รวมพล คนดวงแตก จับพิรุธเลือก ส.ว. นับถอยหลัง 16 มิถุนา ‘ขอเตือนเลยว่า โหดกว่ารอบอำเภอ’

14.06.24 | 12:23 น.

รวมพล คนดวงแตก
จับพิรุธเลือก ส.ว. นับถอยหลัง 16 มิถุนา
‘ขอเตือนเลยว่า โหดกว่ารอบอำเภอ’

อีกเพียงแค่สองราตรี ก็จะเข้าสู่ด่านที่สองของการเฟ้นหา วุฒิสมาชิก ชุดใหม่

ส.ว.ที่ไม่เพียงสูงวัย แต่สูงไปด้วยเกียรติ

เตรียมพร้อม ณ จุดสตาร์ตอีกหน เพื่อช่วงชิงอำนาจในการกดไฟเขียว โหวตผ่านกฎหมายสำคัญของประเทศไทย

บน 200 ที่นั่งใน ‘สภาสูง’ แห่งรัฐสภาเกียกกาย

Advertisement

หลังการเลือก ส.ว.ระดับอำเภอทั่วประเทศทั้ง 928 แห่ง โหวตรอบแรก 9 มิถุนายน ผ่านพ้นไปด้วยดี

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พึงใจในภาพรวมที่แม้จะมี 22 เรื่องร้องเรียนก็ตาม

ในขณะที่มิติคู่ขนาน ญาติพี่น้อง พ้องเพื่อน ประชาชน อาสาสมัคร เกาะขอบสนาม มอนิเตอร์จอจ้องตาไม่กะพริบ เห็นความพิรุธไม่ต่างจากการเลือกตั้งใหญ่ มีข้อสะดุดใจไม่น้อย หลังนั่งเฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

11 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ร่วมกับโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch) ตั้งวง “บอกเล่าประสบการณ์ผู้สมัคร ส.ว. ดวงแตก”

ถอดบทเรียน ซูมช่องโหว่ที่โผล่ให้เห็นจากกติกา เลือก ส.ว.แบบสุดแสนจะ สับ (สน)

⦁นั่งจ้อง 6 ชม.
ไม่เห็นแถมไม่ได้ยิน

เริ่มเรื่องด้วยการแถลง ‘ปัญหาการเลือก ส.ว. ระดับอำเภอ’ นำโดย ฉัตรชัย พุ่มพวง Actlab, ธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.), กฤต แสงสุรินทร์ We Watch และยิ่งชีพ
อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ภาคประชาสังคม ล้นห้องห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร (LT.1) คณะนิติศาสตร์ มธ.

ยิ่งชีพ เปิดฉาก ในนามของพวกเรามีข้อเสนอด้วยกัน 3 ข้อ

1.ให้เจ้าหน้าที่เตรียมตัวให้ดีและเร็วกว่านี้ ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายเขตฟ้ามืดแล้วยังไม่เสร็จ บางเขตมีผู้สมัครเพียง 20-30 คน น้อยกว่าเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ไปใช้เวลาทำอะไรไม่รู้ ซ้อมกันตรงนั้น เตรียมเอกสารกันตรงนั้น บางที่เครื่องพิมพ์เสีย ไฟดับ

2.ขอให้ผู้สังเกตการณ์มีส่วนร่วมได้ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องที่ต้องขอ มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้วที่ประชาชนควรจะมีโอกาสได้ดู ตอนนี้ทุกคนกลัวแต่เรื่องการจัดตั้งซึ่งไม่มีคนกลางไปนั่งดูว่าพฤติกรรมตอนเลือกมันเป็นอย่างไร คิดว่าถ้าเรามีโอกาสได้ไปนั่งดูจะสามารถเห็นอะไรได้เยอะ เราจะเห็นได้ว่ามีใครคนใดคนหนึ่งเทคะแนนให้ใคร หรือมีบัตรเสียจนผิดสังเกต มีคนที่คะแนนเท่ากันและขอสละสิทธิให้อีกคน โดยไม่จับสลาก ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ฟังมาเพราะว่าผู้สมัครคนที่แพ้มาเล่า

“วันอาทิตย์ผมไปนั่งอยู่ 6 ชั่วโมง กล้องอย่างกว้าง มุมอย่างสวย ไม่เห็นอะไรเลย ไม่เห็นบัตรเสีย เสียงก็ไม่ได้ยิน และเมื่อเช้ามีรายการหนึ่งถาม iLaw ทำอะไรอยู่ทำไมไม่จับฮั้ว ก็พยายามแล้วเขาไม่ให้เข้า อาสาเราไปทุกเขตแต่เข้าได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วมันจะไปเห็นได้ยังไง

