มติชนฟอรั่ม ‘Thailand 2024 : Surviving Geopolitics’ เจาะลึกภูมิรัฐศาสตร์ โลก ไทย เพื่อนบ้าน ใต้ทะเลสู่เวิ้งจักรวาล

มติชนฟอรั่ม ‘Thailand 2024 : Surviving Geopolitics’ เจาะลึกภูมิรัฐศาสตร์ โลก ไทย เพื่อนบ้าน ใต้ทะเลสู่เวิ้งจักรวาล
(จากซ้าย) วรศักดิ์ ประยูรศุข บรรณาธิการ กอง บก.ประชาชาติธุรกิจ, คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี ชัยวัฒน์, ปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข, รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช, นฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการ กอง บก.มติชน

มติชนฟอรั่ม ‘Thailand 2024 : Surviving Geopolitics’
เจาะลึกภูมิรัฐศาสตร์ โลก ไทย เพื่อนบ้าน
ใต้ทะเลสู่เวิ้งจักรวาล

เข้มข้น ดุเดือด เชือดสถานการณ์โลก โยงมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนวกมาแลนดิ้งยังบรรยากาศการเมืองไทยได้อย่างเฉียบคมอย่างยิ่ง สำหรับวิทยากรทุกท่านบนเวที มติชนฟอรั่ม ‘Thailand 2024 : Surviving Geopolitics’ เมื่อ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ คริสตัล บ็อกซ์ ชั้น 19 เกษร เออร์เบิน รีสอร์ต อาคารเกษรทาวเวอร์ แยกราชประสงค์ กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสหนังสือพิมพ์มติชนก้าวเข้าสู่ปีที่ 47

บุคคลในแวดวงต่างๆ เกาะเวทีร่วมรับฟังอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นเหล่าสมาชิกพรรคการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ภาคธุรกิจยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงนักศึกษา

ผู้เชี่ยวชาญยกข้อมูลและบทวิเคราะห์เป็นฉากๆ อย่างสะเทือนเลื่อนลั่น ชวนให้ภาคส่วนต่างๆ นำไปขบคิด พินิจ พิจารณาถึงทางออกและการแก้ปัญหาในห้วงเวลาแห่งการดิสรัปต์ที่ทยอยมาเป็นระลอกใหญ่ ในหลากหลายด้าน

Advertisement

สุรชาติ ฟันธง ‘สิ่งที่น่ากลัวสุดในสังคมไทย คือความชาชิน’

เริ่มที่ ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในสังคมไทย คือความชาชิน อยู่ๆ กันไป แต่ถ้าสังเกต โกลบอลดิสรัปต์ชั่น มันหนักขึ้น หลายประเทศเริ่มปรับตัว แล้วอะไรคือการปรับตัวของรัฐบาลและสังคมไทย?

ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

“ผมว่าภาคเอกชนปรับ เพราะคนทำธุรกิจรู้อยู่แก่ตัว ว่าไม่ปรับคือตาย แต่ภาครัฐที่อยู่บนเงื่อนไขของความเป็นรัฐราชการ การปรับตัวต้องยอมรับว่า กระแสที่จะปรับตัวไม่ไวเท่ากระแสโลกไดรฟ์เรา ผมว่าการเตรียมรับมือปัญหา มีขีดจำกัด”

Advertisement

เมื่อพิธีกรถามว่า การปรับตัวของรัฐไทยในโลกที่มีการดิสรัปต์หลากหลายด้าน กล่าวคือ รัฐไทยอยู่ในฐานะที่ยังแข็งแกร่งพอ ที่จะปกป้องสังคม จากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ได้หรือไม่?

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ให้คำตอบว่า ‘ความแข็งแกร่ง’ คือคำที่อาจต้องนิยามใหม่ คนรุ่นก่อนนิยามความแข็งแกร่ง ผ่าน ‘แสนยานุภาพทางทหาร’ ด้วยการซื้ออาวุธ เรือดำน้ำ ซื้อเรือเหาะที่เหาะไม่ได้หลังรัฐประหาร 2549 ซื้อรถถังจากยูเครน ที่ยังตกหล่นได้ไม่ครบ จนถึงหลังหลังรัฐประหาร 2557 น่าสนใจที่มีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากที่สุด แต่เปลี่ยนค่าย คือย้ายค่ายจากตะวันตกไปค่ายจีน และอีกไม่นานรถถังจากจีนจะเข้ากองทัพบก ทดแทนรถถังของอเมริกัน

