ต้นตระกูล แก้วหย่อง
ปรุงเพลงอีสานVer.ใหม่
เสิร์ฟสุ้มเสียง (Softไหน) แห่งอุษาคเนย์
ฟ้าผ่าสะเทือนแวดวงดนตรีพื้นบ้าน หลังจากงานแสดงวงดนตรีไทยซิมโฟนีฯ นำโดยหัวหอกคนสำคัญ สุกรี เจริญสุข ผู้หมายมั่นปั้นมือสร้างชื่อเสียงเมืองมรดกให้ดังไกลไปทั่วโลก ด้วยผสมผสานผ่านการแสดง “กันตรึม” จาก น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ ณ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
สางปมถกเถียงจากสังคมที่ตั้งคำถามจนลุกลาม ถึงเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม และการกีดกันดนตรีพื้นบ้าน จนหัวหน้าอุทยานฯศรีเทพต้องออกมาเคลียร์จบประเด็น
ครานี้ถึงคิว ต้นตระกูล แก้วหย่อง หรือต้น อาจารย์พิเศษ สาขาวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และศิลปินผู้โลดแล่นทั่วทุกมุมโลก มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ศิลปิน ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีพื้นบ้าน ที่ต้องการสร้าง “เสียงใหม่” ให้กับแวดวงดนตรีอีสาน
ลุกขึ้นโชว์เพลงอีสานรสชาติใหม่ ผสานเทคนิคและรังสรรค์เมโลดี้ กลางวง “Power of soft, Power of Sound” งานสัมมนาเครือข่ายนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567 ภายใต้หัวข้อ “Softไหน-ละมุนใด:ผัสสะ สภาวะ และคุณค่าในชีวิตร่วมสมัย” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
พร้อมชวนผู้คนแห่งยุคสมัย หันมองดนตรีพื้นบ้านตั้งแต่รากฐาน จนถึงการส่งเสริมผสานดนตรีไร้กำแพงกั้น ในฐานะเครื่องมืออันอ่อนนุ่มละมุน ฉบับซอฟต์ (ไหน) พาวเวอร์สู่สายตาชาวโลก
⦁ จุดเริ่มต้นความสนใจดนตรีพื้นบ้าน เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ผมเป็นนักดนตรี คนชัยภูมิ บรรยากาศที่เติบโตมาสมัยเด็ก บ้านพ่อผมเปิดร้านตัดเสื้อผ้า เสื้อสูท ก็จะมีช่าง ชั้น 2 ก็จะมีลุงๆ ที่เขาฟังหมอลำ มีพี่วัยรุ่นที่เขาฟังเพลง แท็กซี่ กะลา เพลงเพื่อชีวิต คือ หลากหลายมากในสมัยอดีต สื่อเขามีอะไรให้ดูเราก็ดูตามนั้น
ตามจริงแล้วเราสนใจกีตาร์ แต่ด้วย ณ ตอนนั้น ชมรมดนตรีที่โรงเรียนสมัยประถมเขาเปิดดนตรีพื้นบ้านขึ้นมา ดนตรีพื้นบ้านที่ว่าก็จะเป็น พิณ แคน โปงลาง ทำวง จากนั้นเราก็อยากจะไปสมัครเพราะอยากได้โควต้า เล่นไม่เป็นหรอก ก็ไปซื้อเครื่องดนตรีจากงานกาชาดมา เพราะงานกาชาดเขาก็จะขายเป็นของโอท็อป (OTOP) พวกนั้น เราก็ซื้อเครื่องดนตรีมาฝึกตามซีดีนี่แหละ
⦁ ตอนที่จะหันมาเอาดีด้านดนตรี ทางบ้านมีท่าทีอย่างไรบ้าง?