ฉะนั้น ถ้าอยากให้เราช่วยจับก็ต้องให้เราดูหน่อย จัดที่นั่งให้เรานั่งตรงที่ไม่ได้คุยกับผู้สมัคร เราไม่ต้องการคุย แยกห้องน้ำให้เราถูกต้องแล้ว แต่ว่าต้องให้เราเห็น ไม่ใช่ว่าให้เราดูกล้องจากระยะไกลแล้วไม่ได้ยินเสียง” ยิ่งชีพตะโกนบอก กกต.จากใจ

⦁ย้ำ กกต.
ถ้ามาตรฐานไม่ชัด เสี่ยงเป็น ‘ห้องมืด’

ไม่รีรอต่อด้วยข้อสุดท้าย 3.ขอความชัดเจนทุกเรื่องตามที่กล่าวมาที่ไม่เคยชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ผู้สมัครคุยกันได้หรือเปล่า ใบ ส.ว.3 แจกอย่างไร โต๊ะกินข้าวจัดอย่างไร รอบระดับอำเภอมีหลายอำเภอที่ไม่ต้องเลือกกันเองไปเลือกไขว้อัตโนมัติ รอบจังหวัดทุกจังหวัดต้องเลือกกันเองแน่นอน และต้องเบรกกินข้าวแน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่ทำช้า และต้องเลือกไขว้แน่นอน

“ผมขอเตือนทุกท่านเลยว่า หลังจากนี้มันจะโหดกว่ารอบอำเภอแน่นอน รอบอำเภอทุกอำเภอทุกท่านพอจะรู้บ้างว่าใครเป็นใคร สามารถทำการบ้านได้ และคนไม่เยอะสมัคร 46,000 คน ผ่านระดับอำเภอประมาณ 23,000 คน รอบระดับจังหวัดคนจำนวน 23,000 จะเหลือ 3,080 คือมีคนเข้ารอบแค่ 13% คราวนี้เกมเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดมันจะเกิดขึ้นมากมายในสถานที่เลือก”

ผอ.ไอลอว์บอกตรงๆ เลยว่า ถ้า กกต.ยังไม่ชัดเจนว่าตกลงจังหวัดไหนต้องทำอะไร ทำไม่เหมือนกัน และไม่ให้คนเข้าไปดู คราวนี้ห้องเลือก คือห้องมืดของสถานที่สีเทาอย่างแน่นอน

“ผมอยากจะเห็นทุกจังหวัดที่จัดการเลือก มีกล้องไปตั้งมากมายแบบนี้ และใครจะทำอะไรก็รับรู้ร่วมกัน”

ภายใต้ความน่ากลัวก่อนการเลือกระดับจังหวัดและระดับประเทศ และความไม่ชัดเจนของวิธีการเลือกที่มีอยู่ ยิ่งชีพกลับเห็นว่า สิ่งที่เราพอจะทำได้ คือเราจะ ‘จัดเวทีสาธารณะ’ ให้ผู้สมัครมาเจอกันและแนะนำตัวแบบที่ทุกคนรู้กติกาว่าแนะนำอย่างไร และมีโอกาสเท่ากันในการแนะนำตัว

“เปิดสาธารณะให้สื่อมวลชนไปดูได้ประชาชนทุกคนไปดูได้ ซึ่งกำลังจะประกาศเร็วๆ นี้ แต่คงไม่ทุกจังหวัด เราจะทำเท่าที่ทำได้” เป็นทิศทางก้าวต่อไป ของภาคประชาสังคม ที่ไม่ทนนิ่งเฉยต่อความไม่ชัดเจนของกติกา

⦁จะร้องได้ไง ไม่ให้ถ่ายหลักฐาน
4 อุปสรรค จับผิดผ่านจอ

“แม้การเลือกระดับอำเภอผ่านลุล่วงไปแล้ว แต่เราก็รู้กันว่า มันไม่ได้จัดการได้อย่างมีคุณภาพขนาดนั้น

ทาง กกต.บอกว่ามันไม่มีปัญหา มีเรื่องร้องเรียนน้อยมาก มีแค่ 22 กรณีที่ร้องเรียนเข้ามาจากที่แถลงในวันนั้น”

กฤต ตัวแทนจาก We Watch หยิบยกหลักฐานขึ้นมาคะคาน ถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง ที่มากกว่าได้เห็นจากการแถลงข่าว

