ล้อมวงฟังอย่างหนาแน่น สำหรับกิจกรรมทอล์ก หัวข้อ “ชาติเมื่อวายชนม์ อุดมการณ์รัฐไทยในอนุสรณ์ฯ ผู้ดับสูญ” โดย ผศ.ดร.พรชัย นาคสีทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา ภายในงานสโมสรศิลปวัฒนธรรม สเปเชียล ๒๔ มิถุนาฯ วันมหาศรีสวัสดิ์ พลวัตวันชาติ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา
เปิดเผยเบื้องหลังผลงานชิ้นเด่น กว่าจะเป็นพ็อคเก็ตบุ๊กเข้มข้นชวนอ่านในชื่อเดียวกันกับหัวข้อทอล์ก

หอจดหมายเหตุ ตลาดนัด ร้านของเก่า
กว่าจะได้หนังสืองานศพ
ผศ.ดร.พรชัยเริ่มจากประเด็นที่ว่า ช่วงหนึ่งตนสนใจจะทำเรื่องการใช้ประวัติศาสตร์เพื่อการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวขี้เกียจคุยกับคนนั้นคนนี้ สุดท้ายจึงคิดว่า หนังสืองานศพ อาจเป็นทางหนึ่งที่ทำให้เราไม่ต้องคุยกับคน แต่อยู่กับเอกสารเท่านั้น
“ปัจจัยต่อมา เราคิดว่าถ้าทำเรื่องนี้แล้วจะหาหนังสือจากไหน ซึ่งต้องย้อนกลับไปช่วงประมาณ พ.ศ.2558-2559 ตอนนั้นการเข้าถึงเอกสารไม่ใช่เรื่องง่าย หมายถึง มันไม่ได้รวบรวมไว้เป็นจุดแบบที่เราสามารถเข้าถึงได้ในโลกดิจิทัลปัจจุบัน
เช่น ถ้าวันนี้เราจะหาหนังสืองานศพ ก็เข้าเว็บหอสมุดธรรมศาสตร์แล้วหาได้เลย แต่ช่วงที่ผมตั้งต้นกับมัน การจะไปหาหนังสืองานศพต้องไปตามจุดต่างๆ ผมไม่ได้เขียนขอบคุณไว้ในหนังสือด้วยซ้ำ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราบอกว่าหนังสือมาจากแหล่งของใครบ้าง มันจะสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าของหนังสือพอสมควร ฉะนั้นในวิทยานิพนธ์หรือคำนำของหนังสือ ผมเขียนแค่สั้นๆ ว่าขอบคุณทุกคนที่หยิบยื่นให้
ตอนที่ผมรวบรวมหนังสือจำนวนหนึ่ง พบว่ามันมาจากเอกสารของบุคคลที่เขาเก็บรวบรวมไว้ ซึ่งได้ยินแว่วมาว่ามีหนังสือแบบนี้เป็นกองใหญ่ คือ อาจารย์ประมวล มณีโรจน์ ที่มีหนังสือแบบนี้ให้มาที่บ้าน แล้วยก
ทุกอย่างที่ท่านมีให้มาเลย ซึ่งเป็นหนังสือกองใหญ่ยุคแรกสุดที่เอามาศึกษา” ผศ.ดร.พรชัยเล่า ก่อนขยายความถึงขั้นตอนต่อไปว่า หลังจากนั้นก็สืบเสาะว่ามีใครอีกบ้างที่มีหนังสืองานศพเก็บ ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะใช้เงินส่วนตัวในการซื้อมาเก็บ พร้อมกับเดินไปหาตามหอจดหมายเหตุ หรือร้านขายของเก่าที่มีกองหนังสือชั่งขายเป็นกิโล หรือตลาดนัด ซึ่งหลายปัจจัยนี้ จึงเป็นปัจจัยที่เลือกสนใจศึกษาหนังสืองานศพ

เจาะเนื้อหาอนุสรณ์งานศพ
พบ ไม่ตัดขาดระบอบเดิม
ถามว่า หนังสืองานศพเปิดมุมมองใดให้ได้เห็นบ้าง