เราก็ใช้โควต้านี้ในการสอบเข้าโรงเรียน ก็ฝึกแบบครูพักลักจำ ฝึกกับเพื่อน ทำวงออกงาน ตามประสาของเด็กที่สนใจดนตรีในสมัยนั้น แล้วก็ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเอง ตอนนั้นไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชอบวิชาการจริงหรือเปล่า
แต่พ่อบอกให้ เฮ้ย! ต้องเรียนวิชาการเพราะมีความเชื่อว่าลูกชายคนโตของบ้านต้องโตมารับราชการ อยากให้เรียนเตรียมทหาร อ๊าาาา (เน้นเสียง) มีแนวคิดเรื่องความมั่นคง แล้วก็ไปเรียน ปรากฏว่าไม่อิน แต่ถามว่าชอบไหม ก็ชอบนะ
ไม่อินในที่นี้หมายความว่า มองอนาคตตัวเอง แล้วเรารู้สึกว่าเราชอบดนตรีมากกว่า เราอยู่กับสิ่งนี้ได้นานที่สุด โดยเฉพาะดนตรีพื้นบ้าน เรารู้สึกว่าเราชอบในมนต์สะกด บางสิ่งบางอย่างที่รู้สึกว่าเล่นแล้วเป็นตัวเอง เล่นแล้วน่าค้นหา เล่นแล้วรู้สึกอยากเล่นซ้ำๆ เล่นย้ำๆ ไปเรื่อยๆ
⦁ ตอนนั้นแบกความฝันเข้ากรุงเทพฯ มุ่งวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นอย่างไร?
ผมตัดสินใจมาเรียน ม.4 ที่โรงเรียนดุริยางคศิลป์มหิดล ก็คือเรียนชั้นระดับเตรียมอุดมด้านดนตรี ก็ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านมาสอบ หนึ่ง คือ เราเล่นไม่เก่ง สอง คือ คู่แข่งน้อย
ตอนสอบสัมภาษณ์เข้าที่มหิดล ก็คือ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ในขณะนั้น นั่งสอบสัมภาษณ์เองเลย แล้วก็ถามผมว่า คุณเรียนดนตรีพื้นบ้านอีสาน ทำไมคุณไม่ไปเรียนที่อีสานของแท้ทั้งนั้นเลย เรียนกับครูบาอาจารย์ที่เป็นเกจิดังทั้งนั้น ที่จะได้ความรู้ ทำไมคุณมาเรียนที่มหิดล มาเรียนที่นี่ ไม่เหมือนที่นู้นนะ ไม่มีครูปราชญ์ชาวบ้านให้คุณได้เรียนนะ
ผมก็ตอบว่า ผมแค่มาหาโอกาสครับ ผมต้องการโอกาส แล้วการที่นักดนตรีพื้นบ้านคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในเมือง โอเค มันมีความกระหายบางสิ่งบางอย่าง ที่เราอาจจะไม่ได้มีรุ่นพี่ หรือเพื่อนที่เขามาเรียนจากภาคอีสาน เพราะยิ่งเรามีความต้องการที่มากแล้วมีสิ่งที่ให้เราต้องเรียนรู้น้อยแล้ว เราก็รู้สึกว่ายิ่งต้องขวนขวาย
⦁ ชีวิตนักเรียนดนตรีพื้นบ้าน กลางแวดวงดนตรีตะวันตก เป็นอย่างไร?
มหิดลเด่นเรื่องดนตรีคลาสสิก ดนตรีตะวันตก ดนตรีแจ๊ซ ดนตรีป๊อป ผมก็เอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่มี เพื่อเรียนรู้ภาษาที่เราเล่นไม่ได้ พูดไม่ได้ เพื่อที่จะพัฒนางานเรา
หลังจากที่ผมอยู่มหิดล ก็ได้ซึมซาบกับดนตรีไทย ซึ่งเราเองก็ต้องบอกว่าเราเป็นดนตรีพื้นบ้านทางอีสาน ดนตรีไทยก็คือดนตรีไทยราชสำนัก ระนาด ฆ้อง ขลุ่ย ปี่ ซอ ปี่พาทย์ เครื่องสาย มโหรี เราก็เอาตัวเองเข้าไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนดนตรีไทย เอาตัวเองเข้าไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนดนตรีสากล เพื่อจะเรียนรู้ภาษาของเขาแล้วมาปรับเป็นภาษาของเรา
ในภาษาของเราเองผมก็ได้อาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาวทางด้านดนตรีอีสาน ก็คือ รศ.ดร.สนอง คลังพระศรี (พีรเชฏฐ์ คลังพระศรี) ท่านก็เป็นอาจารย์อยู่ที่ดุริยางคศิลป์ มหิดล ท่านทำงานเกี่ยวกับแคน หมอลำซิ่ง เกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านหมอลำในยุคต่างๆ ผมก็ได้ซึมซาบในการอ่านงานวิชาการด้วย

⦁ ช่วงไหนที่สามารถจับจุด ประยุกต์การผสมผสานทางดนตรีได้?
เราจะเอางานดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน เข้าไปผสมผสานกับความเป็นดนตรีตะวันตกด้วย ณ ตอนนั้น ตอนเรียน ม.4 ผมได้เข้าร่วมวงดนตรีไทยร่วมสมัย ซึ่งหน้าที่ไม่มีอะไรเยอะ เป็นมือเพอร์คัชชั่น
เราก็ไปเข้าร่วมการประกวดของรายการคุณพระช่วย ชื่อการแข่งว่า “คุณพระประชัน” ซึ่งเป็นปีแรกและปีเดียวที่จัดประกวดดนตรีไทยร่วมสมัยระดับประเทศ มหิดลก็ได้รับรางวัลชนะเลิศ ด้วยคอนเซ็ปต์ต่างๆ วิถีการซ้อม และแนวเพลงที่มีความโดดเด่น ณ ตอนนั้นก็เลยได้รางวัลชนะเลิศ มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักดนตรีไทยร่วมสมัย
⦁ มองว่าดนตรีพื้นบ้านไทยไปไกลระดับโลก ได้หรือไม่?
การจะไปแจมกับคนอื่น เราต้องรู้ภาษาเขาก่อน ภาษาหมายถึง ดนตรีของเขา เขามีระบบระเบียบยังไง เขามีข้อน่าสนใจแบบไหน มีข้อห้ามแบบไหนที่เราทำได้ไม่ได้ แล้วเราจะ blend ของเราเข้ากับของเขาได้อย่างไร
นักดนตรีไทยหรือหมู่นักดนตรีพื้นบ้าน ถ้าสามารถที่จะเข้าใจภาษาของดนตรีอื่นๆ และพยายามแปลเป็นภาษาของเราได้ จะทำให้การเชื่อมโยงของดนตรี เนี่ยมันไม่มีกำแพง เราพยายามผลักดันดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้านให้เกิดความเป็นไปได้มากกว่า
ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยนะว่ามันคือ soft power หรือ ไม่ soft แบบไหน ตอนนั้นยังไม่รู้เลย รู้แค่ว่าสิ่งเนี่ยเราทำแล้วเรามีความสุข และเราอยู่กับมันได้
⦁ ‘นักดนตรีพื้นบ้าน’ สามารถทำเป็นอาชีพได้จริงไหม?
เกิดคำถามหลายคน คำถามกับครอบครัวด้วย เกิดคำถามกับรอบข้างด้วย เรียนดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้านไปทำไมมีงานทำเหรอ ดนตรีสากลก็หางานยากอยู่แล้ว ดนตรีไทยมีงานทำเหรอ ทำไมไม่ไปรับราชการ ไม่เป็นครู ไม่เป็นอะไรต่างๆ ที่ไม่ใช่ศิลปิน ซึ่งมันก็สอดคล้องกับศิลปินไส้แห้ง ที่อดีตหลายๆ คนได้พูด สมัยนี้ก็ยังใช้อยู่
ณ เวลานั้นผมไม่ได้ต้องการพิสูจน์ให้ใครเห็นหรอก ผมต้องการพิสูจน์ให้ตนเอง ไอ้สิ่งที่เราทำในสิ่งที่เราเข้าใจแล้วอินจริงๆ เนี่ย มันสามารถสร้างเป็นอาชีพได้ไหม ถ้าเรามี Passion กับสิ่งนี้จริง ผมก็เลยมุ่งมั่นในการทำงานตรงนี้ แล้วก็สนุกทุกครั้งที่ร่วมงานกับพี่ศิลปิน หรือเพื่อนๆ ใครก็แล้วแต่ที่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่า แล้วจะทำให้งานทำร่วมกันมันมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น
⦁ แนวคิดสร้างสรรค์ ‘ดาวบ้านดอน’ ผสานความเป็นโกลบอล เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ดาวบ้านดอน มีความน่าสนใจอย่างหนึ่งในเรื่องของการแหวกแขนง แหวกแขนงในที่นี้หมายถึงอะไร จะพูดย้อน background ความเป็นลูกกรุง ลูกทุ่ง และหมอลำนิดหนึ่ง