“การปรับตัวด้วยเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ทหาร มันไม่ตอบโจทย์ และที่ไม่ตอบโจทย์ใหญ่ที่สุดคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือถ้าสารภาพกัน เชื่อผมเถอะว่าไม่มีคนอ่าน แต่ยังมีคนที่ได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์นี้อยู่

ผมเรียกร้องมาตลอด เวทียุทธศาสตร์ต้องยุบ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือเครื่องมือ ที่จะสร้างความยืดหยุ่นให้รัฐไทยในการรับมือกับกระแสโลกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ เพราะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์”

ธานี ชวนขบ ‘ความเป็นกลาง’ ของ ‘ความเป็นไทย’ แนะ ชอบจีนหรือไม่ ก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นเวทีขยี้ ‘แนวรบค่านิยมบนสมรภูมิ Geopolitics’ ด้วยมาดนิ่มๆ แต่จิ้มจุดจี๊ด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี ชัยวัฒน์

“ไทยเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางในทุกเรื่อง ระดับการพัฒนาก็อยู่กลางๆ ความไว้วางใจก็ตรงกลาง ประสิทธิภาพของรัฐก็กลาง การคอร์รัปชั่นก็กลางค่อนแย่ ไทยเราเป็นประเทศเดินทางสายกลาง

หากมองลึกไปในความเป็นกลางของไทยนั้น จริงๆ แล้วผลสำรวจมีค่านิยมของคนสองกลุ่ม คือ คนอายุเยอะมีค่านิยมให้ความสำคัญกับครอบครัว พวกพ้องคล้ายจีน ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในบุคคล แต่ยังคงมีความใกล้กับการรักครอบครัว แต่ในปี 2022 จีนเปลี่ยนไป อย่างเห็นได้ชัด ระบบของจีนดีขึ้นให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมในบุคคล และความเท่าเทียม

ขณะนี้จีนเปลี่ยนไปแล้ว ปัญหาคือถ้าผู้อำนาจ หรือผู้ที่ควบคุมกติกาของประเทศไทยคือ คนสูงอายุจำนวนหนึ่ง เขาจะไม่เปลี่ยนวิธีคิด และกำลังจะช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของจีน

ขณะที่ ความขัดแย้งของค่านิยมตะวันออกและตะวันตกในสังคมไทยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลต่อการทำธุรกิจของคนแต่ละวัฒนธรรมด้วย คือ วัฒนธรรมแบบจีนจะเก่งในการเจรจา เก่งในเรื่องความซับซ้อน ส่วนพื้นฐานของวัฒนธรรมตะวันตก ทำธุรกิจที่เปิดกว้าง ไม่จำกัดแค่ในประเทศ แต่ข้อเสียคือวัฒนธรรมแบบตะวันตก จะรับมือกับธุรกิจที่ซับซ้อนไม่ได้ ดังนั้นอะไรเหมาะกับประเทศไทยมากกว่านั้น ก็ไม่มีใครรู้ได้ หรือจะผสมกันก็เป็นไปได้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานีอธิบาย พร้อมฝากไว้ให้คิดว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่สองขั้ว คือจีนกับอเมริกา แต่ยังมีรัฐอิสลาม ญี่ปุ่น และอีกหลากหลาย ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงค่านิยมที่ทำได้ยากมากขึ้น และความขัดแย้งยิ่งสูงขึ้น และหลากหลายขึ้น ดังนั้น คำถามอาจจะไม่ใช่ชอบหรือไม่ชอบ กล่าวคือ จะชอบจีนหรือไม่ชอบจีนก็ได้แต่ต้องคุยกันให้
รู้เรื่อง

ดุลยภาค เปิดแผน ‘4 ลู่ 2 แกน’ ทางออกสมรภูมิ ‘ชายแดนพม่า’

จากนั้น มาโฟกัสสมรภูมิเพื่อนบ้าน ส่องสถานการณ์เมียนมาที่กระทบชิ่งมาถึงไทยแลนด์แดนแนบชิดอย่างไม่ต้องสงสัย

