แต่ปางก่อน
มีหลายเรื่องราวที่น่าสนใจสำหรับหนังสือเล่มนี้ที่สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมเพิ่งตีพิมพ์เสร็จ
หนังสือชื่อ “สยามแต่ปางก่อน 35 ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์”
หนังสือเล่มนี้ รวบรวมโดย วิลเลียม แอล บรัดเลย์ เหลนของหมอบรัดเลย์
แปลโดย ศรีเทพ กุสุมา ณ อยุธยา และ ศรีลักษณ์ สง่าเมือง
หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ 3
ครั้งแรก พิมพ์เมื่อปี 2529 โดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พิมพ์ครั้งนั้นเป็นการพิมพ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปีที่หมอบรัดเลย์เดินทางมาสยามประเทศ
จากนั้นได้พิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2547
ส่วนการพิมพ์ครั้งที่ 3 นี้ จัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 200 ปีที่หมอบรัดเลย์เดินทางมาสยามประเทศ
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มที่พิมพ์ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นตั้งแต่เห็นข้อความของ ปรมินทร์ เครือทอง
“สยามแต่ปางก่อนเล่มนี้ รวบรวมโดยเหลนของหมอบรัดเลย์คือ วิลเลียม แอล บรัดเลย์
นอกจากจะให้ทรรศนะในแบบ ‘ฝรั่งมองไทย’ แล้ว ยังได้ให้คำตอบที่สำคัญบางประการ โดยเฉพาะในส่วนของสังคมฝรั่งในสยามแบบ ‘ฝรั่งมองฝรั่ง’ อย่างละเอียดทุกแง่มุม”
ขยายความจากปรมินทร์ที่ว่านี่คือบันทึกของหมอบรัดเลย์ที่บันทึกประสบการณ์ของตัวเองในการใช้ชีวิตในเมืองสยาม 35 ปี
ดังนั้น บันทึกนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
และเมื่อมีมุมมองที่แตกต่างจากชาวต่างชาติคนอื่นที่เคยบันทึก ซึ่งเป็นมุมมองแบบ “ฝรั่งมองไทย”
ไม่ว่าจะเป็น เซอร์จอห์น เบาว์ริง หมอมัลคอล์ม สมิธ สังฆราชปาลเลกัวซ์ หรือ แอนนา เลียวโนเวนส์ ที่ล้วนเป็นการบันทึกแบบ “ฝรั่งมองไทย”
เมื่อหนังสือ สยามแต่ปางก่อน เล่มนี้นำเสนอบันทึกของหมอบรัดเลย์ที่มีแบบ “ฝรั่งมองไทย” และ “ฝรั่งมองฝรั่ง” แล้ว
จึงยิ่งน่าสนใจ
ความจริงแล้วแค่ชื่อชั้นของหมอบรัดเลย์ก็ถือว่ามีความสำคัญ เพราะหมอบรัดเลย์ หรือ แดน บีช บรัดเลย์ คนนี้ คือ มิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามาช่วยพัฒนาสยามประเทศ
เขาเป็นมิชชันนารี เป็นแพทย์ เป็นนักเขียน และเป็นนักหนังสือพิมพ์ ด้วย
หมอบรัดเลย์เข้ามาในกรุงสยามช่วงรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สยามกำลังอยู่ในช่วงทรานส์ฟอร์ม
เปลี่ยนจากสยามเก่าสู่สยามใหม่เพื่อความอยู่รอด
หมอบรัดเลย์เป็นตัวแทนของยุคสมัยใหม่ที่นำนวัตกรรมเข้ามาเผยแพร่ในสยาม
จำได้จำแม่นๆ คือ การเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทย
บุคคลที่หมอบรัดเลย์เอ่ยถึงในบันทึกมีหลากหลาย สอดแทรกอยู่ใน 40 บทของ “สยามแต่ปางก่อน 35 ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์”
ยกตัวอย่างเช่น เอมิลี่ รอยส์ ภรรยาคนแรกของหมอบรัดเลย์
เซอร์โรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวยุโรปคนแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในสมัยราชวงศ์จักรี
แอนนา เอช เลียวโนเวนส์ ครูในราชสำนักและทำงานเลขานุการถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จอห์น แฮสเซ็ทท์ แชนด์เลอร์ มิชชันนารีแบ๊บติสต์ที่เป็นฆราวาส เป็นช่างเครื่องจักรกล ช่างพิมพ์ พ่อค้าสั่งสินค้าเข้า เป็นล่าม และพระอาจารย์ของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ปฏิบัติหน้าที่รองกงสุลสหรัฐอเมริกา
นายแพทย์แซมมวล เรย์โนลด์ส เฮ้าส์ มิชชันนารีเพรสไบเทอเรียน เป็นต้น
ขณะเดียวกันหมอบรัดเลย์ยังบันทึกเหตุการณ์สำคัญๆ ในมุมมองของเขา
ทั้งเหตุการณ์ เจ้าฟ้ามงกุฎเสวยราชย์ เหตุการณ์ช่วงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต
รวมไปถึงเหตุการณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น
การได้อ่านบันทึกของหมอบรัดเลย์ ทำให้เห็นความสำคัญของการบันทึก
สิ่งที่คนยุคหนึ่งบันทึกไว้ ย่อมมีประโยชน์ต่อคนยุคต่อมา
ยิ่งระยะเวลาการบันทึกล่วงเลยมา 200 ปี ข้อความที่บันทึกยิ่งมีความสำคัญ
ยิ่งเมื่อได้อ่านตัวบันทึกที่ผ่านการแปลเป็นภาษาไทยด้วยถ้อยความที่เรียบเรียงแล้วเข้าใจง่าย
ยิ่งกระตุ้นให้อยากรู้ความคิดและความเห็นของหมอบรัดเลย์ ณ ห้วงเวลานั้น
ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วอยากเห็นคนไทยมีนิสัยบันทึกเหตุการณ์ที่พบเห็นและประทับใจ
ทักษะการเขียนถือเป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญต่อการเรียนรู้และการถ่ายทอดความรู้สึก
หากจะให้ดี คนไทยน่าจะมีทักษะ “สุ จิ ปุ ลิ” ติดตัว
ทั้ง สุ หรือ สุตะ คือ การฟัง ทั้ง จิ หรือ จินตะ คือ การคิด
ทั้ง ปุ หรือ ปุจฉา คือ การถาม และ ลิ หรือ ลิขิต คือ การเขียน
น่าจะได้รับการฝึกจนเป็นนิสัย
แต่ทักษะทั้งหมดนี้จะพัฒนาและมีความเฉียบคมได้ต้องอาศัยการอ่านเป็นพื้นฐาน
ดังนั้น การอ่านจึงเป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต เป็นทักษะที่ทุกคนต้องมี
ถ้าช่วงนี้ยังไม่รู้จะอ่านอะไร แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย
“สยามแต่ปางก่อน 35 ปีในบางกอกของหมอบรัดเลย์”
นฤตย์ เสกธีระ