โดยเฉพาะเพลง “คนขี่หลังควาย” เป็นการพัฒนาแนวเพลงหนึ่งขึ้นมา ดนตรีก็คือแนวเพลงหนึ่งที่ชื่อว่า ลูกทุ่งอีสาน คือการใช้คำพื้นบ้านหรือสำเนียงพื้นบ้านมาผสมผสานกับความเป็นลูกทุ่ง ผมก็เลยเลือกเพลงนี้มา เพราะว่ามีคำภาษาไทยเป็นหลัก แล้วความน่าสนใจของเพลงนี้คือ ใช้เครื่องดนตรีไทยเดิมเล่นก็คือ จะเข้
มันมีความคล้ายกับ Hip Hop โยกๆ รู้สึกพอมิกซ์แล้วเข้า มีจุดบางจุดที่ถ้าเราเจอแล้ว DNA ระหว่างความเป็นของเรา และความเป็น global อันนี้คือ global เราก็พยายามที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก ก็คือเอาดนตรีพื้นบ้าน หรือแม้กระทั่งเสียงการร้องแบบ
ลูกทุ่งเข้าไปอยู่ในเพลงแบบนี้
เพื่อให้คนที่เขาไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมเรา เขาเก็ต beat ล่ะ มันมีความเป็นอินเตอร์ มันมีความ Universal แต่ไส้ใน เอ๋!? มันคือภาษาอะไรอะ มันมีเสียงเครื่องดนตรีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์มากขึ้น
⦁ ความท้าทายของการเอาเพลงเก่ามาเล่าใหม่ คืออะไร?
การนำเอาของเก่ามาสร้างสรรค์ใหม่ มันคือทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น แล้วก็สำหรับมุมมองผม มันไม่ได้คือการทำงานอะไร แต่มันคือการเชิดชูต่อยอด ทำให้สิ่งเก่ามีคุณค่ามายิ่งขึ้น ในยุคปัจจุบันที่หลายคนคงได้ยินว่า ฟังดนตรีไทยดนตรีพื้นบ้านมันเชย มันแบบเชยมากๆ น่าเบื่อ เอิง เอย ฟังแล้วจะหลับ
ผมมีคอนเซ็ปต์อย่างหนึ่งว่าการที่จะเอาดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้านไปเสิร์ฟให้คนฟังเนี่ย ต้องทำด้วยการไม่ยัดเยียด พอเกิดความไม่ยัดเยียด ทุกคนก็จะเปิดใจในการที่จะฟังสิ่งเหล่านี้ มองเห็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ยังไม่ต้องเยอะค่อยๆ ผสมไป คนก็จะย้อนไปดูออริจินัลเอง อันนี้คือเป้าหมายของการทำงานร่วมสมัยที่ผมมอง
⦁ เราจะสร้างเพลงแบบใหม่อย่างไร ให้ยังคงกลิ่นอายของเดิมอยู่?
ดนตรีร่วมสมัย คือ การนำของเก่ามาทำให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ไม่ได้เป็นการทำลาย แต่เป็นการเชิดชูของเก่าให้อยู่รวมกันกับปัจจุบันซึ่งคอนเซ็ปต์ผมยึดมาตลอด แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปหยิบมาแล้วมาทำ ไม่ใช่
เราต้องเข้าใจของเก่าก่อนว่าสิ่งนี้คืออะไร และไม่ได้นำมาแต่งตัว แต่สำหรับผมคือการแยกชิ้นส่วนออกมา ผมจะไม่เอามาทั้งหมด ผมจะเอาใช้แค่จุดหนึ่งที่มีความน่าสนใจ และก็สร้างสิ่งนั้นให้มันเป็นสิ่งใหม่ โดยอยู่บนพื้นฐานของเก่า
⦁ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อิทธิพลของดนตรีมีพลังไหม?