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขึ้นบรรยายหัวข้อ ‘ผ่าเมียนมา ทะลุไทยและอาเซียน วิเคราะห์จุดเดือดสมรภูมิรบภูมิรัฐศาสตร์’ โดยชี้ช่องทางออกของไทย ไว้อย่างเป็นรูปธรรม ว่า วันนี้กองทัพพม่าเปิดปฏิบัติการ อองเซยะ คือ ปฏิบัติการพระเจ้าอลงพญา แล้วการเคลื่อนทัพหลายอย่างไม่ได้อยู่ในหมายในการเข้าตี หรือชิงเมียวดีคืนเพียงอย่างเดียว แต่กวาดเส้นทางเดินทัพมาเป็นแนวยาว มาแถวอุ้มผาง พบพระด้วย อย่างที่เป็นข่าวของการรบกันทุกวันนี้ในปัจจุบัน และมีการรบแบบจรยุทธ์เทือกเขาธงชัยตะวันตก ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดน

ส่วนประเทศไทยเราวันนี้กำลังตกอยู่ในวงล้อมของแรงบีบคั้นในทางยุทธศาสตร์ ซึ่งมันมีบทบาทของมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวพัน และมีสถานการณ์สงครามกลางเมืองในพม่าเป็นตัวจุดให้มีความยุ่งเหยิงมากขึ้นในการรับมือ

“ผมขอเสนอกลยุทธ์ 4 ลู่ 2 แกน โดย 4 ลู่ หมายถึง ช่องทางคอนเน็กชั่นที่ไทยจะไปติดต่อกับตัวแสดงต่างๆ ของพม่า ในช่วงสถานการณ์สงครามกลางเมืองหลังรัฐประหาร ลู่ 1 คือ การดำเนินความสัมพันธ์กับรัฐพม่า โดยรวมตรงกลางพื้นที่หรือเขต Dry Zone ตรงเนปยีดอ รัฐบาลไทยยังให้น้ำหนักกับการรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่าเหมือนเดิม เพราะตรงบริเวณ Burman Heartland มินอ่องลายยังรักษาฐานอำนาจอยู่แถบนั้นได้

เพียงแต่เราเพิ่มลู่ 2 เข้าไป คือ อาณาบริเวณชายแดนอย่าง รัฐกะเหรี่ยง รัฐกะยา เราพบว่าอำนาจรัฐลดถอยลง แล้วอำนาจกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์กับฝ่ายต่อต้านพุ่งสูงขึ้น ให้เราเพิ่มแพลตฟอร์มการติดต่อกับฝ่ายต่อต้าน และฝ่ายกองกำลังชาติพันธุ์ด้วย มากกว่าสมัยก่อนที่เราเทน้ำหนักไปที่กองทัพทหารพม่าอย่างเดียว

ลู่ 3 คือ การติดต่อมหาอำนาจและองค์กรระดับโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหประชาชาติ ซึ่งประเทศเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการสร้างสันติภาพ หรือเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในพม่า เราจะเข้าไปถ่วงดุลอำนาจหรือการกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มไหน ต้องนี้ก็ต้องระวังเหมือนกัน

ลู่ 4 คือ เวทีอาเซียน อย่างน้อยตลอดปีนี้ก็ต้องให้เกียรติและกระชับความสัมพันธ์กับ สปป.ลาว ในฐานะประธานอาเซียน ในขณะเดียวกันก็จะต้องติดต่อกับรัฐบาลจาการ์ตา ซึ่งเสียงดังฟังชัดและเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียน แล้วก็เล่นเรื่องพม่าโดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยและกฎเกณฑ์มนุษยธรรม และควรจะต้อง look forward ในการมองไปถึงมาเลเซีย กับฟิลิปปินส์ ซึ่ง 2 ประเทศนี้จะขึ้นมาเป็นประธานอาเซียนต่อจาก สปป.ลาวในปีถัดๆ ไป นี่คือ 4 ลู่ ที่สัมพันธ์กับ stakeholder ในประเทศพม่า” รศ.ดร.ดุลยภาคแนะ