จากการส่งอาสาสมัครไปร่วมสังเกตการณ์ตามภูมิภาคต่างๆ ปริมาณที่น้อยนิดของข้อร้องเรียน อาจไม่ได้บ่งชี้คุณภาพเสมอไป เมื่อมีอุปสรรคตัวบิ๊ก ที่ทำให้คนส่วนใหญ่ร้องเรียนไม่ได้

“เราอยากชี้แจ้งว่า การที่เรื่องร้องเรียนน้อยมันอาจจะไม่ใช่ว่า ไม่มีปัญหา แต่การร้องเรียนมันทำได้ยาก เพราะว่ากฎหมายไม่เอื้อให้ประชาชนร้องเรียนเลยต่างหาก

อย่างแรกเลย คือตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 (พ.ร.ป.ส.ว.) มาตรา 64 บอกว่า เขาให้เฉพาะผู้สมัครเท่านั้นที่มีสิทธิร้องเรียน ผู้สมัครที่เลือกอำเภอนั้นที่มีสิทธิร้องเรียน แล้วก็ต้องมีกรณีที่ไม่สุจริต ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ซึ่งก็ต้องร้องเรียนภายใน 3 วัน”

กฤตยังหยิบยกอีกหนึ่งมาตรา คือ มาตรา 78 ที่บอกว่า ห้ามแจ้งความเท็จ ผู้ใดที่กระทำการให้เข้าใจว่า ผู้สมัคร
คนอื่นทำผิดกฎหมาย จงใจให้เข้าใจผิด ก็มีโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งถ้าจะร้องเรียนได้ ก็ต้องร้องเรียนภายใน 3 วัน แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยกับตัวเอง ไม่มีความเสี่ยงก็ต้องมีหลักฐานด้วย จึงทำให้การร้องเรียนเกิดขึ้นได้ยากมาก

ผู้สมัครที่จะมีหลักฐานก็หายาก เพราะว่าเราเข้าไปในสถานที่เลือก เราไม่สามารถนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปได้

“ไม่สามารถนำกล้องเข้าไปได้ ไม่สามารถบันทึกอะไรได้เลย”

“พอมันเป็นอย่างนี้ การจะมีหลักฐาน มันไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ถ้าเขาบอกว่า การมีเรื่องร้องเรียน 22 เรื่อง จากการเลือก ส.ว. 928 อำเภอ นับว่าการเลือกที่ผ่านมาไม่มีปัญหาจึงอาจจะไม่ใช่ เพราะมันต้องมีหลักฐานในการเอาผิด หลักฐานในการทุจริต หลักฐานในการร้องเรียน ผู้สมัครแทบจะไม่สามารถทำได้เลย เพราะเข้าไปไม่มีมือถือ

มีอีกส่วนที่สามารถเก็บหลักฐานได้ ก็คือประชาชนที่เข้าไปสังเกตการณ์” คือเสียงของกฤต หนึ่งในผู้เฝ้ามอง

⦁โดนถามยิบ รับทำบัตรเสียเลือกไม่ลง
‘แคนดิเดต ส.ว.’ ชวนไปนั่งสมาธิ

เข้าสู่ช่วงสอง ผู้สมัคร ส.ว.ที่ตกรอบ 5 คน ร่วมบอกเล่าประสบการณ์ ได้แก่ ณัฏฐธิดา มีวังปลา อ.เมือง จ.จันทบุรี กลุ่มสาธารณสุข, พัชรี พาบัว อ.เมือง จ.ลพบุรี กลุ่มประชาสังคม, สากล พูนกลาง อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ กลุ่มอาชีพอิสระ, เกรียงไกร สันติพจนา อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี กลุ่มศิลปวัฒนธรรม และพนิดา บุญเทพ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กลุ่มประชาสังคม

บางช่วงบางตอน ณัฏฐธิดา มีวังปลา หรือแหวน พยาบาลอาสา ในเหตุการณ์ล้อมปราบคนเสื้อแดง ซึ่งลง ส.ว.ในกลุ่ม 4 สาธารณสุข ออกตัวก่อนเลยว่า ‘ขอโทษ ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว’ ด้วยความที่มีคดีความทางการเมืองติดตัว จึงไม่ชัวร์กับสายตาของเจ้าหน้าที่ที่จับจ้องเป็นพิเศษ

“โบ๊ะบ๊ะตั้งแต่วันแรกในการรับสมัคร เจ้าหน้าที่เข้มงวดมาก โดยเฉพาะกับเรา”