ดนตรีมันคือพลัง ซึ่งเป็นพลังของเสียงในอุษาคเนย์ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าดินแดนนี้เป็นดินแดนที่ร่ำรวยในเรื่องของเครื่องดนตรีพื้นตระกูลไม้ไผ่ หรือแม้กระทั่งโลหะที่เป็นสำริด โดยเราก็ใช้สิ่งที่มีจากธรรมชาติ มาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นวัฒนธรรม ดนตรี ก่อให้เกิดเป็นศิลปะที่ตอบสนองมนุษย์
ตามอดีตดนตรีไม่ได้ถูกเอามาใช้ในเรื่องของการทำให้เกิดความบันเทิง แต่ดนตรีคือสิ่งที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ตามความเข้าใจของประวัติศาสตร์ดนตรีที่หลายคนศึกษาต่อกันมา
เครื่องดนตรีหรือการเล่นดนตรีถูกเชื่อมโยงกับศาสนาผี ที่ต้องขอฟ้า ขอฝน หรือเอาไว้ติดต่อกับสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติ จึงเกิดมาเป็นเครื่องดนตรีเหล่านี้ เช่น แคน โปง หรือแม้กระทั่งกลองทอง มโหระทึก เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า เสียงมีอำนาจ ใครที่สามารถควบคุมเสียงหรือเป็นเจ้าของเสียงเหล่านั้นได้ ก็จะถือว่าเป็นผู้มีอำนาจในอดีต
⦁ นอกจากด้านวัฒนธรรมแล้ว ดนตรียังเชื่อมโยงกับการเมืองด้วย?
ย้อนไปเมื่อปี 2500 หมอลำได้รับความนิยมอย่างมาก เขาใช้หมอลำเป็นสื่อโฆษณาชวนเชื่อ หรือเป็นการกระจายเสียงของรัฐบาล ซึ่งอยู่ช่วงพรรคการเมืองกำลังหาเสียง หมอลำจึงเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับชุมชน เป็นการสื่อสารกับชาวบ้านให้เห็นว่าส่วนกลางหรือรัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ โดยใช้วัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นตัวสื่อสารให้คนที่ชุมชนเข้าใจ
⦁ ‘เสียงที่แตกต่าง’ สร้างคุณค่าและเอกลักษณ์ได้อย่างไร?
สมัยก่อน เรายังไม่กล้าแสดงความเป็น “ฉัน” เท่าไหร่ ฉันคือใคร ฉันคือคนไทย ฉันไม่กล้าพูดภาษาท้องถิ่น เพราะถูกปลูกฝังให้ทำตัวกลมกลืนกัน ยึดคติที่ว่า “ไทยคือหนึ่งเดียว” ทำให้เกิดการอัดอั้นในความที่ว่า ฉันชอบหมอลำ ฉันชอบเพลงฉ่อย อีแซว ฉันชอบเพลงซอ แต่มันยังไม่ได้ทะลุออกมา ด้วยบริบทของสังคมในยุคนั้น
ในปัจจุบัน เราต้องการพรีเซ็นต์ความเป็น “ฉัน” ยิ่งแตกต่าง ยิ่งมีเอกลักษณ์ ยิ่งมีความน่าสนใจ ซึ่งสมัยก่อนเราต้องการพิมพ์นิยม และเป็นพิมพ์นิยมเท่านั้นถึงจะขายออกได้ ถึงจะอยู่ในสังคมได้ ณ ปัจจุบัน ทุกอย่างมันเหมือนกันไปหมด
แต่อะไรที่มันแตกต่าง สิ่งนั้นจะมีคุณค่า ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้คือ ดนตรี ศิลปะ วัฒนธรรม และเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวบ่งบอกว่า “เฮ้ย! เรารวยวัฒนธรรมนี่นา” แต่เราเพิ่งมาเห็นว่าสิ่งนี้ทำให้เราเป็นที่รู้จักในระดับโลก
อย่าง แคน เป็นสิ่งที่สื่อสารกับเทวดาในสมัยอดีต เป่าอยู่บนเวที ผู้คนก็เต้นฟ้อนอยู่ข้างล่าง หรือปัจจุบันเทศกาลดนตรีและไลฟ์ไสตล์เฟสติวัล นั่นทำให้ผมคิดว่ามันหมายถึง “Power of Sound” เสียงมันสนุก ทำให้คนเอ็นจอย ทำให้คนทำอะไรก็ได้ตามผู้เป็นเจ้าของเสียงที่มีอำนาจสั่งการ เสียงเหล่านี้คือเอกลักษณ์ และเป็นสำเนียงเฉพาะที่เรามีอยู่แล้ว
⦁ ยกตัวอย่างศิลปินที่สร้างสิ่งใหม่ จนเกิดการยอมรับ?