ผศ.ดร.พรชัยให้คำตอบว่า หมุดหมายสำคัญของ 2475 คือ การสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พอเราลงลึกในรายละเอียดแล้วพบว่า ชีวิตคนใต้ไม่ได้ตัดขาดออกจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบทันทีทันใด จะพบว่า หลายครั้งข้าหลวงก็ยังคงมีอิทธิพลอยู่ ข้าหลวง หรือราชการที่เป็นกลไกหนึ่งของรัฐ โดยเฉพาะช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านกว่าจะมาถึง 2475
“หนังสืองานศพช่วงปี พ.ศ.2470-2480 อาจจะมี 2-3 กลุ่มด้วยกัน มันมีเครือข่ายของคณะราษฎรอยู่ที่ภาคใต้ ร้อยตรีถัด รัตนพันธุ์ หนึ่งในกบฏ รศ.130 เป็นคนสำคัญในท้องถิ่นต่อคณะราษฎร หรือ ส.ส.ยุคแรก คือ พระยาศรีธรรมราช (ทองคำ กาญจนโชติ) เติบโตมาจากการเป็นสมุหเทศาภิบาล แห่งมณฑลสงขลา ผันตัวเองมาเป็นนักการเมืองสมัยแรกของสงขลา
คนนี้เป็นบุคคลสำคัญที่พิมพ์วารสารศรีธรรมราช ที่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เขาเขียนเรื่องช่วยชาติอย่างไร จนมา พ.ศ.2450-2460 เขาเขียนเรื่องความเป็นชาติ แต่พอเป็นงานศพตัวเองหยิบหนังสือสหรัฐอเมริกามาแปลพิมพ์ พูดถึงความเจริญรุ่งเรืองของสหรัฐอเมริกา ที่เจริญรุ่งเรืองเพราะมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถามว่ามันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า แต่ทางกลับกัน 2475 แม้จะเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่คนท้องถิ่นเขาไม่ได้มีการรับรู้แบบนี้
ไม่แน่ใจว่าในท้องถิ่นเองมีความเข้าใจชัดหรือเปล่าว่าเสาหลักของการเฉลิมฉลองมีการเปลี่ยนแปลงอะไรกันแน่ แต่สิ่งที่ปรากฏหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ในแต่ละท้องถิ่นมักจะมีการยกย่องเอาความเป็นกรุงเทพฯเข้าไปผสม หยิบเอาไอเดียของรัฐเข้าไปในงานเดือน 10 เมืองนครศรีธรรมราช ความน่าสนใจของหนังสืองานศพมันเห็นอะไรบางอย่างที่รัฐเข้าไปจัดการกับมัน” ผศ.ดร.พรชัยอธิบาย
ความฝัน อารมณ์ อุดมการณ์คนใต้
พิมพ์หนังสืองานศพได้ ต้องไม่ธรรมดา
จากนั้นยังซูมลึกลงไปอีกว่า อะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในท้องถิ่น เมื่อไหร่มันมากรุงเทพฯ และกลับไปท้องถิ่นอีกมันจะกลายเป็นของดี เช่น ผลไม้ ตามจริงแล้วก็มีอยู่ในท้องถิ่น แต่ถ้าบอกว่ามันมาจากกรุงเทพฯเขาก็จะบอกว่ามันเป็นของดี หรือพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในท้องถิ่นก็เท่านั้น แต่เมื่อไหร่ที่มากรุงเทพฯแล้วกลับไปท้องถิ่นก็จะนับว่าเป็นของดี รวมถึงคนกรุงเทพฯก็อาจจะไปชุบตัวที่อเมริกา