จากนั้น เสนอต่อไปว่า ส่วน 2 แกน ขอเสนอแกนใน หรือแกนที่ 1 คือ อาณาบริเวณแถบที่เป็นรูปขวานทองของประเทศไทยเรา ให้เรารักษาพื้นที่นี้ไว้อย่าให้ใครละเมิดอธิปไตย หรือละเมิดเส้นเขตแดน ซึ่งปัจจุบันมีกองกำลังชาติพันธุ์น่าจะเข้ามาอยู่ในพื้นที่กรรมสิทธิ์ที่ดินซับซ้อนตรงระหว่างฝั่งไทยกับพม่า ซึ่งต้องจับตาดู แต่ขอให้เพิ่มแกนนอก หรือแกน 2 คือ เราต้องกำหนดอาณาบริเวณใหม่ที่อยู่นอกเหนือจากประเทศไทย และมองออกไปข้างหน้า เพื่อไปทำกิจกรรมทางการทูตเชิงสร้างสรรค์ หรือไปแผ่อิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ ไปมีบทบาททางการตลาดในพื้นที่นั้น หรือมีบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างไร แล้วเราบอกได้อย่างไรว่าอยู่ตรงไหน

ปิติ เปิดฉาก 6 ปัญหาหลัก ‘โลกต้องก้าวข้าม’ เตรียมรับสมรภูมิดาวเทียม

จากนั้น รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนารูปแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในหัวข้อไทยในสมรภูมิใหม่ สร้างความฮือฮาด้วยเนื้อหาครอบคลุมจากพื้นโลกไปถึงระบบสุริยะจักรวาล

รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

“ระดับโลกจะเป็นเรื่อง Digital Divided ความแตกต่างในเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นชนวนเหตุที่ขยายไปถึงสมรภูมิใหม่ๆ อีกเยอะ และความแตกต่างด้านเทคโนโลยีนั้น ปัจจุบันหากดูงานจากสหรัฐจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก ระเบียบโลกทางเศรษฐกิจที่คุ้นชินตั้งแต่ทศวรรษที่ 190 คือ Globalization ที่จากนี้ไปจะเข้าสู่ยุค De-Globalization” รศ.ดร.ปิติกล่าว

จากนั้น อธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย ชวนให้ขบปัญหาในอนาคตอย่างลึกซึ้งว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะรุนแรงมหาศาล อาทิ 1.หายนะของโลกใต้น้ำที่ไม่อาจย้อนกลับ

2.สิ่งมีชีวิตในทะเลจะสูญพันธุ์

3.สูญเสียพันธมิตรต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

4.การทำลายห่วงโซ่อาหารทางทะเล

5.ทำลายล้างโลกที่น่าพิศวงทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ค้นพบ การศึกษาโลกใต้น้ำเรียกได้ว่าเรายังแทบไม่รู้จักมันเลย มีสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ถูกค้นพบ หรือธรรมชาติที่เรายังไม่รู้จักมันด้วยซ้ำ คุ้มแล้วหรือที่จะทำลายโลกใต้น้ำเหล่านั้น ก่อนที่เราจะรู้จักมัน ถือว่าเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า ระยะยาวจีนจะขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ โดยเฉพาะ ‘การกดดันทางด้านการค้า’ เพราะจีนจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปทำธุรกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีอินเดีย และอังกฤษเข้ามาลุยธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

“เทคโนโลยีต่างๆ ที่คนไทยใช้ เช่น ฟิล์มกันแสงแดด เตาอบไมโครเวฟ มาจากเทคโนโลยีอวกาศ อวกาศอาจจะไม่มีขอบเขต และไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ แต่ดาวเทียมต่างๆ ต้องเกิดการประมูล เพื่อนำดาวเทียมต่างๆ ยิงขึ้นสู่ผิวโลกบนตำแหน่งที่ถูกต้อง คือวงโคจรที่ระยะ 35,786 กิโลเมตรนี้ถูกขนานนามว่า วงโคจรค้างฟ้า เพราะที่ความสูงระยะนี้ วัตถุจะมีเส้นทางโคจรอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร (Equatorial Orbit) ดาวเทียมจะหมุนรอบโลกด้วย และความเร็วเชิงมุมเท่ากันโลกหมุนรอบตัวเอง นั่นคือเท่ากับ 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที จึงทำให้เสมือนว่าวัตถุ หรือดาวเทียมนั้นลอยอยู่เหนือพื้นผิวโลก ณ ตำแหน่งเดิมตลอดเวลา GISTDA (2022)