ขอยกศิลปิน 3 ท่าน คือ โจอี้-ภูวศิษฐ์ อนันต์พรสิริ มือพิณ และเป็นนักร้องเพลงดัง “นะหน้าทอง” ที่นำเรื่องไทยๆ พื้นบ้านในความเป็นสังคมบริบททั่วไปมาแต่งเป็นเพลง โดยใช้เครื่องดนตรีในการสื่อสาร
มิลลิ-MILLI อย่างเพลงล่าสุด “HEY HEY” ที่ดังพลุแตกในช่วงสงกรานต์ มิลลิเอาเพลงพื้นบ้านภาคกลางมาร้อง แต่เครื่องดนตรี คือ พิณกับแคน ซึ่งหมายความว่า ความเป็นไทยมันไม่ได้แบ่งเป็นภาค
แต่ความเป็นไทยคือความเป็นไทย ต้องมองให้เป็นความหลากหลาย ผสมอะไรที่ทำแล้วมันเข้าเส้น ทำให้เกิดสิ่งใหม่และเกิดการยอมรับ แล้วก็จะถูกทำตามและจะถูกพิสูจน์ว่าสิ่งนี้คือสิ่งดีงามต่อไป
สิงโต-นำโชค ทะนัดรัมย์ เอาความเป็นพื้นบ้านมาเล่าโดยเฉพาะแถบอีสานใต้ คือ เขมรในเพลง หรือการนำเสียงดนตรีพื้นบ้าน เช่น พิณ แคน มาเล่นเป็นแบบอีสานและฝรั่งผสมกัน ซึ่งอยากให้ทุกคนช่วยกันเขย่าจุดนี้นิดนึงว่า วิธีทำให้เกิดความแตกต่างหรือ ผสมสองสิ่งเข้าด้วยกัน มันก็ต้องมีชั้นเชิง
⦁ มองว่าการผสมผสานดนตรีมีมานานแล้ว แต่เราเพิ่งจะเห็นคุณค่า?
คนตีตราว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าที่ส่งออกได้ เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาให้กับประเทศ แต่จริงๆ แล้วเขาทำมานานแล้ว แต่ภาครัฐและคนมีอำนาจไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้จะขายได้ ไม่ได้มองว่าความแตกต่างคือสิ่งที่ดี การที่จะเอาดนตรีพื้นบ้านมาผสมกับดนตรีสมัยนิยม ในสมัยอดีตก็มีครูบาอาจารย์ของเราทำกันมาเยอะมาก
ฝั่งของดนตรีไทย ก็มี อาจารย์บุญยงค์ เกตุคง วงฟองน้ำ หรือทางด้านดนตรีอีสาน เราก็มี คุณแม่ฉวีวรรณ ดําเนิน, พ่อ ป.ฉลาดน้อย หรือครูเพลงหลากหลายในภาคเหนือ อีสาน ใต้ ท่านทำมาอยู่แล้วในเรื่องของการผสมผสาน ให้เกิดการยอมรับในดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน
แต่ยุคนี้ ด้วยสื่อโซเชียลที่เข้าถึงมากยิ่งขึ้น บุคคลเหล่านี้ก็หยิบเอาวัสดุต่างๆ ที่เป็นดนตรีไทยพื้นบ้านมาผสมผสาน เกิดการสร้างสรรค์งานอย่าง มีนตรา อินทิรา ทุกคนคงรู้จัก มนต์แคน แก่นคูน สตรีมมิ่งเพลงทะลุกว่าเพลงป๊อป โจอี้ ภูวศิษฐ์ และวง The Paradise Bangkok ก็เอาเสียงดนตรีพื้นบ้านไปเล่นเวทีระดับโลกมาแล้ว
⦁ เสียงดนตรีพื้นบ้านในโลกของเพลงป๊อป นับว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไหม?
ซอฟต์พาวเวอร์ มีสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทำวิจัยไว้เกี่ยวกับ “ซอฟต์พาวเวอร์” ว่ามีแขนงไหนบ้าง และมีรายงานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีไรบ้าง ซึ่งระบุว่าซอฟต์พาวเวอร์เป็นการทำอย่างไรก็ได้ให้คนเข้าถึงหรือเข้าใจ โดยที่ไม่เป็นการบีบบังคับ หรือการใช้วิธีละมุนละม่อมให้คนเข้าใจในงานนั้นๆ
เราพยายามสร้างสรรค์ จัดวางใหม่ให้เกิดความเป็นไปได้ในความเป็นดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน ในการอยู่ในโลกของดนตรีป๊อป หรืออุตสาหกรรมเพลงไทย
ทีมข่าวเฉพาะกิจ – เรื่อง
ศิวพงษ์ วงศ์คูณ – ภาพ