“ผมว่าภาพแบบนี้ในสังคม 3-4 จังหวัดภาคใต้ ปัจจุบันยังเห็นได้ชัดอยู่ว่า ถ้าจะเปลี่ยนตัวเองต้องสัมพันธ์กับตรงกลาง คือ มาเปลี่ยนสถานะตัวเองบางอย่างก่อน ผมเข้าใจว่าการยอมรับอะไรบางอย่างที่มันจะต้องเปลี่ยนสถานะ จริงๆ ในหนังสืองานศพเห็นชัดว่า ถ้าได้เข้ามาศูนย์กลางก็จะไม่ธรรมดา แต่ต้องรู้ว่าการพิมพ์หนังสืองานศพในยุคแรกไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งเรื่องทรัพย์ การเข้าถึง หรือ บารมี ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะทำได้ แต่ในมุมหนึ่งมันเหมือนการจารึกว่า วงศ์ตระกูลของฉันไม่ธรรมดา เรามีหนังสือบันทึก โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ภาพของปัจเจกและเสรีภาพของบุคคลเป็นภาพที่ชัดขึ้น
รวมถึงเทคโนโลยีที่เข้าไปในท้องถิ่น เช่น ภาคใต้มีหนังสือเยอะ อาจจะสัมพันธ์กับองค์ความรู้สมัยใหม่ มาจาก ปีนัง สิงคโปร์ เทคโนโลยีตะวันตก สมัยใหม่อาจจะเข้ามาที่ใต้ก่อน เหมือนภาคใต้เป็นหน้าต่าง เช่น สงขลาเป็นตลาดที่ใหญ่มากของการค้าขาย
ผมเข้าใจว่ามันมีความสัมพันธ์กับอำนาจรัฐที่มันเกิดขึ้น แม้คนใต้จะบอกว่าเราหัวแข็ง แต่สุดท้ายเราก็เข้าไปสัมพันธ์กับอำนาจ ไม่อยู่ในระบบแต่ก็เข้าไปสัมพันธ์กับอำนาจไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่หลักที่หยิบยกมาศึกษาแล้วนั้น ชนชั้นนำอาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ชนชั้นกลางที่พยายามเปลี่ยนสถานะใหม่นั้นเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะการเข้าไปมีความสัมพันธ์กับรัฐและเศรษฐกิจ” ผศ.ดร.พรชัยชี้
จากนั้นเล่าภาพกว้างของเนื้อหาว่า หนังสืองานศพส่วนใหญ่ในช่วงปี 2540 ลงมา สะท้อนบริบทช่วงเวลาที่คนรอบข้างทำให้ เช่น คนตายเป็นคนไม่สูบบุหรี่ รักษ์โลก
แต่หนังสือที่พบในช่วงแรกของภาคใต้จะมีเรื่องที่อยากให้เขียนลงไป ช่วงประมาณ พ.ศ.2510-2520 จะมีเครือข่ายคนทำหนังสือ แวดวงคนที่สนิทกัน จะมีการเอ่ยถึงกันอยู่จำนวนหนึ่ง
“หนังสืองานศพอาจจะไม่ได้บอกวิธีคิดได้ทั้งหมด แต่หนังสืองานศพเป็นหนังสือสะท้อนชนชั้นนำ หรือปัญญาชนใหม่ที่อาจจะเสียงดัง” ผศ.ดร.พรชัยกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า ถ้าเราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนี้ ต้องศึกษาว่า ลึกลงไปมันมีอะไรที่เคยเกิดขึ้น ความแตกแยก ความแตกต่าง
ต้องมีที่มาที่ไป
มันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมีเหตุและผล ปัจจัยของมันที่ทำให้แสดงออกไปแบบนั้น
ภูษิต ภูมีคำ

ชาติเมื่อวายชนม์ อุดมการณ์รัฐไทยในอนุสรณ์ฯ ผู้ดับสูญ ผลงาน พรชัย นาคสีทอง เปิดให้พรีออเดอร์แล้ววันนี้-5 กรกฎาคม เริ่มจัดส่งหนังสือตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม ติดต่อ FB : Matichon Book-สำนักพิมพ์มติชน 0-2589-0020