ดังนั้น ถ้าประเทศไทยต้องการมอนิเตอร์ประเทศไทยตลอดเวลาต้องเอาดาวเทียมไปวางตรงวงโคจรดาวเทียมค้างฟ้า อย่างไรก็ตาม ดาวเทียมที่อยู่บนวงโคจรก็มีจำกัด ซึ่งโจทย์คือไทยจะนำดาวเทียมไปวางได้อย่างไร เพราะในประเทศจีน สหรัฐมีการส่งดาวเทียมต่างๆ ขึ้นบนท้องฟ้า เพราะสอดแนมในประเทศอื่นๆ จึงเห็นได้ว่าสงครามอวกาศไม่ได้อยู่ไกลตัว ซึ่งจะเห็นชัดเจนว่าจีนยิงคลื่นไมโครเวฟจากพื้นดินเพื่อทำลายดาวเทียมบนวงโคจร เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง

“เห็นได้ว่าอวกาศไม่ใช่พรมแดนสุดท้ายของมนุษยชาติ แต่อย่าลืมว่าพรมแดนสุดท้ายจะเป็นพื้นใหม่ที่มีทรัพยากรมหาศาล แต่ขณะเดียวกัน ไม่มีกฎระเบียน หรือกติกา เพราะทุกคนใช้อำนาจเพื่อใช้เทคโนโลยี” รศ.ดร.ปิติฝากไว้ให้คิด

คุณากร ย้อนประวัติศาสตร์โลก ชี้ ‘ไทยต้องจัดการชุดความรู้’

ปิดท้ายด้วยประเด็นสุดปังทางประวัติโลกที่เชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆ อย่างน่าสนใจ

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์โลก และภูมิรัฐศาสตร์ มาล้วงข้างหลังภาพ ซูมจุดขัดแย้งเชิงภูมิศาสตร์ โดยมีไฮไลต์ที่ต้องขีดเส้นใต้หลายๆ เส้น คือ ทางออกของไทย ว่า ต้องจัดการตัวเอง โดยการจัดการชุดความรู้

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์

“ผมขอไม่สรุปว่าประเทศไทยควรทำอย่างไร ผมแฝงเอาไว้ในตลอดการบรรยาย ว่าเราเลือกตัวอย่างนี้เอามาทำไม และให้มุมมองอะไรบางอย่าง กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทย ได้ไหมในทางภูมิรัฐศาสตร์ 2 สิ่งที่จะให้ไว้ก็คือ

1.การจัดการตัวเอง ในท่ามกลางการเผชิญอำนาจของมหาอำนาจ 2 ขั้ว ทำอย่างไรถึงจะดี เซตอเจนด้าให้ได้ไหม อย่าเป็นแต่ผู้รับ เวลาเกิดอะไรขึ้น แล้วจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

2.การจัดการกับชุดความรู้ ในด้านหนึ่งภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิศาสตร์อาจจะเป็นอะไรที่จับต้องได้ เป็นกายภาพ รัฐศาสตร์เป็นจินตนาการ ประดิษฐกรรม การสร้างสรรค์ของสังคมมนุษย์ มนุษย์ก็เชื่อในสิ่งที่ตนเองจินตนาการขึ้น หลายครั้งเชื่อมากกว่าความจริง ไม่ใช่เรื่องผิด หรือถูกแต่สิ่งนั้นเป็นแนวโน้มของมนุษย์อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเชื่อมั่นในหน่วยของภูมิรัฐศาสตร์ รัฐอำนาจอธิปไตย หรือสิ่งใดก็แล้วแต่ คอนเซ็ปต์ทางรัฐศาสตร์ การสร้างอเจนด้า การสร้างชุดคำศัพท์ในทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างกรณีที่ได้พูดถึงอเมริกา อินโดแปซิฟิก เราจะสร้างบอกว่า เป็นรัฐไทยเดิม สิ่งใดต่างๆ เหล่านี้ มันทำได้ไม่น้อย และเป็นมิติอันหนึ่งซึ่งขออนุญาตฝากไว้ในเวทีนี้” คุณากรกล่าว

ปิดจบมติชนฟอรั่มอย่างงดงาม ชวนให้สังคมไทยตั้งคำถามถึงทางออกของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image