและงานมหรสพ

วันที่ 25 มิถุนายน ช่วงเช้า ให้ข้าราชการและประชาชนทำบุญตามวัดต่างๆ และช่วงบ่าย มีกีฬายุวชนทหารที่สนามหลวง

การปรับปรุงถนนและก่อสร้างอาคารริมถนนราชดำเนินกลางในช่วง พ.ศ.2483-2484 (ภาพจาก ศรัญญู เทพสงเคราะห์)

หากบรรยากาศการจัดงานวันชาติครั้งที่ 3 อบอวลด้วยการเฉลิมฉลองชัยชนะของประเทศไทยในกรณีพิพาทอินโดจีน โดยมีการเจรจาสันติภาพปรับปรุงเส้นเขตแดนใหม่ที่กรุงโตเกียวนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2484 เป็นผลให้ดินแดนอินโดจีนบางส่วนตกมาเป็นของไทย มีการสวนสนามของเหล่าทัพเพื่อฉลองชัยชนะเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2484 งานวันชาติปี 2484 จึงไม่มีพิธีสวนสนามของทหาร เหลือเพียงพิธีของยุวชนทหาร

หากพิธีกรรมสำคัญบนถนนราชดำเนินในงานวันชาติปีนี้คือ การเปิดถนนราชดำเนินกลางและอาคารสมัยใหม่ริมถนนราชดำเนิน 10 หลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของเมืองสมัยใหม่ในยุคคณะราษฎรให้แตกต่างจากยุคระบอบเก่าอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและการใช้งานที่ให้ความสำคัญกับประชาชน โดยการก่อสร้างอาคารเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากความสามารถของนายช่างชาวไทย การใช้วัสดุก่อสร้างของไทย และใช้แรงงานกรรมกรชาวไทย

ซึ่งนอกจากข้อมูลและเนื้อหาเกี่ยวกับวันชาติยุคแรกแล้ว ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ยังไปพบชุดภาพถ่ายงานวันชาติ จำนวน 51 ภาพ แม้จะนำเสนอในคราวเดียวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็คัดมาให้ดูกันไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดนี้ รอท่านผู้อ่านอยู่ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนมิถุนายนนี้

วิภา จิรภาไพศาล
[email protected]

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image