ณัฏฐธิดาบอกตรงๆ ว่าในวันนั้น ทำบัตรเสียไป 1 ใบ ซึ่งบัตรเสียมีจำนวนเยอะมาก เป็นบัตรเสียจากการไม่เลือกใครเลย

“ตอนเราเลือก เราเลือกจากโปรไฟล์ ปริญญาตรี สาขามีความรู้ความสามารถ เราหวังว่าคนแบบนี้นำพาประเทศชาติบ้านเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญได้”

“ครั้งนี้ เราจำเป็นต้องเลือกคนกลุ่มเดียวกัน แต่ประสบการณ์การทำงานของคนที่เลือกคือ ชวนคนไปนั่งสมาธิ เราจะได้ ส.ว.แบบนั้น ถ้าเรายังไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างนึง เราต้องมีการจัดตั้งบุคคลภายนอกไปร่วมสังเกตการณ์ กันเยอะๆ ที่จังหวัดจันทบุรี ไม่ให้คนนอกใกล้เลย ห่างกันมาก กล้องอยู่นอกประตู” แหวนเล่าความจริงที่เห็นตรงหน้า

พร้อมอยากฝากถึงเพื่อนๆ ทุกท่าน

“ถ้าหากใครเจอเจ้าหน้าที่ปลัดอำเภอ หรือ กกต. มาบอกว่าคุณมีคดี หรือเคยถูกขังที่ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ ขอเอกสารยืนยันตัวตนว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่าเพิ่งส่งเอกสารให้” แหวนแชร์เคล็ดส่วนตัว ที่ทำให้เอาตัวรอดจากการใช้อำนาจในทางที่ผิด มาได้

⦁ตกรอบแรกเพราะ ‘จับสลากแพ้’
ลุ้นไทยได้ ส.ว.ดวงดี

หนึ่งในแคนดิเดต ส.ว.ที่ได้ประสบการณ์สุดพีค เล่าถึงเหตุการณ์วันเลือก ส.ว. 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา

คือ เกรียงไกร สันติพจนา ชาว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่ลงในกลุ่มศิลปะ วัฒนธรรมฯ

ที่เลือกลงอำเภอนี้ เพราะเห็นว่าเป็นจุดที่ทั้งได้เปรียบและเสียเปรียบ โดยคนที่อยู่ในกลุ่มเลขคี่ จังหวัดคี่ หรืออำเภอที่มีคนสมัครน้อย จะมีโอกาสสูงกว่า และมีเพื่อนของเพื่อนที่ลงสมัครในเขตนี้พอดี จึงอยากให้ช่วยกัน

และที่สำคัญ เข้ามาเพราะอยากสังเกตการณ์การเลือก ส.ว. ในรอบนี้

“ช่วงที่เตรียมตัว จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ห้องสัมมนา’ คนที่จะสมัครในแต่ละเขต ต้องนั่งคุยกันที่โรงแรมก่อน และจึงเข้ากลุ่มไลน์ที่ใช้สำหรับแนะนำตัว หลังจากเข้ากลุ่มไป จะมีคนทักหลังไมค์มาให้จับบัดดี้ดูแลกัน ซึ่งในห้องสัมมนาก็จะมีการจัดที่โรงแรมและโรงเรียนในสังกัดของแต่ละท่าน ผมคิดว่าจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ดีในการรู้จักโปรไฟล์กัน” เกรียงไกรเผย

ในระหว่างที่เลือก เขตที่ตัวเองลงสมัคร แคนดิเดตต่างก็คุยกันสนุกสนาน ทุกคนเดินพล่าน ในรอบแรก มีบางท่านที่ได้คะแนนนำโด่ง

“คือสมมุติในกลุ่มมี 20 คน ใน 10 คนเลือกคนนี้คนเดียว ที่เหลืออาจจะได้ 1 คะแนน จากที่เลือกตัวเอง แต่จุดที่น่าสังเกตคือ บางคนที่ดูแล้วน่าจะผ่าน แต่กลับไม่ได้รับเลือก ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง”

“ของผมตกรอบ เพราะจับสลากแพ้ ซึ่งในกลุ่มมี 5 คน แต่มี 3 คนที่ได้คะแนนเท่ากัน เลยต้องจับสลาก

ผมคาดหวังว่าเราจะได้เห็น ส.ว.ดวงดี หรือ ส.ว.ที่เป็นแบบล็อบบี้ยิสต์ในกระบวนการนี้” เกรียงไกร
ทิ้งท้าย